โรคหนองในเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ยังพบได้ทั่วโลก เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae และสามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก หลายคนคุ้นเคยกับอาการอย่างปัสสาวะแสบขัดหรือมีหนองไหลจากอวัยวะเพศ จึงมักคิดว่าหากไม่มีอาการบริเวณอวัยวะเพศก็น่าจะปลอดภัย แต่ความจริงเชื้อสามารถอยู่บริเวณอื่นได้ โดยเฉพาะคอและทวารหนัก และบางคนแทบไม่มีอาการให้สังเกตเลย สำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ประเด็น หนองในในคอและทวารหนัก จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทางทวารหนัก เพราะตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อมีผลโดยตรงต่อจุดที่ควรตรวจ การตรวจเฉพาะปัสสาวะหรืออวัยวะเพศอาจไม่สามารถค้นหาการติดเชื้อในตำแหน่งอื่นได้ครบถ้วน และทำให้บางกรณีไม่พบเชื้อแม้จะมีการติดเชื้ออยู่จริง
การทำความเข้าใจเรื่อง หนองในในคอและทวารหนัก ไม่ได้หมายความว่าคน LGBTQ+ ทุกคนมีความเสี่ยงเท่ากัน แต่ควรประเมินจากพฤติกรรมและลักษณะการสัมผัส เช่น การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก การสอดใส่ทางทวารหนัก การมีคู่นอนใหม่หรือหลายคน การใช้ถุงยางไม่สม่ำเสมอ หรือการมีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน แนวทาง CDC แนะนำให้ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายตรวจตามตำแหน่งที่มีการสัมผัสทางเพศ และพิจารณาตรวจทุก 3–6 เดือนในผู้ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
หนองในคืออะไร และทำไมจึงพบในตำแหน่งอื่นนอกจากอวัยวะเพศ?
หนองในเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งสามารถติดบริเวณเยื่อบุหลายตำแหน่งในร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก คอ และทวารหนัก
การติดเชื้อเกิดขึ้นเมื่อเยื่อบุสัมผัสกับเชื้อจากสารคัดหลั่งหรือบริเวณที่มีเชื้อระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นการติดเชื้อจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่อวัยวะเพศเท่านั้น
WHO ระบุว่าหนองในสามารถแพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก และเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม แต่ปัญหาการดื้อยาของเชื้อกำลังทำให้การรักษามีความท้าทายมากขึ้น
สิ่งที่ทำให้หนองในน่ากังวลคือการติดเชื้อบางตำแหน่งอาจไม่มีอาการชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณคอและทวารหนัก ผู้ติดเชื้อจึงอาจไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้อและสามารถแพร่ต่อไปยังคู่นอนได้
ทำไมกลุ่ม LGBTQ+ จึงควรให้ความสำคัญกับการตรวจตามตำแหน่งที่สัมผัส?
คำว่า LGBTQ+ ครอบคลุมผู้คนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศและรสนิยมทางเพศหลากหลาย ดังนั้นจึงไม่ควรใช้เพียงคำว่า “เป็น LGBTQ+” เพื่อสรุปว่าบุคคลหนึ่งมีความเสี่ยงสูงหรือต่ำ
สิ่งที่ควรใช้ประเมินมากกว่าคือ “มีการสัมผัสบริเวณใดบ้าง”
ตัวอย่างเช่น
- มีเพศสัมพันธ์ทางปาก → ควรพิจารณาการตรวจบริเวณคอ
- มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักในบทบาทรับ → ควรพิจารณาการตรวจบริเวณทวารหนัก
- มีการสอดใส่ทางช่องคลอดหรือท่อปัสสาวะ → ควรพิจารณาการตรวจบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์หรือปัสสาวะ
- มีการสัมผัสหลายตำแหน่ง → อาจจำเป็นต้องตรวจมากกว่าหนึ่งตำแหน่ง
CDC ระบุว่าในผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย ควรตรวจหนองในตามตำแหน่งที่มีการสัมผัส ได้แก่ ท่อปัสสาวะ ทวารหนัก และคอ โดยไม่ควรจำกัดการตรวจเฉพาะอวัยวะเพศเพียงอย่างเดียว
หลักการนี้สามารถนำไปประยุกต์กับผู้มีความหลากหลายทางเพศและเพศสภาพโดยพิจารณาจากกายวิภาคและพฤติกรรมทางเพศของแต่ละคนเป็นรายบุคคล

หนองในที่คอเกิดขึ้นได้อย่างไร?
