หนองในที่คอ หรือ Gonococcal pharyngitis / Pharyngeal gonorrhea เป็นการติดเชื้อ Neisseria gonorrhoeae บริเวณคอหอย โดยมักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปากกับผู้ที่มีเชื้อหนองในบริเวณอวัยวะเพศหรือบริเวณอื่นที่สามารถแพร่เชื้อได้
สิ่งที่ทำให้ หนองในที่คอ แตกต่างจากหนองในบริเวณอวัยวะเพศ คือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แทบไม่มีอาการหรือไม่มีอาการเลย จึงอาจไม่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อ และสามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้โดยไม่ตั้งใจ การมีอาการเจ็บคอเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถใช้ยืนยันว่าเป็นหนองในได้ และในทางกลับกัน การไม่มีอาการก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้อ
ผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์ทางปากกับคู่นอนที่เป็นหนองใน มีคู่นอนหลายคน หรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหนองในบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก อาจจำเป็นต้องพิจารณาตรวจหาเชื้อที่คอด้วย โดยเฉพาะหากมีประวัติทางเพศที่สอดคล้องกับตำแหน่งการสัมผัสเชื้อ
การตรวจ NAAT (Nucleic Acid Amplification Test) เป็นหนึ่งในวิธีสำคัญสำหรับตรวจหนองในที่คอ ขณะที่ culture หรือการเพาะเชื้อ มีบทบาทสำคัญเมื่อสงสัยการรักษาไม่ได้ผลหรือเชื้อดื้อยา เพราะสามารถนำเชื้อไปทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะได้
สำหรับการรักษา ปัจจุบันยาหลักที่ใช้รักษาหนองในที่คอคือ ceftriaxone โดยขนาดยาขึ้นกับน้ำหนักตัวตามแนวทางการรักษา และเนื่องจากหนองในที่คอมีความสำคัญเรื่องการติดตามผลการรักษา จึงมีคำแนะนำให้ทำ test of cure หลังการรักษา 7–14 วัน

บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ หนองในที่คอเกิดจากอะไร อาการเป็นอย่างไร ติดต่อทางไหน ตรวจอย่างไร รักษาด้วยยาอะไร ต้องตรวจซ้ำเมื่อไหร่ หนองในที่คอหายขาดหรือไม่ และควรงดเพศสัมพันธ์กี่วัน เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงและเข้ารับการรักษาได้อย่างถูกต้อง
หนองในที่คอคืออะไร?
หนองในที่คอคือการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae บริเวณคอหอย ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคหนองในบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก และอวัยวะสืบพันธุ์
การติดเชื้อที่คอเรียกว่า pharyngeal gonorrhea และอาจเกิดขึ้นหลังการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก เช่น
- ใช้ปากสัมผัสอวัยวะเพศของผู้ที่มีเชื้อ
- ใช้ปากสัมผัสบริเวณทวารหนักที่มีเชื้อ
- มีการสัมผัสสารคัดหลั่งจากบริเวณที่ติดเชื้อกับเยื่อบุในช่องปากหรือคอ
สิ่งสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องมีการหลั่งน้ำอสุจิหรือมีสารคัดหลั่งในปริมาณมากจึงจะติดเชื้อได้ เพราะการสัมผัสเยื่อบุระหว่างกิจกรรมทางเพศสามารถนำไปสู่การติดเชื้อได้
เมื่อเชื้อเข้าสู่บริเวณคอ N. gonorrhoeae สามารถเกาะและเพิ่มจำนวนบริเวณเยื่อบุคอหอยได้

👉🔬หนองในที่คอติดต่อได้อย่างไร?
