Skip to content
Home » บทความ » เป็นหนองในต้องทำยังไง?!!! เร่งด่วน

เป็นหนองในต้องทำยังไง?!!! เร่งด่วน

คำตอบที่สำคัญที่สุดคือ ควรเข้ารับการตรวจและรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง เพราะโรคหนองในเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งในปัจจุบันมีปัญหาเชื้อดื้อยาหลายชนิด และยาปฏิชีวนะที่เคยใช้รักษาหนองในในอดีตจำนวนมากอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป

อาการที่ทำให้หลายคนสงสัยว่าเป็นหนองใน ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด มีหนองหรือของเหลวผิดปกติออกจากอวัยวะเพศ ปวดหรือบวมบริเวณอัณฑะ มีตกขาวผิดปกติ เจ็บบริเวณท้องน้อย หรือมีอาการเจ็บคอหลังมีเพศสัมพันธ์ทางปาก อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อบางรายไม่มีอาการเลย จึงไม่สามารถใช้เพียงอาการในการยืนยันว่าเป็นหนองในได้

บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ เป็นหนองในต้องทำยังไง ควรไปตรวจที่ไหน ต้องงดเพศสัมพันธ์กี่วัน ยาที่ใช้รักษาคืออะไร คู่นอนต้องรักษาหรือไม่ และหลังรักษาแล้วต้องตรวจซ้ำหรือไม่ เพื่อให้สามารถจัดการกับโรคได้อย่างถูกต้องและลดโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

แสบท่อปัสสาวะ

⭐เป็นหนองในต้องทำยังไงเป็นอันดับแรก?

เมื่อมีอาการที่สงสัยหนองใน สิ่งที่ควรทำมีหลายขั้นตอน แต่หลักสำคัญคือ หยุดมีเพศสัมพันธ์และไปพบแพทย์เพื่อประเมินและตรวจหาเชื้อ

1. งดมีเพศสัมพันธ์ทันที

หากมีหนองออกจากอวัยวะเพศ ปัสสาวะแสบขัด หรือสงสัยว่าติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ไว้ก่อน ทั้งการสอดใส่ ทางปาก และทางทวารหนัก

เหตุผลคือ แม้จะยังไม่มีผลตรวจยืนยัน แต่หากเป็นหนองในก็สามารถแพร่เชื้อไปยังคู่นอนได้

นอกจากนี้ การใช้ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ในช่วงที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อ ควรงดเพศสัมพันธ์จนได้รับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม

2. ไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ

สามารถไปโรงพยาบาล คลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คลินิกเวชกรรม หรือสถานพยาบาลที่ให้บริการตรวจ STI ได้

แพทย์อาจตรวจจากปัสสาวะหรือเก็บตัวอย่างบริเวณที่สงสัยว่ามีเชื้อ เช่น

  • ท่อปัสสาวะ
  • ช่องคลอดหรือปากมดลูก
  • คอหอย
  • ทวารหนัก

วิธีตรวจที่มีบทบาทสำคัญคือ NAAT (Nucleic Acid Amplification Test) ซึ่งสามารถตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ Neisseria gonorrhoeae และมักตรวจ Chlamydia trachomatis ร่วมด้วย

3. ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง

ยาปฏิชีวนะหลายชนิดที่คนทั่วไปคุ้นเคย เช่น amoxicillin, penicillin หรือยาปฏิชีวนะรุ่นเก่าบางชนิด ไม่ควรถูกนำมาใช้รักษาหนองในเอง

สาเหตุสำคัญคือเชื้อหนองในมีความสามารถในการพัฒนาการดื้อยา และแนวทางการรักษาในปัจจุบันให้ความสำคัญกับยาที่มีประสิทธิภาพต่อเชื้อดื้อยาในพื้นที่ จึงควรรับยาจากแพทย์หรือเภสัชกร

การเลือกยาและขนาดยาควรพิจารณาจากแนวทางของประเทศหรือสถานพยาบาล รวมถึงประวัติแพ้ยา ตำแหน่งที่ติดเชื้อ และความเป็นไปได้ของการติดเชื้ออื่นร่วมด้วย


💡อาการแบบไหนที่อาจเป็นหนองใน?