การติดเชื้อบริเวณคอสามารถเกิดขึ้นหลังจากมีเพศสัมพันธ์ทางปากกับผู้ที่มีเชื้อ
หลายคนเข้าใจว่าการทำออรัลเซ็กซ์มีความเสี่ยงน้อยมากจนไม่จำเป็นต้องตรวจ แต่ในทางการแพทย์การสัมผัสเยื่อบุช่องปากและลำคอกับเชื้อสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้
ที่สำคัญคือหนองในบริเวณคอจำนวนมากอาจไม่มีอาการ
บางคนอาจมี
- เจ็บคอ
- ระคายคอ
- ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต
- รู้สึกเหมือนมีการติดเชื้อในลำคอ
แต่บางคนอาจไม่มีอาการใด ๆ เลย
การไม่มีอาการจึงไม่สามารถใช้ยืนยันว่าไม่มีเชื้อได้
CDC ระบุว่าการติดเชื้อบริเวณคอในผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายอาจพบได้แม้ไม่มีอาการ และการตรวจเฉพาะระบบทางเดินปัสสาวะสามารถพลาดการติดเชื้อบริเวณคอและทวารหนักได้เป็นจำนวนมาก
หนองในที่คออันตรายหรือไม่?
โดยทั่วไปการติดเชื้อหนองในบริเวณคอสามารถรักษาได้ แต่สิ่งที่ทำให้มีปัญหาคือผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้อ
เมื่อไม่มีอาการ คนจำนวนมากจึงไม่ได้เข้ารับการตรวจ และยังมีเพศสัมพันธ์ต่อไปโดยไม่รู้ว่าตัวเองสามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้
นอกจากนี้ บริเวณคอยังมีความสำคัญในแง่การควบคุมการแพร่เชื้อ เนื่องจากเชื้อหนองในบริเวณคอมีประเด็นเกี่ยวกับการดื้อยาที่ต้องเฝ้าระวัง
WHO ระบุว่าการดื้อยาของ N. gonorrhoeae เป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก และเชื้อมีการพัฒนาการดื้อต่อยาหลายกลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองเพียงเพราะสงสัยว่ามีเชื้อบริเวณคอ เพราะการรักษาควรใช้ยาที่เหมาะสมกับแนวทางและสถานการณ์ของผู้ป่วย
หนองในบริเวณทวารหนักเกิดขึ้นได้อย่างไร?
หนองในบริเวณทวารหนักมักสัมพันธ์กับการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีบทบาทรับในการสอดใส่
เมื่อเยื่อบุบริเวณทวารหนักสัมผัสกับเชื้อก็สามารถเกิดการติดเชื้อได้
อาการที่อาจพบ ได้แก่
- คันบริเวณทวารหนัก
- เจ็บหรือแสบ
- มีสารคัดหลั่ง
- มีเลือดออกเล็กน้อย
- ปวดขณะขับถ่าย
- รู้สึกไม่สบายบริเวณทวารหนัก
อย่างไรก็ตาม หลายคนไม่มีอาการเลย
นี่คือเหตุผลที่การตรวจตามตำแหน่งที่มีการสัมผัสมีความสำคัญ เพราะหากตรวจเฉพาะปัสสาวะ อาจไม่สามารถค้นหาการติดเชื้อที่เกิดขึ้นบริเวณทวารหนักได้
ทำไมหนองในบริเวณทวารหนักจึงมักถูกมองข้าม?
