Skip to content
Home » บทความ » กลุ่ม LGBTQ+: จุดเสี่ยง หนองในในคอและทวารหนัก ที่ไม่ควรมองข้าม

กลุ่ม LGBTQ+: จุดเสี่ยง หนองในในคอและทวารหนัก ที่ไม่ควรมองข้าม

โรคหนองในเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ยังพบได้ทั่วโลก เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae และสามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก หลายคนคุ้นเคยกับอาการอย่างปัสสาวะแสบขัดหรือมีหนองไหลจากอวัยวะเพศ จึงมักคิดว่าหากไม่มีอาการบริเวณอวัยวะเพศก็น่าจะปลอดภัย แต่ความจริงเชื้อสามารถอยู่บริเวณอื่นได้ โดยเฉพาะคอและทวารหนัก และบางคนแทบไม่มีอาการให้สังเกตเลย สำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ประเด็น หนองในในคอและทวารหนัก จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทางทวารหนัก เพราะตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อมีผลโดยตรงต่อจุดที่ควรตรวจ การตรวจเฉพาะปัสสาวะหรืออวัยวะเพศอาจไม่สามารถค้นหาการติดเชื้อในตำแหน่งอื่นได้ครบถ้วน และทำให้บางกรณีไม่พบเชื้อแม้จะมีการติดเชื้ออยู่จริง

การทำความเข้าใจเรื่อง หนองในในคอและทวารหนัก ไม่ได้หมายความว่าคน LGBTQ+ ทุกคนมีความเสี่ยงเท่ากัน แต่ควรประเมินจากพฤติกรรมและลักษณะการสัมผัส เช่น การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก การสอดใส่ทางทวารหนัก การมีคู่นอนใหม่หรือหลายคน การใช้ถุงยางไม่สม่ำเสมอ หรือการมีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน แนวทาง CDC แนะนำให้ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายตรวจตามตำแหน่งที่มีการสัมผัสทางเพศ และพิจารณาตรวจทุก 3–6 เดือนในผู้ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

หนองในเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งสามารถติดบริเวณเยื่อบุหลายตำแหน่งในร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก คอ และทวารหนัก

การติดเชื้อเกิดขึ้นเมื่อเยื่อบุสัมผัสกับเชื้อจากสารคัดหลั่งหรือบริเวณที่มีเชื้อระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นการติดเชื้อจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่อวัยวะเพศเท่านั้น

WHO ระบุว่าหนองในสามารถแพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก และเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม แต่ปัญหาการดื้อยาของเชื้อกำลังทำให้การรักษามีความท้าทายมากขึ้น

สิ่งที่ทำให้หนองในน่ากังวลคือการติดเชื้อบางตำแหน่งอาจไม่มีอาการชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณคอและทวารหนัก ผู้ติดเชื้อจึงอาจไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้อและสามารถแพร่ต่อไปยังคู่นอนได้

คำว่า LGBTQ+ ครอบคลุมผู้คนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศและรสนิยมทางเพศหลากหลาย ดังนั้นจึงไม่ควรใช้เพียงคำว่า “เป็น LGBTQ+” เพื่อสรุปว่าบุคคลหนึ่งมีความเสี่ยงสูงหรือต่ำ

สิ่งที่ควรใช้ประเมินมากกว่าคือ “มีการสัมผัสบริเวณใดบ้าง”

ตัวอย่างเช่น

  • มีเพศสัมพันธ์ทางปาก → ควรพิจารณาการตรวจบริเวณคอ
  • มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักในบทบาทรับ → ควรพิจารณาการตรวจบริเวณทวารหนัก
  • มีการสอดใส่ทางช่องคลอดหรือท่อปัสสาวะ → ควรพิจารณาการตรวจบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์หรือปัสสาวะ
  • มีการสัมผัสหลายตำแหน่ง → อาจจำเป็นต้องตรวจมากกว่าหนึ่งตำแหน่ง

CDC ระบุว่าในผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย ควรตรวจหนองในตามตำแหน่งที่มีการสัมผัส ได้แก่ ท่อปัสสาวะ ทวารหนัก และคอ โดยไม่ควรจำกัดการตรวจเฉพาะอวัยวะเพศเพียงอย่างเดียว

หลักการนี้สามารถนำไปประยุกต์กับผู้มีความหลากหลายทางเพศและเพศสภาพโดยพิจารณาจากกายวิภาคและพฤติกรรมทางเพศของแต่ละคนเป็นรายบุคคล