เส้นทางสำคัญคือ การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก (oral sex)
ตัวอย่างเช่น
➡️Oral sex จากปากสัมผัสอวัยวะเพศ
หากคู่นอนมีหนองในบริเวณท่อปัสสาวะ ปากมดลูก หรืออวัยวะเพศ และมีการใช้ปากสัมผัสบริเวณดังกล่าว เชื้ออาจเข้าสู่เยื่อบุช่องปากและคอหอยได้
➡️Oral sex จากปากสัมผัสทวารหนัก
หากมีเชื้อบริเวณทวารหนัก การสัมผัสผ่านทางปากก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อที่คอได้เช่นกัน
➡️มีหนองในบริเวณอื่นร่วมด้วย
ผู้ที่มีหนองในบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนักอาจมีเชื้อหลายตำแหน่งพร้อมกัน ดังนั้นการตรวจเฉพาะปัสสาวะหรืออวัยวะเพศอาจไม่สามารถบอกได้ว่ามีเชื้อบริเวณคอหรือไม่

👉🦠หนองในที่คอมีอาการอย่างไร?
จุดสำคัญที่สุดคือ หนองในที่คอจำนวนมากไม่มีอาการ
ผู้ติดเชื้อบางรายอาจรู้สึกเหมือนมีอาการเจ็บคอธรรมดา ขณะที่บางรายไม่มีอาการผิดปกติเลย
อาการที่อาจพบ ได้แก่
- เจ็บคอ
- ระคายคอ
- คอแดง
- กลืนแล้วเจ็บ
- ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต
- มีไข้ในบางราย
- มีคราบหรือสารคัดหลั่งบริเวณคอในบางกรณี
- รู้สึกไม่สบายคอ
- ต่อมทอนซิลอักเสบลักษณะคล้ายการติดเชื้อทั่วไป
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ ไม่ใช่อาการจำเพาะของหนองใน
โรคอื่นจำนวนมากก็ทำให้เจ็บคอได้ เช่น
- ไวรัสทางเดินหายใจ
- ไข้หวัดใหญ่
- COVID-19
- Streptococcal pharyngitis
- ต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้ออื่น
- การระคายเคืองจากบุหรี่
- กรดไหลย้อน
ดังนั้นหากมีประวัติเสี่ยงจาก oral sex การตรวจหาเชื้อจึงมีความสำคัญมากกว่าการใช้ลักษณะอาการเพียงอย่างเดียว
หนองในที่คอเจ็บคอมากไหม?
อาการเจ็บคอจากหนองในไม่ได้มีความรุนแรงในรูปแบบเดียวกันทุกคน
บางคนอาจไม่มีอาการเลย ขณะที่บางคนมีอาการเจ็บหรือระคายคอ
ดังนั้นคำถามว่า
“ถ้าเป็นหนองในที่คอ ต้องเจ็บคอมากหรือไม่?”
คำตอบคือ ไม่จำเป็น
การไม่มีอาการเจ็บคอไม่ได้แปลว่าไม่มีหนองใน
และการเจ็บคอมากก็ไม่ได้แปลว่าเป็นหนองใน
สิ่งที่มีน้ำหนักมากกว่าคือ ประวัติความเสี่ยงทางเพศ ตำแหน่งที่สัมผัส และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
หนองในที่คอมีหนองให้เห็นหรือไม่?
คำว่า “หนองใน” อาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าจะต้องมีหนองให้เห็นในลำคอ แต่ในความเป็นจริง ไม่จำเป็นต้องมีหนองให้เห็น
ผู้ป่วยบางรายไม่มีลักษณะผิดปกติที่สังเกตได้ด้วยตนเอง
แม้ตรวจคอแล้วไม่เห็นหนอง ก็ไม่สามารถตัดโรคออกได้หากมีประวัติเสี่ยง
ดังนั้นไม่ควรใช้การส่องกระจกดูคอแล้วตัดสินว่า “มี” หรือ “ไม่มี” หนองใน
หนองในที่คอแตกต่างจากหนองในที่อวัยวะเพศอย่างไร?
เชื้อที่ทำให้เกิดโรคเป็นชนิดเดียวกัน คือ Neisseria gonorrhoeae แต่ตำแหน่งติดเชื้อและลักษณะอาการแตกต่างกัน
| ประเด็น | หนองในที่คอ | หนองในบริเวณอวัยวะเพศ |
|---|---|---|
| เชื้อ | N. gonorrhoeae | N. gonorrhoeae |
| การติดต่อสำคัญ | Oral sex | Vaginal/anal sex และกิจกรรมทางเพศอื่น |
| มีอาการหรือไม่ | มักไม่มีอาการ | อาจมีอาการชัดกว่า |
| อาการที่พบ | เจ็บหรือระคายคอ | หนอง ปัสสาวะแสบ ตกขาวผิดปกติ |
| การตรวจ | Swab คอ + NAAT/culture | ปัสสาวะหรือ swab + NAAT/culture |
| การรักษาหลัก | Ceftriaxone | Ceftriaxone |
| Test of cure | แนะนำ 7–14 วัน | ไม่จำเป็นเป็น routine ในหลายกรณี |
| ความสำคัญ | อาจตรวจพบยากและแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว | อาการมักช่วยให้สงสัยโรคได้มากกว่า |
🧸ใครบ้างที่ควรสงสัยหนองในที่คอ?