สาเหตุหนึ่งคือผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการ
อีกสาเหตุหนึ่งคือผู้เข้ารับบริการบางคนอาจรู้สึกอายที่จะบอกว่ามีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ทำให้ไม่ได้รับการตรวจจากตำแหน่งที่มีความเสี่ยง
การซักประวัติทางเพศอย่างไม่ตัดสินจึงมีความสำคัญ บุคลากรทางการแพทย์ควรเน้นเรื่องสุขภาพและตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อ มากกว่าการตีตราหรือการตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวตนของผู้รับบริการ
ผู้รับบริการเองก็สามารถแจ้งข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้แพทย์เลือกการตรวจได้เหมาะสมที่สุด
CDC ระบุว่าการพิจารณาตรวจจากประวัติการสัมผัสทางเพศเป็นส่วนสำคัญในการระบุตำแหน่งที่ควรตรวจ และการตรวจแบบเก็บตัวอย่างจากคอหรือทวารหนักสามารถทำได้ทั้งโดยบุคลากรทางการแพทย์หรือในบางกรณีด้วยการเก็บตัวอย่างด้วยตนเอง
ทำไมตรวจปัสสาวะอย่างเดียวอาจไม่พอ?
นี่เป็นประเด็นสำคัญมากสำหรับคนที่มีความเสี่ยงจากหลายตำแหน่ง
สมมติว่าคนหนึ่งมีเพศสัมพันธ์ทางปากและทางทวารหนัก แต่ไปตรวจเฉพาะปัสสาวะ
หากผลปัสสาวะเป็นลบ ไม่ได้หมายความว่าบริเวณคอและทวารหนักไม่มีเชื้อ เพราะการตรวจนั้นตอบคำถามเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตัวอย่างสามารถตรวจได้เป็นหลัก
CDC ระบุว่าการตรวจเฉพาะบริเวณระบบทางเดินปัสสาวะในกลุ่ม MSM อาจพลาดการติดเชื้อหนองในและหนองในเทียมบริเวณคอหรือทวารหนักจำนวนมาก เนื่องจากการติดเชื้อในตำแหน่งดังกล่าวมักไม่มีอาการ
ดังนั้น หนองในในคอและทวารหนัก จึงเป็นประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาเมื่อเลือกตำแหน่งตรวจ ไม่ควรดูเพียงว่ามีอาการปัสสาวะแสบหรือมีหนองจากอวัยวะเพศหรือไม่
อาการแบบไหนควรสงสัยว่ามีการติดเชื้อบริเวณคอ?
อาการของหนองในบริเวณคอไม่จำเพาะเจาะจง และสามารถคล้ายอาการเจ็บคอจากสาเหตุอื่น
อาการที่อาจพบ ได้แก่
เจ็บคอ
บางรายอาจรู้สึกเจ็บคอคล้ายการติดเชื้อทั่วไป
คอระคาย
อาจรู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ในคอหรือรู้สึกไม่สบายบริเวณคอ
ต่อมน้ำเหลืองโต
บางคนอาจมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโตร่วมด้วย
ไม่มีอาการ
นี่เป็นสถานการณ์ที่สำคัญที่สุด เพราะการไม่มีอาการไม่ได้ตัดการติดเชื้อออก
หากมีประวัติเสี่ยงทางเพศ การตรวจจึงมีประโยชน์มากกว่าการรอดูอาการเพียงอย่างเดียว
อาการแบบไหนควรสงสัยการติดเชื้อบริเวณทวารหนัก?
อาการอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละคน เช่น
- คันบริเวณทวารหนัก
- เจ็บหรือแสบร้อน
- มีมูกหรือสารคัดหลั่ง
- มีเลือด
- เจ็บขณะถ่ายอุจจาระ
- รู้สึกปวดหรือแน่นบริเวณทวารหนัก
แต่เช่นเดียวกับการติดเชื้อที่คอ คือผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการ
ดังนั้นการใช้ “มีอาการหรือไม่” เป็นเกณฑ์เดียวจึงไม่เพียงพอ โดยเฉพาะคนที่มีประวัติสัมผัสทางเพศในตำแหน่งดังกล่าว
ใครบ้างที่ควรพิจารณาตรวจคอและทวารหนัก?
ไม่ได้หมายความว่าคน LGBTQ+ ทุกคนต้องตรวจทุกตำแหน่งเสมอไป แต่ควรพิจารณาตามพฤติกรรมและจุดที่มีการสัมผัส
กลุ่มที่ควรพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่
- ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก
- ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
- ผู้ที่มีคู่นอนใหม่
- ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
- ผู้ที่มีคู่นอนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น STI
- ผู้ที่เคยเป็นหนองในหรือ STI มาก่อน
- ผู้ที่มีอาการผิดปกติบริเวณคอหรือทวารหนัก
- ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อ HIV
- ผู้ที่ใช้ PrEP และมีความเสี่ยงทางเพศเพิ่มขึ้น
CDC แนะนำให้ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายตรวจหนองในอย่างน้อยปีละครั้งในตำแหน่งที่มีการสัมผัส และเพิ่มความถี่เป็นทุก 3–6 เดือนหากมีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น มีคู่นอนหลายคน ใช้ PrEP หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ
ตรวจหนองในคอและทวารหนักด้วยวิธีใด?
วิธีตรวจที่ใช้บ่อยคือ NAAT หรือ Nucleic Acid Amplification Test ซึ่งเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ
สำหรับการตรวจคอจะใช้ตัวอย่างจากบริเวณคอ ส่วนการตรวจทวารหนักจะใช้ตัวอย่างจากบริเวณทวารหนัก
การเก็บตัวอย่างอาจทำโดยบุคลากรทางการแพทย์ หรือบางระบบสามารถให้ผู้รับบริการเก็บตัวอย่างด้วยตนเองได้
ข้อดีของการเก็บตัวอย่างด้วยตนเองคือช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวและลดความรู้สึกไม่สบายใจของผู้รับบริการบางราย แต่ต้องทำตามคำแนะนำของชุดตรวจหรือสถานพยาบาลอย่างถูกต้อง
สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้ตัวอย่างจากตำแหน่งหนึ่งไปแทนอีกตำแหน่งหนึ่ง เช่น ใช้ปัสสาวะเพื่อสรุปว่าคอไม่มีเชื้อ เพราะตัวอย่างแต่ละชนิดสะท้อนตำแหน่งที่แตกต่างกัน
ถ้าตรวจแล้วไม่พบเชื้อ แปลว่าปลอดภัยหรือไม่?
ต้องดูว่าตรวจจากตำแหน่งใด
ถ้าตรวจปัสสาวะและไม่พบเชื้อ ก็หมายถึงการตรวจไม่พบเชื้อในตัวอย่างนั้นตามความสามารถของวิธีตรวจ แต่ไม่ควรตีความเกินขอบเขตว่าไม่มีเชื้อทุกตำแหน่ง
ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีความเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก แต่ตรวจเฉพาะปัสสาวะแล้วเป็นลบ อาจยังจำเป็นต้องพิจารณาการตรวจคอ
เช่นเดียวกัน หากมีความเสี่ยงทางทวารหนัก การตรวจจากบริเวณดังกล่าวอาจให้ข้อมูลที่ตรงกับตำแหน่งสัมผัสมากกว่า
ถ้าผลตรวจเป็นบวก ควรทำอย่างไร?