การติดเชื้อบริเวณคอสามารถเกิดขึ้นหลังจากมีเพศสัมพันธ์ทางปากกับผู้ที่มีเชื้อ

หลายคนเข้าใจว่าการทำออรัลเซ็กซ์มีความเสี่ยงน้อยมากจนไม่จำเป็นต้องตรวจ แต่ในทางการแพทย์การสัมผัสเยื่อบุช่องปากและลำคอกับเชื้อสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้

ที่สำคัญคือหนองในบริเวณคอจำนวนมากอาจไม่มีอาการ

บางคนอาจมี

  • เจ็บคอ
  • ระคายคอ
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต
  • รู้สึกเหมือนมีการติดเชื้อในลำคอ

แต่บางคนอาจไม่มีอาการใด ๆ เลย

การไม่มีอาการจึงไม่สามารถใช้ยืนยันว่าไม่มีเชื้อได้

CDC ระบุว่าการติดเชื้อบริเวณคอในผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายอาจพบได้แม้ไม่มีอาการ และการตรวจเฉพาะระบบทางเดินปัสสาวะสามารถพลาดการติดเชื้อบริเวณคอและทวารหนักได้เป็นจำนวนมาก

โดยทั่วไปการติดเชื้อหนองในบริเวณคอสามารถรักษาได้ แต่สิ่งที่ทำให้มีปัญหาคือผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้อ

เมื่อไม่มีอาการ คนจำนวนมากจึงไม่ได้เข้ารับการตรวจ และยังมีเพศสัมพันธ์ต่อไปโดยไม่รู้ว่าตัวเองสามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้

นอกจากนี้ บริเวณคอยังมีความสำคัญในแง่การควบคุมการแพร่เชื้อ เนื่องจากเชื้อหนองในบริเวณคอมีประเด็นเกี่ยวกับการดื้อยาที่ต้องเฝ้าระวัง

WHO ระบุว่าการดื้อยาของ N. gonorrhoeae เป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก และเชื้อมีการพัฒนาการดื้อต่อยาหลายกลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองเพียงเพราะสงสัยว่ามีเชื้อบริเวณคอ เพราะการรักษาควรใช้ยาที่เหมาะสมกับแนวทางและสถานการณ์ของผู้ป่วย

หนองในบริเวณทวารหนักมักสัมพันธ์กับการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีบทบาทรับในการสอดใส่

เมื่อเยื่อบุบริเวณทวารหนักสัมผัสกับเชื้อก็สามารถเกิดการติดเชื้อได้

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • คันบริเวณทวารหนัก
  • เจ็บหรือแสบ
  • มีสารคัดหลั่ง
  • มีเลือดออกเล็กน้อย
  • ปวดขณะขับถ่าย
  • รู้สึกไม่สบายบริเวณทวารหนัก

อย่างไรก็ตาม หลายคนไม่มีอาการเลย

นี่คือเหตุผลที่การตรวจตามตำแหน่งที่มีการสัมผัสมีความสำคัญ เพราะหากตรวจเฉพาะปัสสาวะ อาจไม่สามารถค้นหาการติดเชื้อที่เกิดขึ้นบริเวณทวารหนักได้

สาเหตุหนึ่งคือผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการ

อีกสาเหตุหนึ่งคือผู้เข้ารับบริการบางคนอาจรู้สึกอายที่จะบอกว่ามีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ทำให้ไม่ได้รับการตรวจจากตำแหน่งที่มีความเสี่ยง

การซักประวัติทางเพศอย่างไม่ตัดสินจึงมีความสำคัญ บุคลากรทางการแพทย์ควรเน้นเรื่องสุขภาพและตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อ มากกว่าการตีตราหรือการตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวตนของผู้รับบริการ

ผู้รับบริการเองก็สามารถแจ้งข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้แพทย์เลือกการตรวจได้เหมาะสมที่สุด

CDC ระบุว่าการพิจารณาตรวจจากประวัติการสัมผัสทางเพศเป็นส่วนสำคัญในการระบุตำแหน่งที่ควรตรวจ และการตรวจแบบเก็บตัวอย่างจากคอหรือทวารหนักสามารถทำได้ทั้งโดยบุคลากรทางการแพทย์หรือในบางกรณีด้วยการเก็บตัวอย่างด้วยตนเอง

นี่เป็นประเด็นสำคัญมากสำหรับคนที่มีความเสี่ยงจากหลายตำแหน่ง

สมมติว่าคนหนึ่งมีเพศสัมพันธ์ทางปากและทางทวารหนัก แต่ไปตรวจเฉพาะปัสสาวะ

หากผลปัสสาวะเป็นลบ ไม่ได้หมายความว่าบริเวณคอและทวารหนักไม่มีเชื้อ เพราะการตรวจนั้นตอบคำถามเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตัวอย่างสามารถตรวจได้เป็นหลัก

