Skip to content
Home » บทความ » ยา PreP กับ PEP : คืออะไร? ใช้ป้องกัน HIVได้หรือไม่ ?

ยา PreP กับ PEP : คืออะไร? ใช้ป้องกัน HIVได้หรือไม่ ?

ยา Prep กับ PEP ต่างกันอย่างไร ใช้อย่างไร
ยา PreP กับ PEP เป็นยาที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ยาทั้งสองชนิดนี้แม้จะมีวัตถุประสงค์หลักคล้ายกัน คือเพื่อ “ป้องกันการติดเชื้อ HIV” แต่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในด้านช่วงเวลาที่ใช้และวัตถุประสงค์เฉพาะ

ยา PreP หรือ Pre-Exposure Prophylaxis เป็นยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี ใช้สำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ แต่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้มีคู่นอนติดเชื้อ, ผู้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางกับคู่นอนหลายคน, หรือผู้ใช้สารเสพติดแบบฉีดเข้าเส้น ยา PrEP เป็นยาที่ต้องรับประทานต่อเนื่องทุกวัน หรือในบางกรณีอาจใช้ตามแนวทาง on-demand ก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์ตามเวลาที่กำหนด (ตามคำแนะนำของแพทย์) ยาชนิดนี้เมื่อทานอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ จะสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV ได้ถึงกว่า 90% จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมการระบาดของ HIV ในระดับประชากร
ขณะที่ยา PEP หรือ Post-Exposure Prophylaxis เป็นยาป้องกันการติดเชื้อหลังจากที่สงสัยว่าอาจสัมผัสกับเชื้อ HIV ไปแล้ว เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันกับคนที่มีความเสี่ยง, ถุงยางอนามัยหลุดหรือฉีกขาดระหว่างมีเพศสัมพันธ์, หรือเหตุการณ์ที่บุคลากรทางการแพทย์สัมผัสเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อ HIV ยา PEP ต้องเริ่มกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากสัมผัสเชื้อ ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ ยิ่งมีประสิทธิภาพมาก โดยจะต้องกินต่อเนื่องเป็นเวลา 28 วัน โดยไม่ขาดยา เพื่อให้ยาทำงานได้เต็มที่ในการยับยั้งการติดเชื้อในร่างกาย
แม้ยา PrEP และ PEP จะมีประสิทธิภาพในการป้องกัน HIV ได้สูงมาก แต่ก็ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน หรือเริม ดังนั้นการใช้ถุงยางอนามัยยังคงเป็นแนวทางสำคัญที่ควรทำควบคู่กัน ทั้งยังช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพอื่น ๆ ด้วย

การใช้ยา PrEP และ PEP ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากมีข้อควรระวังและการตรวจเลือดที่ต้องทำก่อนเริ่มใช้ยา เช่น ตรวจการทำงานของไต และตรวจว่าผู้ใช้ยังไม่มีเชื้อ HIV อยู่ในร่างกาย ยาทั้งสองชนิดนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงยา แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดูแลสุขภาพทางเพศที่มีประสิทธิภาพในยุคปัจจุบัน ที่เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา และช่วยให้ผู้คนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้นโดยยา Prep (Pre-Exposure Prophylaxis) และ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) เป็นยาที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการติดเชื้อ HIV แต่แตกต่างกันในเรื่องของ “เวลาในการใช้” และ “สถานการณ์การใช้”

✅ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis)

คืออะไร: การกินยาป้องกันก่อนที่จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV

ยา PrEP ควรกินเมื่อไร?

  • ใช้ ก่อน มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ทานก่อนมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางกับผู้ที่มีความเสี่ยง
  • ใช้เป็นประจำทุกวัน หรือแบบตามรอบ (On-Demand) กรณีมีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อย

กลุ่มเป้าหมายที่ควรทานยา PrEP:

  • คนที่มีคู่นอนหลายคน
  • คู่รักที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมี HIV
  • ผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด

วิธีใช้ยา PrEP:

  • กินวันละ 1 เม็ด ทุกวัน (สูตรทั่วไปคือ TDF/FTC หรือ Tenofovir + Emtricitabine)
  • ใช้เวลา ประมาณ 7 วัน (สำหรับเพศชาย) และ 21 วัน (สำหรับเพศหญิง) จึงจะเริ่มป้องกันได้เต็มที่


✅ PEP (Post-Exposure Prophylaxis)

คืออะไร:
การกินยาป้องกัน หลัง จากที่มีความเสี่ยง เช่น หลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือเข็มตำ

ยา PEP ควรกินเมื่อไร?

  • ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากเหตุการณ์เสี่ยง เท่านั้น
  • ยิ่งเร็วยิ่งดี

กลุ่มเป้าหมาย:

  • ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
  • ผู้ที่ถุงยางรั่ว/หลุด
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่ถูกเข็มตำ

วิธีใช้ยา PEP:

  • กินยาต่อเนื่อง 28 วัน
  • สูตรยามักประกอบด้วยยาต้าน HIV 2-3 ชนิด (เช่น Tenofovir + Emtricitabine + Dolutegravir)

✅ แนวทางการเข้ารับยา PrEP / PEP

1. ติดต่อสถานพยาบาลใกล้บ้านที่ให้บริการ HIV/PrEP/PEP

  • รพ.รัฐและเอกชนขนาดใหญ่ เช่น
    • รพ.รามาธิบดี
    • รพ.จุฬาลงกรณ์
    • รพ.บางรัก (กรุงเทพฯ)
    • สถานพยาบาลในเครือสภากาชาดไทย
  • คลินิกเฉพาะทาง เช่น
    • คลินิกนิรนาม (สภากาชาดไทย)
    • Love Foundation
    • SWING (กลุ่มเป้าหมายชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย)

2. ปรึกษาแพทย์ / พยาบาล

  • ตรวจ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs)
  • หากผลตรวจ HIV เป็นลบ → เริ่มยา PrEP ได้ทันที
  • ถ้าใช้ PEP ต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังเสี่ยง

3. การเข้ารับยา PrEP

  • แบบประจำ: รับยาและตรวจเลือดทุก 3 เดือน
  • แบบ On-Demand: ปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อแนวทางที่ถูกต้อง

4. การเข้ารับยา PEP

  • ไปห้องฉุกเฉินหรือคลินิกที่มีบริการ PEP ทันทีหลังมีเหตุการณ์เสี่ยง
  • ต้องกินยาต่อเนื่อง 28 วัน และตรวจเลือดอีกครั้งหลังครบคอร์ส

การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) เป็นประเด็นสำคัญในด้านสาธารณสุขระดับโลก และหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการลดการแพร่เชื้อ คือ ยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) และ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) ซึ่งทั้งสองชนิดมีบทบาทที่แตกต่างกันแต่ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมการระบาดของเชื้อ HIV โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง

ยา PrEP เป็นการใช้ยาต้านไวรัสแบบ “ก่อนการสัมผัสเชื้อ” ซึ่งจะต้องรับประทานเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง (หรือในบางกรณีแบบเฉพาะช่วงที่มีความเสี่ยง) ยานี้จะช่วยให้ร่างกายมีระดับตัวยาที่เพียงพอในการป้องกันไม่ให้เชื้อ HIV สามารถเข้ามาตั้งรกรากในร่างกายได้ แม้จะเกิดการสัมผัสเชื้อก็ตาม ซึ่งทำให้ PrEP กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ลดโอกาสการติดเชื้อในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กลุ่มชายรักชาย ผู้มีคู่นอนติดเชื้อ กลุ่มผู้ค้าบริการทางเพศ หรือผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด PrEP ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันในระดับบุคคลเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการแพร่กระจายในระดับสังคม หากมีการใช้อย่างแพร่หลายและต่อเนื่อง

ในทางตรงกันข้าม ยา PEP เป็นการใช้ยาต้านไวรัสแบบ “หลังการสัมผัสเชื้อ” โดยออกแบบมาให้ใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉิน เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ถุงยางอนามัยฉีกขาด หรืออุบัติเหตุทางการแพทย์ PEP จะต้องเริ่มรับประทาน ภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากการสัมผัส และกินต่อเนื่องเป็นเวลา 28 วัน โดยต้องไม่ขาดยา เพื่อให้สามารถยับยั้งการติดเชื้อที่อาจกำลังเริ่มเกิดขึ้นในร่างกาย ความสำคัญของ PEP จึงอยู่ที่การ ให้โอกาสในการป้องกันแก่ผู้ที่อาจเผชิญความเสี่ยงแบบไม่คาดคิด และเป็นเสมือน “แผนสำรอง” ที่มีประสิทธิภาพสูงเมื่อเริ่มใช้ได้ทันเวลา

สิ่งที่ทำให้ PrEP และ PEP มีความสำคัญมากในยุคปัจจุบัน คือการที่ทั้งสองรูปแบบนี้ช่วยให้ผู้คนสามารถ ควบคุมความเสี่ยงได้ด้วยตัวเอง เพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตและความสัมพันธ์ โดยไม่ต้องพึ่งพาการควบคุมจากภายนอกเท่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นแนวทางที่มีคุณค่าในด้านจิตใจ เพราะช่วยลดความเครียดและความกลัวเกี่ยวกับโรค HIV ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความหวาดกลัวและตีตราในหลายสังคม

ในภาพรวม ยา PrEP กับ PEP ไม่ใช่เพียงแค่ยาป้องกันโรค แต่เป็นเครื่องมือสำคัญของ “การดูแลสุขภาพทางเพศอย่างรอบด้าน” ที่สนับสนุนให้คนสามารถใช้ชีวิตอย่างมีสติ ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้น เป็นก้าวสำคัญในการลดอัตราการติดเชื้อ HIV รายใหม่ และเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายระดับโลกในการยุติการระบาดของโรคเอดส์ในอนาคต.


📍 ช่องทางค้นหาสถานที่ให้บริการ