สิ่งแรกคือไม่ควรตกใจ และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง
ควรนำผลตรวจไปพบแพทย์หรือคลินิกที่ให้บริการด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อประเมินและรับการรักษาที่เหมาะสม
หนองในสามารถรักษาได้ แต่การเลือกยาต้องคำนึงถึงแนวทางการรักษาและปัญหาการดื้อยาของเชื้อ
WHO ระบุว่าการดื้อยาของเชื้อหนองในเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการดื้อต่อยาบางกลุ่มทำให้ทางเลือกในการรักษาลดลง
จึงไม่ควรใช้ยาที่เหลือจากการรักษาครั้งก่อน หรือซื้อยาตามคำแนะนำจากคนรู้จัก เพราะยาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคน
หากไม่มีอาการ จำเป็นต้องตรวจหรือไม่?
การไม่มีอาการไม่ได้หมายความว่าไม่มีเชื้อ
โดยเฉพาะการติดเชื้อบริเวณคอและทวารหนักที่สามารถไม่มีอาการได้ การตรวจตามตำแหน่งสัมผัสจึงมีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง
CDC แนะนำการตรวจตามตำแหน่งที่มีการสัมผัสทางเพศในกลุ่ม MSM และระบุว่าการติดเชื้อบริเวณคอและทวารหนักจำนวนมากอาจไม่มีอาการ
ดังนั้นคำถามที่เหมาะสมกว่าการถามว่า “มีอาการหรือยัง?” คือ
“มีการสัมผัสบริเวณใด และครั้งล่าสุดตรวจเมื่อไร?”
แนวคิดนี้ช่วยให้การดูแลสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องของการป้องกันมากกว่าการรอให้เกิดอาการแล้วค่อยรักษา

ถุงยางช่วยป้องกันหนองในได้หรือไม่?
ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เมื่อใช้อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถป้องกันได้ 100%
โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก หากไม่ได้ใช้ถุงยางหรือแผ่นป้องกันช่องปาก ก็ยังมีโอกาสที่เยื่อบุคอจะสัมผัสเชื้อ
ในกรณีการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก การใช้ถุงยางอย่างถูกต้องช่วยลดการสัมผัสสารคัดหลั่ง แต่การป้องกันที่เหมาะสมควรใช้ร่วมกับการตรวจ STI ตามความเสี่ยง
WHO ระบุว่าการใช้ถุงยางอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอสามารถช่วยป้องกันหนองในได้ แต่การตรวจและการเข้าถึงการรักษายังคงมีความสำคัญ
การมีคู่นอนคนเดียวปลอดภัยจากหนองในหรือไม่?
การมีคู่นอนคนเดียวสามารถลดความเสี่ยงได้ หากทั้งสองฝ่ายไม่มีการติดเชื้อและมีความสัมพันธ์แบบคู่เดียวร่วมกันอย่างแท้จริง
แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเชื้ออยู่ก่อน หรือมีการติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ก็ยังสามารถส่งต่อเชื้อได้
ดังนั้นในความสัมพันธ์ใหม่ การตรวจ STI ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทั้งสองฝ่าย
สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้ผลตรวจของคนใดคนหนึ่งเป็นหลักฐานกล่าวหาคู่นอนว่าไม่ซื่อสัตย์ เพราะผลตรวจไม่สามารถระบุได้เสมอว่าใครติดเชื้อก่อนหรือได้รับเชื้อเมื่อใด
ตรวจ STI อื่นร่วมด้วยหรือไม่?
หากมีความเสี่ยงต่อหนองใน ควรพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์ว่ามีความจำเป็นต้องตรวจ STI อื่นร่วมด้วยหรือไม่
โรคที่อาจพิจารณาตามความเสี่ยง ได้แก่
- HIV
- ซิฟิลิส
- หนองในเทียม
- ไวรัสตับอักเสบบี
- ไวรัสตับอักเสบซี
- HPV และโรคอื่นตามประวัติ
CDC แนะนำการตรวจ STI ตามความเสี่ยงและตำแหน่งที่สัมผัส โดยผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอาจได้รับประโยชน์จากการตรวจที่ถี่ขึ้น
การตรวจหลายโรคพร้อมกันจึงอาจมีประโยชน์มากกว่าการมุ่งตรวจโรคเดียวโดยไม่พิจารณาความเสี่ยงทั้งหมด
กลุ่ม LGBTQ+ ควรตรวจบ่อยแค่ไหน?