CDC ระบุว่าการตรวจเฉพาะบริเวณระบบทางเดินปัสสาวะในกลุ่ม MSM อาจพลาดการติดเชื้อหนองในและหนองในเทียมบริเวณคอหรือทวารหนักจำนวนมาก เนื่องจากการติดเชื้อในตำแหน่งดังกล่าวมักไม่มีอาการ

ดังนั้น หนองในในคอและทวารหนัก จึงเป็นประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาเมื่อเลือกตำแหน่งตรวจ ไม่ควรดูเพียงว่ามีอาการปัสสาวะแสบหรือมีหนองจากอวัยวะเพศหรือไม่

อาการของหนองในบริเวณคอไม่จำเพาะเจาะจง และสามารถคล้ายอาการเจ็บคอจากสาเหตุอื่น

อาการที่อาจพบ ได้แก่

บางรายอาจรู้สึกเจ็บคอคล้ายการติดเชื้อทั่วไป

อาจรู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ในคอหรือรู้สึกไม่สบายบริเวณคอ

บางคนอาจมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโตร่วมด้วย

นี่เป็นสถานการณ์ที่สำคัญที่สุด เพราะการไม่มีอาการไม่ได้ตัดการติดเชื้อออก

หากมีประวัติเสี่ยงทางเพศ การตรวจจึงมีประโยชน์มากกว่าการรอดูอาการเพียงอย่างเดียว

อาการอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละคน เช่น

  • คันบริเวณทวารหนัก
  • เจ็บหรือแสบร้อน
  • มีมูกหรือสารคัดหลั่ง
  • มีเลือด
  • เจ็บขณะถ่ายอุจจาระ
  • รู้สึกปวดหรือแน่นบริเวณทวารหนัก

แต่เช่นเดียวกับการติดเชื้อที่คอ คือผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการ

ดังนั้นการใช้ “มีอาการหรือไม่” เป็นเกณฑ์เดียวจึงไม่เพียงพอ โดยเฉพาะคนที่มีประวัติสัมผัสทางเพศในตำแหน่งดังกล่าว

ไม่ได้หมายความว่าคน LGBTQ+ ทุกคนต้องตรวจทุกตำแหน่งเสมอไป แต่ควรพิจารณาตามพฤติกรรมและจุดที่มีการสัมผัส

กลุ่มที่ควรพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
  • ผู้ที่มีคู่นอนใหม่
  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • ผู้ที่มีคู่นอนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น STI
  • ผู้ที่เคยเป็นหนองในหรือ STI มาก่อน
  • ผู้ที่มีอาการผิดปกติบริเวณคอหรือทวารหนัก
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อ HIV
  • ผู้ที่ใช้ PrEP และมีความเสี่ยงทางเพศเพิ่มขึ้น

CDC แนะนำให้ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายตรวจหนองในอย่างน้อยปีละครั้งในตำแหน่งที่มีการสัมผัส และเพิ่มความถี่เป็นทุก 3–6 เดือนหากมีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น มีคู่นอนหลายคน ใช้ PrEP หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

วิธีตรวจที่ใช้บ่อยคือ NAAT หรือ Nucleic Acid Amplification Test ซึ่งเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ

สำหรับการตรวจคอจะใช้ตัวอย่างจากบริเวณคอ ส่วนการตรวจทวารหนักจะใช้ตัวอย่างจากบริเวณทวารหนัก

การเก็บตัวอย่างอาจทำโดยบุคลากรทางการแพทย์ หรือบางระบบสามารถให้ผู้รับบริการเก็บตัวอย่างด้วยตนเองได้

ข้อดีของการเก็บตัวอย่างด้วยตนเองคือช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวและลดความรู้สึกไม่สบายใจของผู้รับบริการบางราย แต่ต้องทำตามคำแนะนำของชุดตรวจหรือสถานพยาบาลอย่างถูกต้อง

สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้ตัวอย่างจากตำแหน่งหนึ่งไปแทนอีกตำแหน่งหนึ่ง เช่น ใช้ปัสสาวะเพื่อสรุปว่าคอไม่มีเชื้อ เพราะตัวอย่างแต่ละชนิดสะท้อนตำแหน่งที่แตกต่างกัน