ควรพิจารณาตรวจหนองในที่คอเมื่อมีประวัติเสี่ยง เช่น
1. มี oral sex กับผู้ที่เป็นหนองใน
ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญ
2. คู่นอนมีผลตรวจหนองในเป็นบวก
แม้ตนเองไม่มีอาการ ก็ควรได้รับการประเมินตามคำแนะนำของแพทย์
3. ตรวจพบหนองในบริเวณอื่น
ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหนองในบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก และมีประวัติ oral sex อาจมีการติดเชื้อที่คอร่วมด้วย
4. มีคู่นอนหลายคนหรือมีคู่นอนใหม่
ความเสี่ยงของ STI โดยรวมเพิ่มขึ้นตามรูปแบบการสัมผัสทางเพศ
5. มีอาการเจ็บคอหลัง oral sex
โดยเฉพาะหากมีอาการเกิดขึ้นในช่วงที่สอดคล้องกับประวัติการสัมผัสเชื้อ
หนองในที่คอตรวจอย่างไร?
การตรวจหนองในที่คอจำเป็นต้องตรวจจาก บริเวณคอที่สงสัยว่ามีเชื้อ
วิธีที่ใช้บ่อยคือ
การเก็บตัวอย่างจากคอหอยด้วย swab
จากนั้นนำตัวอย่างไปตรวจด้วยวิธีที่เหมาะสม
การตรวจปัสสาวะอย่างเดียว ไม่สามารถใช้แทนการตรวจคอได้ หากตำแหน่งที่สงสัยว่าติดเชื้อคือคอ
นี่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก เพราะบางคนอาจไปตรวจหนองในด้วยปัสสาวะแล้วผลเป็นลบ แต่ยังมีความเสี่ยงของหนองในที่คออยู่
NAAT ตรวจหนองในที่คอคืออะไร?
NAAT (Nucleic Acid Amplification Test) เป็นการตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ
ปัจจุบัน NAAT เป็นหนึ่งในวิธีหลักในการตรวจหา N. gonorrhoeae และสามารถใช้ตรวจตัวอย่างจากคอหอยได้ตามชุดตรวจและระบบห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง
ข้อดีคือ
- มีความไวสูง
- ใช้ตรวจการติดเชื้อที่ไม่มีอาการได้
- เหมาะสำหรับการตรวจจากตำแหน่งที่มีความเสี่ยง
- สามารถตรวจพร้อมกับ Chlamydia ได้ในหลายระบบ
แต่ในกรณีสงสัยการรักษาล้มเหลวหรือเชื้อดื้อยา culture มีความสำคัญมากขึ้น

Culture หนองในที่คอคืออะไร?
Culture คือการนำตัวอย่างจากคอมาเพาะเลี้ยงเพื่อดูว่าสามารถแยกเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ได้หรือไม่
ข้อดีที่สำคัญคือ หากเพาะเชื้อได้ สามารถนำเชื้อไปทดสอบ antimicrobial susceptibility testing (AST) เพื่อประเมินความไวต่อยาปฏิชีวนะ
จึงมีประโยชน์อย่างมากเมื่อ
- สงสัยรักษาไม่หาย
- สงสัยเชื้อดื้อยา
- ผลตรวจหลังรักษายังเป็นบวก
- มีอาการต่อเนื่องอย่างผิดปกติ
- ต้องการยืนยัน treatment failure

ตรวจหนองในที่คอหลังเสี่ยงกี่วัน?
ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจขึ้นอยู่กับชนิดของการตรวจและสถานการณ์ทางคลินิก
หากเพิ่งมีความเสี่ยงมาไม่นานมาก การตรวจเร็วเกินไปอาจทำให้ตรวจไม่พบเชื้อได้ แม้ว่าจะมีการติดเชื้ออยู่
ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงควรแจ้งแพทย์หรือสถานพยาบาลว่า
- มีความเสี่ยงเมื่อวันที่เท่าไร
- มี oral sex แบบใด
- ตำแหน่งที่สัมผัสคืออะไร
- คู่นอนมีผลตรวจอะไร
- มีอาการหรือไม่
แพทย์จะช่วยเลือกเวลาตรวจที่เหมาะสม
ไม่ควรใช้เพียงการไม่มีอาการเป็นเหตุผลว่าไม่จำเป็นต้องตรวจ
ตรวจปัสสาวะแล้วไม่พบหนองใน แต่ยังสงสัยหนองในที่คอ ทำอย่างไร?
กรณีนี้ควรเข้าใจว่า ผลตรวจปัสสาวะเป็นลบไม่ได้ตัดหนองในที่คอ
เพราะตัวอย่างปัสสาวะสะท้อนการติดเชื้อบริเวณระบบทางเดินปัสสาวะที่เก็บตัวอย่าง ไม่ใช่การติดเชื้อในคอ
หากมี oral sex และต้องการประเมิน pharyngeal gonorrhea ควรเก็บตัวอย่างจากคอโดยตรง
ตัวอย่างเช่น
มี oral sex → สงสัยติดเชื้อคอ → ตรวจ swab คอ
ไม่ใช่
มี oral sex → ตรวจปัสสาวะอย่างเดียว → ผลลบ → สรุปว่าไม่มีหนองใน
หนองในที่คอรักษาอย่างไร?
การรักษาหลักของหนองในที่คอในแนวทางมาตรฐานคือ ceftriaxone
ตามแนวทาง CDC สำหรับผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่า 150 กิโลกรัม ใช้
Ceftriaxone 500 mg ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว
หากน้ำหนักตัว ตั้งแต่ 150 กิโลกรัมขึ้นไป ใช้
Ceftriaxone 1 g ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว
ทั้งนี้ การสั่งยาและขนาดยาในผู้ป่วยจริงควรอ้างอิงแนวทางของประเทศ สถานพยาบาล และประวัติผู้ป่วยแต่ละราย
ถ้าสงสัยว่ามี Chlamydia ร่วมด้วยต้องทำอย่างไร?
ผู้ป่วยหนองในบางรายอาจมี Chlamydia ร่วมด้วย
หากยังไม่ได้ตัดการติดเชื้อ Chlamydia ออก แนวทางการรักษาอาจพิจารณาให้ยาครอบคลุม Chlamydia เพิ่มเติม
ในผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ แนวทาง CDC ใช้ doxycycline 100 mg รับประทานวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน สำหรับการติดเชื้อ Chlamydia ในสถานการณ์ที่ต้องรักษา
แต่การเลือกยาในผู้ตั้งครรภ์แตกต่างออกไป จึงไม่ควรนำสูตรยาของบุคคลอื่นมาใช้เอง
ยากินรักษาหนองในที่คอได้ไหม?
ประเด็นนี้ต้องระมัดระวังอย่างมาก
แม้จะมียาปฏิชีวนะรับประทานบางชนิดที่ใช้เป็นทางเลือกในบางสถานการณ์ แต่ ceftriaxone เป็นยาหลักที่แนะนำสำหรับ pharyngeal gonorrhea
หนึ่งในยาทางเลือกที่มีการกล่าวถึงในแนวทางคือ cefixime 800 mg รับประทานครั้งเดียว เมื่อไม่สามารถให้ ceftriaxone ได้ แต่ประสิทธิภาพต่อหนองในบริเวณคอด้อยกว่า ceftriaxone และควรใช้ตามดุลยพินิจทางการแพทย์
ดังนั้นไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเองเพียงเพราะคิดว่า “เป็นหนองในเหมือนกันจึงใช้ยาอะไรก็ได้”
หนองในที่คอเป็นตำแหน่งที่ควรได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและติดตามผล
ทำไมหนองในที่คอต้องให้ความสำคัญกับการรักษา?