ไม่มีตารางเดียวที่ใช้กับ LGBTQ+ ทุกคน เพราะแต่ละคนมีพฤติกรรมทางเพศ กายวิภาค และระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน
สำหรับผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย CDC แนะนำให้ตรวจหนองในอย่างน้อยปีละครั้งในตำแหน่งที่มีการสัมผัส และพิจารณาตรวจทุก 3–6 เดือนหากมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
สำหรับคนข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศ แนวทางควรปรับตามกายวิภาคและพฤติกรรมทางเพศ เช่น หากมีอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัส ก็ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์เพื่อเลือกตำแหน่งตรวจให้เหมาะสม
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ “ฉันอยู่ในกลุ่มไหน” แต่คือ “ฉันมีการสัมผัสตำแหน่งใดบ้าง”
ไม่ควรอายที่จะบอกแพทย์ว่ามีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทางทวารหนัก
ความอายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งไม่ได้รับการตรวจในตำแหน่งที่เหมาะสม
แต่สำหรับแพทย์ ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศมีหน้าที่ช่วยเลือกวิธีตรวจ ไม่ใช่ใช้ตัดสินคุณค่าของผู้ป่วย
หากไม่สบายใจ สามารถบอกข้อมูลอย่างสั้นและตรงประเด็น เช่น
“มีเพศสัมพันธ์ทางปาก อยากตรวจคอด้วย”
หรือ
“มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก อยากตรวจบริเวณทวารหนัก”
ข้อมูลเพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์พิจารณาการตรวจได้ตรงจุดมากขึ้น
การสื่อสารเรื่องเพศอย่างไม่ตัดสินยังเป็นส่วนสำคัญของการสร้างบริการสุขภาพที่เป็นมิตรต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ
5 สิ่งที่ควรจำเกี่ยวกับหนองในบริเวณคอและทวารหนัก
1. ไม่มีอาการก็อาจมีเชื้อ
โดยเฉพาะบริเวณคอและทวารหนัก
2. ตรวจปัสสาวะอย่างเดียวอาจไม่ครอบคลุมทุกตำแหน่ง
หากมีความเสี่ยงจากปากหรือทวารหนัก ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์
3. การตรวจควรตรงกับตำแหน่งที่สัมผัส
ตรวจคอเมื่อมีความเสี่ยงบริเวณคอ และตรวจทวารหนักเมื่อมีความเสี่ยงบริเวณดังกล่าว
4. ผลบวกควรเข้าสู่การรักษา
ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง
5. การตรวจซ้ำตามความเสี่ยงมีประโยชน์
โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคน มีประวัติ STI ใช้ PrEP หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น
เมื่อไรควรไปพบแพทย์ทันที?
หากมีอาการรุนแรง เช่น ปวดข้อ มีไข้ ผื่นผิดปกติ ตาแดงหรือมีหนองบริเวณตา ปวดอัณฑะอย่างมาก หรือมีอาการติดเชื้อรุนแรง ควรเข้ารับการประเมินทางการแพทย์
หนองในที่ไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน และในบางกรณีเชื้อสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายได้
นอกจากนี้ หากได้รับการรักษาแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้นหรือกลับมาเป็นซ้ำ ควรกลับไปพบแพทย์ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อซ้ำ การรักษาไม่สำเร็จ หรือเชื้อดื้อยา
สรุป: ทำไมต้องให้ความสำคัญกับหนองในคอและทวารหนัก?
หนองในไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ และการติดเชื้อบริเวณคอหรือทวารหนักอาจไม่มีอาการ ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้อและสามารถแพร่ต่อไปยังคู่นอนได้
สำหรับกลุ่ม LGBTQ+ การประเมินความเสี่ยงควรใช้พฤติกรรมทางเพศและตำแหน่งที่สัมผัสเป็นหลัก ไม่ใช่ใช้รสนิยมทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศเป็นตัวตัดสินว่าใคร “เสี่ยง” หรือ “ไม่เสี่ยง”
หากมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทางทวารหนัก ควรพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์ว่าจำเป็นต้องเก็บตัวอย่างจากตำแหน่งดังกล่าวหรือไม่ เพราะการตรวจเฉพาะปัสสาวะอาจไม่สามารถค้นหาการติดเชื้อทุกตำแหน่งได้
ท้ายที่สุด หนองในในคอและทวารหนัก ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำให้เกิดความอาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพทางเพศที่สามารถป้องกัน ตรวจพบ และรักษาได้ การตรวจอย่างเหมาะสมตามตำแหน่งที่สัมผัส การใช้ถุงยางหรืออุปกรณ์ป้องกันอย่างถูกต้อง และการเข้ารับการรักษาเมื่อพบเชื้อ ล้วนช่วยลดการแพร่เชื้อและภาวะแทรกซ้อนได้
สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่ารอให้อาการปรากฏก่อนเสมอไป หากมีความเสี่ยง ควรพูดคุยกับสถานพยาบาลที่ให้บริการด้านสุขภาพทางเพศเพื่อเลือกการตรวจที่เหมาะสมกับตนเอง
FAQ คำถามที่พบบ่อย
1. หนองในที่คอมีอาการหรือไม่?
บางคนอาจมีเจ็บคอหรือระคายคอ แต่หลายรายไม่มีอาการ ดังนั้นการไม่มีอาการจึงไม่สามารถยืนยันว่าไม่มีเชื้อ
2. หนองในบริเวณทวารหนักมีอาการอย่างไร?
อาจมีคัน เจ็บ แสบ มีสารคัดหลั่ง เลือดออก หรือเจ็บขณะขับถ่าย แต่บางคนไม่มีอาการ
3. ถ้ามีเพศสัมพันธ์ทางปาก ควรตรวจคอหรือไม่?
ควรพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินว่าควรตรวจคอหรือไม่ โดยเฉพาะหากมีความเสี่ยงหรือคู่นอนมี STI
4. ตรวจปัสสาวะไม่พบเชื้อ แปลว่าคอไม่มีเชื้อหรือไม่?
ไม่สามารถสรุปได้ เพราะปัสสาวะเป็นตัวอย่างจากคนละตำแหน่งกับคอ
5. คน LGBTQ+ ทุกคนต้องตรวจหนองในคอและทวารหนักหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกตำแหน่งสำหรับทุกคน ควรพิจารณาจากพฤติกรรมทางเพศและตำแหน่งที่มีการสัมผัส
6. ถ้าไม่มีอาการจำเป็นต้องตรวจหรือไม่?
อาจจำเป็น โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง เนื่องจากการติดเชื้อบริเวณคอและทวารหนักจำนวนหนึ่งไม่มีอาการ
7. ผลตรวจเป็นบวกต้องทำอย่างไร?
ควรพบแพทย์หรือสถานพยาบาลเพื่อรับการประเมินและรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง
8. เคยเป็นหนองในแล้วรักษาหาย จะเป็นซ้ำได้หรือไม่?
เป็นซ้ำได้หากได้รับเชื้ออีกครั้ง การรักษาครั้งหนึ่งไม่ได้ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันถาวร
9. ถุงยางป้องกันหนองในได้หรือไม่?
ช่วยลดความเสี่ยงเมื่อใช้อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ แต่ไม่สามารถรับประกันการป้องกันได้ 100%
10. ควรตรวจบ่อยแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยง สำหรับ MSM ที่มีเพศสัมพันธ์ CDC แนะนำอย่างน้อยปีละครั้ง และทุก 3–6 เดือนในผู้ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