ต้องดูว่าตรวจจากตำแหน่งใด

ถ้าตรวจปัสสาวะและไม่พบเชื้อ ก็หมายถึงการตรวจไม่พบเชื้อในตัวอย่างนั้นตามความสามารถของวิธีตรวจ แต่ไม่ควรตีความเกินขอบเขตว่าไม่มีเชื้อทุกตำแหน่ง

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีความเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก แต่ตรวจเฉพาะปัสสาวะแล้วเป็นลบ อาจยังจำเป็นต้องพิจารณาการตรวจคอ

เช่นเดียวกัน หากมีความเสี่ยงทางทวารหนัก การตรวจจากบริเวณดังกล่าวอาจให้ข้อมูลที่ตรงกับตำแหน่งสัมผัสมากกว่า

สิ่งแรกคือไม่ควรตกใจ และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง

ควรนำผลตรวจไปพบแพทย์หรือคลินิกที่ให้บริการด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อประเมินและรับการรักษาที่เหมาะสม

หนองในสามารถรักษาได้ แต่การเลือกยาต้องคำนึงถึงแนวทางการรักษาและปัญหาการดื้อยาของเชื้อ

WHO ระบุว่าการดื้อยาของเชื้อหนองในเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการดื้อต่อยาบางกลุ่มทำให้ทางเลือกในการรักษาลดลง

จึงไม่ควรใช้ยาที่เหลือจากการรักษาครั้งก่อน หรือซื้อยาตามคำแนะนำจากคนรู้จัก เพราะยาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคน

การไม่มีอาการไม่ได้หมายความว่าไม่มีเชื้อ

โดยเฉพาะการติดเชื้อบริเวณคอและทวารหนักที่สามารถไม่มีอาการได้ การตรวจตามตำแหน่งสัมผัสจึงมีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง

CDC แนะนำการตรวจตามตำแหน่งที่มีการสัมผัสทางเพศในกลุ่ม MSM และระบุว่าการติดเชื้อบริเวณคอและทวารหนักจำนวนมากอาจไม่มีอาการ

ดังนั้นคำถามที่เหมาะสมกว่าการถามว่า “มีอาการหรือยัง?” คือ

“มีการสัมผัสบริเวณใด และครั้งล่าสุดตรวจเมื่อไร?”

แนวคิดนี้ช่วยให้การดูแลสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องของการป้องกันมากกว่าการรอให้เกิดอาการแล้วค่อยรักษา

ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เมื่อใช้อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถป้องกันได้ 100%

โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก หากไม่ได้ใช้ถุงยางหรือแผ่นป้องกันช่องปาก ก็ยังมีโอกาสที่เยื่อบุคอจะสัมผัสเชื้อ

ในกรณีการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก การใช้ถุงยางอย่างถูกต้องช่วยลดการสัมผัสสารคัดหลั่ง แต่การป้องกันที่เหมาะสมควรใช้ร่วมกับการตรวจ STI ตามความเสี่ยง

WHO ระบุว่าการใช้ถุงยางอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอสามารถช่วยป้องกันหนองในได้ แต่การตรวจและการเข้าถึงการรักษายังคงมีความสำคัญ

การมีคู่นอนคนเดียวสามารถลดความเสี่ยงได้ หากทั้งสองฝ่ายไม่มีการติดเชื้อและมีความสัมพันธ์แบบคู่เดียวร่วมกันอย่างแท้จริง

แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเชื้ออยู่ก่อน หรือมีการติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ก็ยังสามารถส่งต่อเชื้อได้

ดังนั้นในความสัมพันธ์ใหม่ การตรวจ STI ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทั้งสองฝ่าย

สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้ผลตรวจของคนใดคนหนึ่งเป็นหลักฐานกล่าวหาคู่นอนว่าไม่ซื่อสัตย์ เพราะผลตรวจไม่สามารถระบุได้เสมอว่าใครติดเชื้อก่อนหรือได้รับเชื้อเมื่อใด

หากมีความเสี่ยงต่อหนองใน ควรพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์ว่ามีความจำเป็นต้องตรวจ STI อื่นร่วมด้วยหรือไม่

โรคที่อาจพิจารณาตามความเสี่ยง ได้แก่

  • HIV
  • ซิฟิลิส
  • หนองในเทียม
  • ไวรัสตับอักเสบบี
  • ไวรัสตับอักเสบซี
  • HPV และโรคอื่นตามประวัติ

CDC แนะนำการตรวจ STI ตามความเสี่ยงและตำแหน่งที่สัมผัส โดยผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอาจได้รับประโยชน์จากการตรวจที่ถี่ขึ้น