สาเหตุหนึ่งคือการติดเชื้อบริเวณคออาจตรวจพบยากและไม่มีอาการ
นอกจากนี้ บริเวณคอยังถูกมองว่าเป็นตำแหน่งสำคัญในด้าน antimicrobial resistance
เชื้อ N. gonorrhoeae สามารถแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมกับแบคทีเรียชนิดอื่นบริเวณคอได้ ทำให้บริเวณคอมีความสำคัญต่อการเกิดและแพร่กระจายกลไกการดื้อยา
นี่เป็นอีกเหตุผลที่ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะผิดชนิดหรือซื้อยากินเอง
รักษาหนองในที่คอแล้วต้องตรวจซ้ำไหม?
ต้องให้ความสำคัญกับการตรวจยืนยันการหาย หรือ test of cure
แนวทาง CDC แนะนำให้ผู้ที่ได้รับการรักษาหนองในบริเวณคอทำ test of cure 7–14 วันหลังการรักษา
การตรวจอาจใช้
- NAAT
- Culture
ตามสถานการณ์
นี่แตกต่างจากหนองในบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนักที่ได้รับการรักษาตามแนวทาง ซึ่งโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องทำ test of cure เป็นกิจวัตรในผู้ที่ไม่มีอาการ
Test of cure หนองในที่คอทำไมต้องรอ 7–14 วัน?

การตรวจเร็วเกินไปหลังได้รับการรักษาอาจพบสารพันธุกรรมที่หลงเหลืออยู่ และทำให้ผล NAAT เป็นบวกได้แม้เชื้อที่มีชีวิตจะถูกกำจัดไปแล้ว
ดังนั้นจึงไม่ควรรีบตรวจเพียงไม่กี่วันหลังฉีดยาแล้วนำผลไปสรุปทันทีว่าการรักษาล้มเหลว
ในกรณีที่ตรวจแล้วผลเป็นบวก โดยเฉพาะเมื่อสงสัย treatment failure แพทย์อาจพิจารณา culture และ antimicrobial susceptibility testing เพื่อช่วยยืนยัน
ถ้าตรวจหนองในที่คอหลังรักษาแล้วผลเป็นบวก ทำอย่างไร?
หาก test of cure เป็นบวก ไม่ควรซื้อยามากินเอง
แพทย์จะพิจารณาร่วมกับ
- วันที่ได้รับการรักษา
- วิธีตรวจ
- ระยะเวลาหลังรักษา
- อาการ
- ประวัติการมีเพศสัมพันธ์หลังรักษา
- ผลตรวจของคู่นอน
- ประวัติการได้รับยา
- ความเป็นไปได้ของเชื้อดื้อยา
หากสงสัย treatment failure อาจเก็บตัวอย่างจากคอเพื่อ culture และ AST
กรณีนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการเฝ้าระวังเชื้อหนองในดื้อยา
ถ้ารักษาหนองในที่คอแล้วเจ็บคอยังไม่หาย เกิดจากอะไร?
การที่ยังเจ็บคอหลังรักษาไม่ได้แปลว่าเชื้อหนองในยังอยู่เสมอไป
สาเหตุที่เป็นไปได้ ได้แก่
1. การติดเชื้อยังคงอยู่
จำเป็นต้องพิจารณาโดยเฉพาะหาก test of cure เป็นบวก
2. ติดเชื้อซ้ำ
อาจเกิดจากการมี oral sex หรือกิจกรรมทางเพศกับคู่นอนที่ยังไม่ได้รับการรักษา
3. เป็นโรคอื่น
อาการเจ็บคออาจเกิดจากไวรัส แบคทีเรียอื่น หรือสาเหตุที่ไม่เกี่ยวกับ STI
4. มี Chlamydia หรือเชื้ออื่นร่วม
อาจต้องตรวจเพิ่มเติมตามความเสี่ยง
5. มีการระคายเคืองคอ
เช่น สูบบุหรี่หรือสัมผัสสารระคายเคือง
ดังนั้น หากรักษาแล้วอาการไม่หาย ควรประเมินแทนที่จะเพิ่มยาปฏิชีวนะเอง
หนองในที่คอหายขาดไหม?