อาการของหนองในแตกต่างกันตามตำแหน่งที่ติดเชื้อ

🦠หนองในบริเวณท่อปัสสาวะ

ในผู้ชาย อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ปัสสาวะแสบหรือปวดขณะปัสสาวะ
  • มีหนองไหลออกจากปลายอวัยวะเพศ
  • มีของเหลวสีขาว เหลือง หรือเขียวออกจากท่อปัสสาวะ
  • ปลายอวัยวะเพศระคายเคือง
  • ปัสสาวะบ่อยหรือรู้สึกปวดปัสสาวะ

อาการมักเกิดขึ้นภายในช่วงไม่กี่วันถึงหลายสัปดาห์หลังได้รับเชื้อ แต่ระยะเวลามีความแตกต่างกันในแต่ละคน

🦠หนองในในผู้หญิง

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยจนเข้าใจว่าเป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือช่องคลอด

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • ปัสสาวะแสบขัด
  • ตกขาวผิดปกติ
  • เลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือน
  • เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ปวดท้องน้อย
  • เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์

หากเชื้อแพร่ขึ้นไปบริเวณอุ้งเชิงกราน อาจเกิด Pelvic Inflammatory Disease (PID) ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

👄หนองในที่คอ

การมีเพศสัมพันธ์ทางปากสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณคอหอยได้

ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการ แต่บางรายอาจมี

  • เจ็บคอ
  • ระคายคอ
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต
  • มีรอยแดงบริเวณคอ

ดังนั้น หากมีประวัติ oral sex และสงสัยหนองใน ควรแจ้งแพทย์ เพราะอาจจำเป็นต้องเก็บตัวอย่างจากคอเพื่อตรวจ

🦠หนองในบริเวณทวารหนัก

อาจเกิดขึ้นหลังการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • คันบริเวณทวารหนัก
  • เจ็บบริเวณทวารหนัก
  • มีมูกหรือหนอง
  • มีเลือดออก
  • ปวดเวลาถ่ายอุจจาระ

อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อบริเวณทวารหนักก็สามารถไม่มีอาการได้เช่นกัน


💡หนองในกับหนองในเทียม เหมือนกันหรือไม่?

ไม่เหมือนกัน แม้ทั้งสองโรคจะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และอาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน

หนองในแท้ (Gonorrhea) เกิดจากเชื้อ Neisseria gonorrhoeae

ส่วน หนองในเทียม (Chlamydia) เกิดจากเชื้อ Chlamydia trachomatis

ทั้งสองโรคสามารถเกิดพร้อมกันได้ ดังนั้นเมื่อแพทย์สงสัยหนองใน มักพิจารณาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย

อาการอย่างเดียวจึงไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าเป็นหนองในแท้หรือหนองในเทียม


เป็นหนองในต้องตรวจอะไรบ้าง?

การตรวจขึ้นอยู่กับอาการและตำแหน่งที่มีความเสี่ยง

NAAT เป็นหนึ่งในวิธีตรวจที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย สามารถตรวจหาเชื้อจากตัวอย่าง เช่น

  • ปัสสาวะ
  • สารคัดหลั่งจากอวัยวะสืบพันธุ์
  • คอหอย
  • ทวารหนัก

ข้อดีคือมีความไวในการตรวจสูง และสามารถตรวจหนองในร่วมกับหนองในเทียมได้ในหลายชุดตรวจ

Culture ยังมีความสำคัญในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อสงสัยเชื้อดื้อยา หรือผู้ป่วยมีอาการไม่หายหลังได้รับการรักษา

ข้อดีที่สำคัญของการเพาะเชื้อคือสามารถนำเชื้อไปทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะได้


⭐เป็นหนองในต้องรักษาด้วยยาอะไร?