การตรวจหลายโรคพร้อมกันจึงอาจมีประโยชน์มากกว่าการมุ่งตรวจโรคเดียวโดยไม่พิจารณาความเสี่ยงทั้งหมด

ไม่มีตารางเดียวที่ใช้กับ LGBTQ+ ทุกคน เพราะแต่ละคนมีพฤติกรรมทางเพศ กายวิภาค และระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน

สำหรับผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย CDC แนะนำให้ตรวจหนองในอย่างน้อยปีละครั้งในตำแหน่งที่มีการสัมผัส และพิจารณาตรวจทุก 3–6 เดือนหากมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

สำหรับคนข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศ แนวทางควรปรับตามกายวิภาคและพฤติกรรมทางเพศ เช่น หากมีอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัส ก็ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์เพื่อเลือกตำแหน่งตรวจให้เหมาะสม

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ “ฉันอยู่ในกลุ่มไหน” แต่คือ “ฉันมีการสัมผัสตำแหน่งใดบ้าง”

ความอายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งไม่ได้รับการตรวจในตำแหน่งที่เหมาะสม

แต่สำหรับแพทย์ ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศมีหน้าที่ช่วยเลือกวิธีตรวจ ไม่ใช่ใช้ตัดสินคุณค่าของผู้ป่วย

หากไม่สบายใจ สามารถบอกข้อมูลอย่างสั้นและตรงประเด็น เช่น

“มีเพศสัมพันธ์ทางปาก อยากตรวจคอด้วย”

หรือ

“มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก อยากตรวจบริเวณทวารหนัก”

ข้อมูลเพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์พิจารณาการตรวจได้ตรงจุดมากขึ้น

การสื่อสารเรื่องเพศอย่างไม่ตัดสินยังเป็นส่วนสำคัญของการสร้างบริการสุขภาพที่เป็นมิตรต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ

โดยเฉพาะบริเวณคอและทวารหนัก

หากมีความเสี่ยงจากปากหรือทวารหนัก ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์

ตรวจคอเมื่อมีความเสี่ยงบริเวณคอ และตรวจทวารหนักเมื่อมีความเสี่ยงบริเวณดังกล่าว

ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง

โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคน มีประวัติ STI ใช้ PrEP หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น

หากมีอาการรุนแรง เช่น ปวดข้อ มีไข้ ผื่นผิดปกติ ตาแดงหรือมีหนองบริเวณตา ปวดอัณฑะอย่างมาก หรือมีอาการติดเชื้อรุนแรง ควรเข้ารับการประเมินทางการแพทย์

หนองในที่ไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน และในบางกรณีเชื้อสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายได้

นอกจากนี้ หากได้รับการรักษาแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้นหรือกลับมาเป็นซ้ำ ควรกลับไปพบแพทย์ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อซ้ำ การรักษาไม่สำเร็จ หรือเชื้อดื้อยา

หนองในไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ และการติดเชื้อบริเวณคอหรือทวารหนักอาจไม่มีอาการ ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้อและสามารถแพร่ต่อไปยังคู่นอนได้

สำหรับกลุ่ม LGBTQ+ การประเมินความเสี่ยงควรใช้พฤติกรรมทางเพศและตำแหน่งที่สัมผัสเป็นหลัก ไม่ใช่ใช้รสนิยมทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศเป็นตัวตัดสินว่าใคร “เสี่ยง” หรือ “ไม่เสี่ยง”

หากมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทางทวารหนัก ควรพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์ว่าจำเป็นต้องเก็บตัวอย่างจากตำแหน่งดังกล่าวหรือไม่ เพราะการตรวจเฉพาะปัสสาวะอาจไม่สามารถค้นหาการติดเชื้อทุกตำแหน่งได้

ท้ายที่สุด หนองในในคอและทวารหนัก ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำให้เกิดความอาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพทางเพศที่สามารถป้องกัน ตรวจพบ และรักษาได้ การตรวจอย่างเหมาะสมตามตำแหน่งที่สัมผัส การใช้ถุงยางหรืออุปกรณ์ป้องกันอย่างถูกต้อง และการเข้ารับการรักษาเมื่อพบเชื้อ ล้วนช่วยลดการแพร่เชื้อและภาวะแทรกซ้อนได้

สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่ารอให้อาการปรากฏก่อนเสมอไป หากมีความเสี่ยง ควรพูดคุยกับสถานพยาบาลที่ให้บริการด้านสุขภาพทางเพศเพื่อเลือกการตรวจที่เหมาะสมกับตนเอง

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