หนองในที่คอสามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม
แต่การรักษาหายจากการติดเชื้อครั้งหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะมีภูมิคุ้มกันถาวร
ผู้ที่เคยเป็นหนองในสามารถ ติดเชื้อซ้ำได้
ตัวอย่างเช่น
รักษาหนองในที่คอจนหาย
↓
กลับไปมี oral sex กับผู้ที่มีเชื้อ
↓
ได้รับเชื้อใหม่
↓
เกิดหนองในที่คออีกครั้ง
ดังนั้นการป้องกันการติดเชื้อซ้ำจึงสำคัญมาก
หนองในที่คอติดต่อไปยังคู่นอนได้ไหม?
ได้
ผู้ที่มีเชื้อหนองในบริเวณคอสามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้ผ่านกิจกรรมทางเพศที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสบริเวณติดเชื้อ
ในช่วงที่ยังอยู่ระหว่างการรักษา จึงควรงดกิจกรรมทางเพศตามคำแนะนำ
โดยทั่วไปควรงด อย่างน้อย 7 วันหลังได้รับการรักษา และจนกว่าคู่นอนจะได้รับการรักษาแล้ว
การใช้ถุงยางอนามัยหรืออุปกรณ์ป้องกันช่องปากสามารถช่วยลดความเสี่ยงของ STI ได้ แต่ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์
ถ้าไม่มีอาการหนองในที่คอ ยังแพร่เชื้อได้ไหม?
ได้
นี่เป็นหนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดของ pharyngeal gonorrhea
เพราะการไม่มีอาการไม่ได้หมายความว่าไม่มีเชื้อ
ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการอาจไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ และจึงอาจมีเพศสัมพันธ์ต่อโดยไม่ได้ป้องกัน ทำให้เชื้อแพร่ไปยังคู่นอนได้
ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงจึงไม่ควรรอให้เจ็บคอหรือมีหนองก่อนจึงค่อยตรวจ
หนองในที่คออันตรายไหม?
โดยทั่วไปหนองในที่คอไม่ได้ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่ไม่ควรปล่อยให้ติดเชื้อโดยไม่รักษา
เชื้อหนองในสามารถแพร่ไปยังบริเวณอื่นของร่างกายได้ในบางกรณี
ภาวะที่รุนแรงแต่พบไม่บ่อยคือ Disseminated Gonococcal Infection (DGI)
อาจมีอาการ เช่น
- ไข้
- ปวดข้อ
- ข้อบวม
- ผื่นบริเวณผิวหนัง
- อาการอักเสบของเอ็นหรือข้อ
หากมีอาการดังกล่าวควรพบแพทย์โดยเร็ว
หนองในขึ้นตาเกี่ยวข้องกับหนองในที่คอหรือไม่?
เชื้อหนองในสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อที่ตาได้ โดยเฉพาะเมื่อสารคัดหลั่งจากบริเวณที่มีเชื้อถูกนำไปสัมผัสตา
อาการที่ควรระวัง ได้แก่
- ตาแดงมาก
- ปวดตา
- มีหนองจากตา
- หนังตาบวม
- ตามัว
หากสงสัยหนองในที่ตา ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน เพราะการติดเชื้ออาจรุนแรงและทำลายกระจกตาได้
การล้างมือหลังสัมผัสอวัยวะเพศหรือสารคัดหลั่งจึงเป็นสิ่งสำคัญ
หนองในที่คอกับ HIV เกี่ยวข้องกันไหม?
การเป็นหนองในไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะต้องติด HIV
แต่การมีหนองในเป็นตัวบ่งชี้ว่าบุคคลนั้นอาจมีความเสี่ยงต่อ STI อื่นจากกิจกรรมทางเพศเดียวกัน
ดังนั้นผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหนองในควรได้รับการประเมินเรื่อง STI อื่นตามความเสี่ยง เช่น
- HIV
- Syphilis
- Chlamydia
รวมถึงการตรวจโรคอื่นตามประวัติการสัมผัส
หนองในที่คอป้องกันได้อย่างไร?