การรักษาหนองในในปัจจุบันต้องเลือกยาตามแนวทางการรักษาที่เป็นปัจจุบัน เนื่องจากเชื้อ Neisseria gonorrhoeae มีปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้นทั่วโลก

ยาหลักที่แนวทางสากลหลายแห่งแนะนำสำหรับ uncomplicated gonorrhea คือ ceftriaxone ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะกลุ่ม cephalosporin รุ่นที่ 3 และโดยทั่วไปใช้ในรูปแบบฉีดเข้ากล้าม

ตัวอย่างแนวทาง CDC ของสหรัฐอเมริกาใช้ ceftriaxone 500 mg IM ครั้งเดียวในผู้ที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 150 กิโลกรัม และ 1 g IM ครั้งเดียวในผู้ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 150 กิโลกรัมขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ขนาดยาและแนวทางที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันตามแนวทางของแต่ละประเทศและสถานการณ์ทางคลินิก จึงควรให้แพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องเป็นผู้กำหนดการรักษา

หากยังไม่ได้ตัด Chlamydia ออก

ในกรณีที่ยังไม่มีผลตรวจว่าไม่มีการติดเชื้อ Chlamydia trachomatis แนวทางบางฉบับแนะนำให้พิจารณารักษา chlamydia ร่วมด้วย โดยยาที่ใช้บ่อยคือ doxycycline

แต่ไม่ควรนำข้อมูลนี้ไปซื้อยารับประทานเอง เพราะการรักษาจำเป็นต้องพิจารณาอายุ การตั้งครรภ์ ประวัติแพ้ยา ตำแหน่งที่ติดเชื้อ และผลตรวจ


⭐ทำไมไม่ควรกิน Amoxicillin เองถ้าสงสัยหนองใน?

คำถามนี้พบได้บ่อย เพราะ amoxicillin เป็นยาปฏิชีวนะที่คุ้นเคยและอยู่ในกลุ่ม penicillin

แต่การที่ยาชนิดหนึ่งเป็นยาปฏิชีวนะไม่ได้หมายความว่าจะรักษาหนองในได้

เชื้อ Neisseria gonorrhoeae มีการดื้อยากลุ่ม penicillin มาเป็นเวลานาน ทำให้ penicillin และยารุ่นเก่าหลายชนิดไม่ใช่ตัวเลือกมาตรฐานสำหรับการรักษาหนองในที่ไม่ซับซ้อน

ดังนั้น หากมีหนองออกจากอวัยวะเพศ การกิน amoxicillin เองอาจทำให้อาการลดลงชั่วคราว แต่ไม่ได้หมายความว่าเชื้อถูกกำจัดหมด

การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ถูกต้องยังเพิ่มปัญหาการดื้อยาอีกด้วย


⭐ถ้ากินยาผิดไปแล้ว ต้องทำยังไง?

หากเคยซื้อยาปฏิชีวนะมากินก่อนพบแพทย์ ไม่ควรปกปิดข้อมูลดังกล่าว

ควรแจ้งแพทย์ว่า

  • กินยาอะไร
  • ขนาดเท่าไร
  • กินกี่เม็ด
  • เริ่มกินเมื่อใด
  • กินต่อเนื่องกี่วัน
  • อาการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังใช้ยา

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ประเมินว่าควรตรวจเพิ่มเติมหรือปรับแนวทางรักษาหรือไม่

ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเองหรือเปลี่ยนยาหลายชนิดสลับกัน


⭐หลังรักษาหนองในแล้ว ต้องงดเพศสัมพันธ์กี่วัน?

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะผู้ป่วยอาจได้รับยาจนเชื้อถูกควบคุม แต่หากมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ยังไม่ได้รับการรักษา ก็สามารถติดเชื้อกลับมาได้

ดังนั้นการรักษาหนองในจึงไม่ได้จบเพียงการได้รับยา แต่ต้องจัดการเรื่องคู่นอนและการป้องกันการติดเชื้อซ้ำด้วย


⭐คู่นอนต้องรักษาด้วยหรือไม่?

หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหนองใน คู่นอนในช่วงที่ผ่านมาอาจมีความเสี่ยงติดเชื้อ แม้ไม่มีอาการ

โดยทั่วไปควรแจ้งคู่นอนให้เข้ารับการตรวจและประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์

ไม่ควรใช้วิธีแบ่งยาของตนเองให้คู่นอน เพราะอาจทำให้การรักษาไม่เหมาะสม และอาจพลาดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นที่เกิดร่วมกัน


⭐เป็นหนองในแล้วหายขาดไหม?

หนองใน สามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม

แต่การรักษาหายจากการติดเชื้อครั้งหนึ่งไม่ได้ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันถาวร

หมายความว่า ผู้ที่เคยเป็นหนองในแล้วสามารถติดเชื้อใหม่ได้อีก หากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ

ดังนั้น หลังรักษาหายแล้วก็ยังจำเป็นต้องป้องกันการติดเชื้อครั้งใหม่


ถ้ารักษาแล้วแต่ยังมีหนอง ต้องทำยังไง?

หากได้รับการรักษาแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น หรือกลับมามีหนองอีก ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเพิ่มเอง

ควรกลับไปพบแพทย์

สาเหตุอาจมีหลายอย่าง เช่น

  1. เชื้อยังไม่ถูกกำจัด
  2. ได้รับเชื้อกลับมาจากคู่นอน
  3. เชื้อดื้อยา
  4. มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย
  5. มีการติดเชื้อบริเวณอื่น เช่น คอหอย
  6. สาเหตุของอาการไม่ใช่หนองใน

ในกรณีที่สงสัย treatment failure แพทย์อาจพิจารณาเก็บตัวอย่างเพาะเชื้อและทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะ


⚠️⚠️ หนองในดื้อยา อันตรายหรือไม่?

ปัญหาการดื้อยาของ Neisseria gonorrhoeae เป็นหนึ่งในเหตุผลที่หน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลกให้ความสำคัญกับโรคนี้

เชื้อหนองในสามารถพัฒนาการดื้อต่อยาหลายกลุ่ม เช่น

  • Penicillins
  • Tetracyclines
  • Macrolides
  • Fluoroquinolones
  • Cephalosporins บางชนิด

ระดับการดื้อยาแตกต่างกันตามพื้นที่และช่วงเวลา

ดังนั้นจึงไม่ควรเลือกยาจากข้อมูลเก่าหรือคำแนะนำจากประสบการณ์ของคนรู้จัก เพราะยาที่เคยใช้ได้ในอดีตอาจไม่ใช่ยาที่เหมาะสมในปัจจุบัน


⏱️หนองในปล่อยไว้ไม่รักษาได้ไหม?

ไม่ควรปล่อยไว้ แม้อาการจะไม่รุนแรง

หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อสามารถก่อภาวะแทรกซ้อนได้

ในผู้ชาย

อาจเกิด

  • Epididymitis
  • การอักเสบของอวัยวะสืบพันธุ์
  • ปวดหรือบวมบริเวณอัณฑะ
  • ภาวะแทรกซ้อนด้านระบบสืบพันธุ์

ในผู้หญิง

อาจเกิด

  • Pelvic inflammatory disease
  • ปวดท้องน้อยเรื้อรัง
  • การตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • ภาวะมีบุตรยากจากความเสียหายของระบบสืบพันธุ์

นอกจากนี้ เชื้อสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายได้ แม้พบไม่บ่อย


⏱️หนองในสามารถแพร่ไปทั่วร่างกายได้หรือไม่?

ได้ แม้จะพบไม่บ่อย

ภาวะนี้เรียกว่า Disseminated Gonococcal Infection (DGI) เกิดขึ้นเมื่อเชื้อแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด

อาการที่ควรระวัง ได้แก่

  • ไข้
  • ปวดข้อ
  • ข้อบวม
  • มีผื่นหรือตุ่มหนองตามผิวหนัง
  • อาการป่วยทั่วร่างกาย

หากมีอาการดังกล่าวร่วมกับประวัติหรือความเสี่ยงของหนองใน ควรพบแพทย์โดยเร็ว


เป็นหนองในควรตรวจ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นหรือไม่?

ควรพิจารณาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย เพราะการมีหนองในแสดงว่ามีความเสี่ยงต่อ STI และการติดเชื้อหลายชนิดพร้อมกันสามารถเกิดขึ้นได้

การประเมินอาจรวมถึง

ชนิดของการตรวจที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประวัติความเสี่ยงและตำแหน่งที่มีเพศสัมพันธ์


🧪เป็นหนองในต้องตรวจ HIV ด้วยไหม?

การเป็นหนองในไม่ได้หมายความว่าจะติด HIV แต่ทั้งสองโรคสามารถมีปัจจัยเสี่ยงร่วมกันได้

ดังนั้นผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหนองในควรได้รับการประเมินความเสี่ยง HIV และพิจารณาตรวจตามความเหมาะสม

หากเพิ่งมีเหตุการณ์เสี่ยง HIV และยังอยู่ในช่วงเวลาที่สามารถใช้ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) ได้ ควรติดต่อสถานพยาบาลโดยเร็ว เพราะ PEP ต้องเริ่มภายในกรอบเวลาที่กำหนดและยิ่งเริ่มเร็วเท่าไรยิ่งดี


🔥เป็นหนองในระหว่างรักษากินอาหารอะไรได้บ้าง?

โดยทั่วไปไม่มีอาหารชนิดใดที่สามารถฆ่าเชื้อหนองในได้

สามารถรับประทานอาหารตามปกติและดื่มน้ำให้เพียงพอ

สิ่งสำคัญกว่าการเลือกอาหารคือ

  • รับประทานยาตามคำสั่งแพทย์
  • มาตามนัด
  • งดเพศสัมพันธ์ตามระยะเวลาที่แนะนำ
  • แจ้งคู่นอน
  • ตรวจ STI ตามความเหมาะสม

ไม่ควรใช้สมุนไพร อาหารเสริม หรือเครื่องดื่มต่าง ๆ แทนยาปฏิชีวนะ


เป็นหนองในแล้วช่วยตัวเองได้ไหม?

การช่วยตัวเองไม่ได้เป็นวิธีรักษาหนองใน และไม่ได้กำจัดเชื้อออกจากร่างกาย

หากบริเวณอวัยวะเพศยังอักเสบหรือมีอาการเจ็บ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดการระคายเคืองจนกว่าอาการจะดีขึ้น

ที่สำคัญคือไม่ควรมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นในช่วงที่ยังมีความเสี่ยงแพร่เชื้อ


เป็นหนองในควรล้างอวัยวะเพศบ่อย ๆ หรือไม่?

การรักษาความสะอาดเป็นเรื่องที่ดี แต่การล้างอวัยวะเพศบ่อย ๆ ไม่สามารถรักษาหนองในได้

ควรทำความสะอาดด้วยน้ำและผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน และหลีกเลี่ยง

  • สบู่แรง ๆ
  • น้ำยาฆ่าเชื้อ
  • การสวนล้าง
  • การใช้สารเคมีบริเวณอวัยวะเพศ

สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและทำให้อาการแย่ลง


หนองในสามารถติดจากห้องน้ำหรือกางเกงในได้ไหม?

หนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อโดยทั่วไปเกิดจากการสัมผัสเยื่อบุที่มีเชื้อระหว่างกิจกรรมทางเพศ

การติดจากพื้นผิวทั่วไป เช่น ฝารองนั่งชักโครก ผ้าเช็ดตัว หรือสิ่งของในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ช่องทางหลักของการแพร่เชื้อหนองใน

ดังนั้น หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหนองใน ควรให้ความสำคัญกับประวัติการมีเพศสัมพันธ์และการตรวจคู่นอนมากกว่าการกังวลเรื่องห้องน้ำสาธารณะ


ถ้าไม่มีอาการ ยังเป็นหนองในได้ไหม?

