Skip to content
Home » บทความ » ORAL SEX ติดหนองในได้ไหม? เจาะลึกความเสี่ยง

ORAL SEX ติดหนองในได้ไหม? เจาะลึกความเสี่ยง

💗 Oral sex หรือ “การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก” เป็นกิจกรรมทางเพศที่หลายคนมองว่าปลอดภัยกว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว oral sex สามารถเป็นช่องทางการแพร่เชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ได้ โดยเฉพาะ “หนองใน” (Gonorrhea) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยและแพร่กระจายได้ง่าย

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกแง่มุม ตั้งแต่คำถามสำคัญว่า oral sex ติดหนองในได้ไหม, กลไกการติดเชื้อ, อาการ, วิธีรักษา ไปจนถึงโรคอื่น ๆ ที่สามารถติดผ่าน oral sex ได้ พร้อมแนวทางป้องกันอย่างถูกต้อง


🦠Oral Sex คืออะไร และมีรูปแบบอย่างไร

Oral sex คือการใช้ปาก ลิ้น หรือริมฝีปากสัมผัสอวัยวะเพศหรือทวารหนักของคู่นอน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่

  • Fellatio: การใช้ปากกระตุ้นอวัยวะเพศชาย
  • Cunnilingus: การใช้ปากกระตุ้นอวัยวะเพศหญิง
  • Anilingus: การใช้ปากกระตุ้นทวารหนัก

แม้จะไม่มีการสอดใส่ แต่การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่น หรือสารคัดหลั่งจากช่องคลอด สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้


📌Oral Sex ติดหนองในได้ไหม?

📌 คำตอบคือ: “ติดได้แน่นอน”

หนองใน (Gonorrhea) เกิดจากแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae ซึ่งสามารถติดเชื้อได้ในหลายตำแหน่ง ได้แก่

  • อวัยวะเพศ
  • ทวารหนัก
  • ลำคอ (pharyngeal gonorrhea)

การทำ oral sex สามารถทำให้เชื้อเข้าสู่ “ลำคอ” ได้โดยตรง หากมีการสัมผัสกับอวัยวะเพศที่ติดเชื้อ


👉 ทำไม Oral Sex จึงทำให้ติดหนองในได้

หลายคนเข้าใจผิดว่า oral sex ปลอดภัย แต่ความจริงคือ เยื่อบุในช่องปากและลำคอมีความบอบบาง และสามารถเป็นทางผ่านของเชื้อโรคได้ง่าย

ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อได้ ได้แก่:

  • มีแผลในปาก เช่น แผลร้อนใน เหงือกอักเสบ
  • มีเลือดออกตามไรฟัน
  • ภูมิคุ้มกันต่ำ
  • มีการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง
  • ไม่ใช้ถุงยางหรือ dental dam

👉 กลไกการติดเชื้อหนองในจาก Oral Sex

การติดเชื้อหนองในผ่าน oral sex เกิดขึ้นตามขั้นตอนดังนี้:

1. การสัมผัสเชื้อโดยตรง

เมื่อปากสัมผัสกับอวัยวะเพศที่มีเชื้อ Neisseria gonorrhoeae เชื้อจะเข้าสู่เยื่อบุในช่องปาก

2. การยึดเกาะของเชื้อ

เชื้อมีโครงสร้างพิเศษ (pili) ที่ช่วยให้เกาะติดกับเซลล์เยื่อบุได้อย่างแน่น

3. การบุกรุกเซลล์

เชื้อจะเข้าสู่เซลล์เยื่อบุและเริ่มเพิ่มจำนวน

4. การกระตุ้นการอักเสบ

ร่างกายตอบสนองด้วยการอักเสบ ทำให้เกิดอาการ เช่น เจ็บคอ บวม แดง

5. การแพร่กระจาย

เชื้อสามารถแพร่ไปยังส่วนอื่น เช่น ทวารหนัก หรืออวัยวะเพศ หากมีการสัมผัสต่อเนื่อง


👉 อาการของหนองในในลำคอ (Pharyngeal Gonorrhea)

สิ่งที่อันตรายคือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมาก “ไม่มีอาการ”

แต่ในบางรายอาจมีอาการ เช่น:

  • เจ็บคอเรื้อรัง
  • กลืนลำบาก
  • ต่อมทอนซิลบวม
  • มีหนองในลำคอ
  • ต่อมน้ำเหลืองโต

เนื่องจากอาการคล้าย “คออักเสบทั่วไป” จึงมักถูกมองข้าม


👉 หนองในในอวัยวะเพศจาก Oral Sex

หากผู้ที่มีเชื้อในลำคอทำ oral sex ให้ผู้อื่น ก็สามารถแพร่เชื้อไปสู่อวัยวะเพศได้เช่นกัน

อาการในอวัยวะเพศ ได้แก่:

ผู้ชาย

  • ปัสสาวะแสบขัด
  • มีหนองไหลจากปลายอวัยวะเพศ

ผู้หญิง

  • ตกขาวผิดปกติ
  • ปวดท้องน้อย
  • เลือดออกผิดปกติ

👉 ภาวะแทรกซ้อนของหนองใน

หากไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น:

  • อุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID)
  • ภาวะมีบุตรยาก
  • การติดเชื้อในกระแสเลือด (Disseminated Gonococcal Infection – DGI)
  • ข้ออักเสบ
  • เยื่อบุหัวใจอักเสบ

👉 การวินิจฉัยหนองในจาก Oral Sex

แพทย์จะทำการตรวจโดย:

  • Swab ลำคอ เพื่อตรวจหาเชื้อ
  • ตรวจปัสสาวะ
  • ตรวจสารคัดหลั่ง

เทคนิคที่ใช้บ่อย:

  • NAAT (Nucleic Acid Amplification Test)
  • การเพาะเชื้อ

👉 การรักษาหนองใน

หนองในสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ต้องใช้ “สูตรที่ถูกต้อง”

แนวทางปัจจุบัน:

  • Ceftriaxone ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • อาจใช้ร่วมกับ Azithromycin หรือ Doxycycline

ข้อสำคัญ:

  • ห้ามซื้อยากินเอง
  • ต้องรักษาคู่นอนพร้อมกัน
  • งดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหาย

👉 หนองในดื้อยา: ปัญหาที่กำลังเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันพบว่า Neisseria gonorrhoeae มีแนวโน้มดื้อยาเพิ่มขึ้น ทำให้การรักษายากขึ้น

สาเหตุ:

  • ใช้ยาผิดขนาด
  • หยุดยาก่อนครบ
  • ใช้ยาซ้ำโดยไม่ตรวจ

👉 วิธีป้องกันการติดหนองในจาก Oral Sex

การป้องกันที่ได้ผล ได้แก่:

  • ใช้ ถุงยางอนามัย ทุกครั้ง
  • ใช้ dental dam สำหรับ oral sex
  • หลีกเลี่ยงเมื่อมีแผลในปาก
  • ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ
  • มีคู่นอนคนเดียว

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นที่ติดได้จาก Oral Sex

นอกจากหนองใน ยังมีโรคอื่นที่สามารถติดผ่าน oral sex ได้ ได้แก่:

1. หนองในเทียม (Chlamydia)

  • อาจติดในลำคอ
  • มักไม่มีอาการ

2. ซิฟิลิส (Syphilis)

  • ติดต่อผ่านแผล
  • มีแผลที่ปากหรืออวัยวะเพศ

3. เริม (Herpes simplex virus)

  • มีตุ่มน้ำ
  • ติดต่อได้ง่ายมาก

4. HPV (Human Papillomavirus)

  • เสี่ยงมะเร็งช่องปาก
  • พบในผู้ที่มี oral sex บ่อย

5. HIV

  • ความเสี่ยงต่ำกว่าการสอดใส่ แต่ “ยังติดได้”

6. ไวรัสตับอักเสบ B

  • ติดต่อผ่านสารคัดหลั่ง

Oral Sex ปลอดภัยจริงหรือไม่?

คำตอบคือ: “ปลอดภัยกว่าบางรูปแบบ แต่ไม่ปลอดภัย 100%”

ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับ:

  • จำนวนคู่นอน
  • การป้องกัน
  • สุขภาพช่องปาก

ใครบ้างที่ควรตรวจโรค

ควรตรวจหาก:

  • มีคู่นอนหลายคน
  • มีอาการผิดปกติ
  • มี oral sex โดยไม่ป้องกัน
  • คู่นอนติดเชื้อ

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Oral Sex

❌ “ไม่สอดใส่ = ไม่ติดโรค”

➡️ ผิด เพราะเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ทางเยื่อบุ

❌ “บ้วนปากแล้วไม่ติด”

➡️ ไม่จริง เชื้อเข้าสู่เซลล์ได้ทันที

❌ “ไม่มีอาการ = ไม่ติด”

➡️ ผิด เพราะหลายโรคไม่แสดงอาการ


การดูแลตัวเองหลังมี Oral Sex

  • บ้วนปาก (ช่วยลดเชื้อบางส่วน แต่ไม่ป้องกัน 100%)
  • สังเกตอาการ 1–2 สัปดาห์
  • ตรวจหาเชื้อหากมีความเสี่ยง

สรุป

Oral sex สามารถทำให้ติดหนองในได้จริง โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการป้องกัน และมีการสัมผัสกับสารคัดหลั่งโดยตรง เชื้อสามารถเข้าสู่ลำคอและแพร่ต่อไปยังอวัยวะอื่นได้

สิ่งสำคัญคือ:

  • ป้องกันด้วยถุงยางหรือ dental dam
  • ตรวจสุขภาพทางเพศสม่ำเสมอ
  • รักษาให้ครบและพร้อมคู่นอน

และอย่าลืมว่า หนองในไม่ใช่โรคเดียวที่ติดได้จาก oral sex ยังมีโรคอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่ควรระวัง
หนองในสามารถเกิดในลำคอได้ (อ่านเพิ่มเติม: หนองในในลำคอคืออะไร)

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