การป้องกันหลักคือการลดการสัมผัสเชื้อระหว่างกิจกรรมทางเพศ
ใช้ถุงยางอนามัย
การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยง STI
ใช้ Dental dam หรืออุปกรณ์ป้องกันช่องปาก
สามารถช่วยลดการสัมผัสสารคัดหลั่งระหว่าง oral sex
หลีกเลี่ยง oral sex กับผู้ที่ทราบว่ามีหนองในและยังไม่ได้รับการรักษา
หากคู่นอนมีผลตรวจเป็นบวก ควรรอให้ได้รับการรักษาตามคำแนะนำ
ตรวจ STI ตามความเสี่ยง
โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนใหม่หรือหลายคน
แจ้งคู่นอนเมื่อพบการติดเชื้อ
ช่วยให้คู่นอนได้รับการตรวจและรักษา และลดการแพร่เชื้อในวงกว้าง
หลังรักษาหนองในที่คอต้องงด oral sex กี่วัน?
โดยทั่วไปควรงดกิจกรรมทางเพศ อย่างน้อย 7 วันหลังได้รับการรักษา และจนกว่าคู่นอนจะได้รับการรักษาแล้ว
หากยังมีอาการ หรือยังอยู่ระหว่างการตรวจยืนยันการหาย ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
โดยเฉพาะผู้ที่มีผลตรวจหลังรักษาเป็นบวก ไม่ควรกลับไปมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะได้รับการประเมินและจัดการอย่างเหมาะสม
หลังรักษาหนองในที่คอควรตรวจโรคอะไรเพิ่มเติม?
เนื่องจากการติดหนองในสามารถเกิดร่วมกับ STI อื่นได้ แพทย์อาจพิจารณาตรวจตามความเสี่ยง เช่น
| การตรวจ | เหตุผล |
| Gonorrhea | ยืนยันตำแหน่งและติดตามการรักษา |
| Chlamydia | อาจติดเชื้อร่วมกัน |
| HIV | ประเมินความเสี่ยง STI |
| Syphilis | คัดกรองตามความเสี่ยง |
| Mycoplasma genitalium | พิจารณาเมื่อมี urethritis ต่อเนื่องหรือกลับเป็นซ้ำในสถานการณ์ที่เหมาะสม |
| STI อื่น ๆ | ขึ้นกับประวัติการสัมผัส |
ควรตรวจหนองในซ้ำอีกเมื่อไหร่?
แม้ test of cure จะใช้ตรวจยืนยันการหายในหนองในที่คอ แต่ผู้ที่เคยเป็นหนองในยังมีความเสี่ยงติดเชื้อซ้ำ
CDC แนะนำให้ผู้ที่ได้รับการรักษาหนองใน ตรวจซ้ำประมาณ 3 เดือนหลังการรักษา เพื่อค้นหาการติดเชื้อซ้ำ
การตรวจดังกล่าวแตกต่างจาก test of cure
Test of cure: ตรวจว่าการติดเชื้อครั้งนี้รักษาสำเร็จหรือไม่ โดยเฉพาะหนองในที่คอ
Retesting at 3 months: ตรวจค้นหาการติดเชื้อใหม่หรือการติดเชื้อซ้ำในภายหลัง
ตารางสรุปหนองในที่คอ
| หัวข้อ | ข้อมูลสำคัญ |
| ชื่อโรค | Pharyngeal gonorrhea |
| เชื้อ | Neisseria gonorrhoeae |
| การติดต่อสำคัญ | Oral sex |
| อาการ | มักไม่มีอาการ แต่อาจเจ็บหรือระคายคอ |
| ตรวจ | Swab คอ |
| วิธีตรวจ | NAAT หรือ culture |
| การรักษาหลัก | Ceftriaxone |
| Ceftriaxone <150 kg | 500 mg IM ครั้งเดียว ตาม CDC |
| Ceftriaxone ≥150 kg | 1 g IM ครั้งเดียว ตาม CDC |
| Test of cure | 7–14 วันหลังรักษา |
| สงสัยดื้อยา | พิจารณา culture + AST |
| งดเพศสัมพันธ์ | อย่างน้อย 7 วันหลังรักษา และคู่นอนได้รับการรักษา |
| ตรวจซ้ำเพื่อหา reinfection | ประมาณ 3 เดือนหลังรักษา |
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