ได้

นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หนองในสามารถแพร่กระจายโดยที่ผู้ติดเชื้อไม่รู้ตัว

โดยเฉพาะการติดเชื้อบริเวณคอหอยหรือปากมดลูกอาจไม่มีอาการชัดเจน

หากมีความเสี่ยง เช่น มีคู่นอนใหม่ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง มีคู่นอนหลายคน หรือคู่นอนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหนองใน ควรเข้ารับการตรวจแม้ไม่มีอาการ


หลังรักษาหนองในต้องตรวจซ้ำหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ติดเชื้อและสถานการณ์

สำหรับการติดเชื้อบริเวณคอหอย แนวทาง CDC แนะนำให้มี test of cure ประมาณ 7–14 วันหลังการรักษา

ส่วนหนองในบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนักที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องตรวจยืนยันการหายทุกคน หากได้รับการรักษาตามมาตรฐานและอาการดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ควรตรวจซ้ำเพื่อค้นหาการติดเชื้อใหม่ประมาณ 3 เดือนหลังการรักษา เนื่องจากการติดเชื้อซ้ำพบได้ไม่น้อย


เมื่อไหร่ควรไปโรงพยาบาลทันที?

หากสงสัยหนองใน ควรเข้ารับการประเมินโดยเร็ว โดยเฉพาะหากมีอาการต่อไปนี้

  • มีหนองออกจากอวัยวะเพศ
  • ปัสสาวะแสบขัดมาก
  • อัณฑะบวมแดงหรือปวดรุนแรง
  • ปวดท้องน้อยมาก
  • มีไข้
  • มีผื่นร่วมกับปวดข้อ
  • มีอาการผิดปกติหลังได้รับการรักษา
  • กำลังตั้งครรภ์และสงสัย STI
  • มีอาการรุนแรงหรืออาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว

🔥🔥สรุป เป็นหนองในต้องทำยังไง?

หากสงสัยว่า เป็นหนองใน สิ่งที่ควรทำคือหยุดมีเพศสัมพันธ์และเข้ารับการตรวจโดยเร็ว ไม่ควรพยายามรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่มีอยู่เอง โดยเฉพาะยารุ่นเก่าที่เคยใช้รักษาหนองใน เพราะเชื้อ Neisseria gonorrhoeae มีปัญหาการดื้อยาอย่างมาก

ขั้นตอนโดยสรุป ได้แก่

สิ่งที่ควรทำรายละเอียด
1. งดเพศสัมพันธ์หยุดเพศสัมพันธ์ระหว่างรอการประเมินและรักษา
2. พบแพทย์แจ้งอาการและประวัติความเสี่ยง
3. ตรวจหาเชื้ออาจใช้ NAAT จากปัสสาวะหรือบริเวณที่มีความเสี่ยง
4. รับยาที่เหมาะสมปัจจุบัน ceftriaxone เป็นยาหลักในหลายแนวทางสำหรับ uncomplicated gonorrhea
5. ตรวจโรคร่วมพิจารณา Chlamydia, HIV, Syphilis และ STI อื่นตามความเสี่ยง
6. แจ้งคู่นอนคู่นอนควรได้รับการประเมินและรักษาตามความเหมาะสม
7. งดเพศสัมพันธ์หลังรักษาอย่างน้อย 7 วันหลังการรักษาและจนกว่าคู่นอนจะได้รับการรักษา
8. ติดตามผลหากอาการไม่หาย ต้องกลับพบแพทย์
9. ป้องกันการติดซ้ำใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและตรวจ STI ตามความเสี่ยง

จำง่าย ๆ ว่า “เป็นหนองในต้องทำยังไง”

สงสัย → งดเพศสัมพันธ์ → ตรวจ → รักษาด้วยยาที่เหมาะสม → แจ้งคู่นอน → งดเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 7 วันหลังรักษา → ตรวจติดตามตามข้อบ่งชี้

หนองในเป็นโรคที่ รักษาได้ แต่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง เพราะการรักษาที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เชื้อยังคงอยู่ เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเชื้อดื้อยา

หากมีอาการคล้ายหนองใน สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่การเดาว่า “ควรกินยาอะไร” แต่คือการ เข้ารับการตรวจและได้รับการรักษาที่ตรงกับเชื้อและตำแหน่งที่ติดเชื้อ


หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