Skip to content
Home » บทความ » หนองสีเขียว/เหลืองข้นทะลัก: สัญญาณเตือนของหนองในแท้ที่ปล่อยไว้ไม่ได้

หนองสีเขียว/เหลืองข้นทะลัก: สัญญาณเตือนของหนองในแท้ที่ปล่อยไว้ไม่ได้

เมื่อเห็นหนองสีเขียวหรือเหลืองข้น หลายคนอาจตกใจและค้นหาว่าเป็น สัญญาณเตือนของหนองในแท้ที่ปล่อยไว้ไม่ได้ หรือไม่ สิ่งสำคัญคือสีของหนองเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันว่าเป็นหนองในได้ เพราะการติดเชื้ออื่นก็สามารถทำให้เกิดสารคัดหลั่งผิดปกติได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากมีหนองจากอวัยวะเพศร่วมกับปัสสาวะแสบขัด หรือมีประวัติเสี่ยงทางเพศ ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็วแทนการรอดูอาการ

อาการลักษณะนี้ไม่ควรใช้วิธีซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง เพราะเชื้อหนองในมีปัญหาการดื้อยาที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก และการเลือกยาที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้การรักษาล้มเหลวได้ WHO ระบุว่าการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยเฉพาะการตรวจแบบโมเลกุล มีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัย และผู้ที่ติดเชื้อควรได้รับการรักษาโดยเร็ว

บทความนี้จะพาไปดูตั้งแต่ความหมายของหนองสีเขียวหรือเหลืองข้น สาเหตุที่ทำให้เกิดสารคัดหลั่ง ลักษณะอาการที่ควรสงสัยโรคหนองใน ความแตกต่างระหว่างหนองในกับโรคอื่น วิธีตรวจ การรักษา การดูแลคู่นอน และเหตุผลว่าทำไมการปล่อยอาการเอาไว้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้

หนองคือสารคัดหลั่งที่เกิดขึ้นบริเวณที่มีการอักเสบหรือการติดเชื้อ ภายในหนองอาจประกอบด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกัน เศษเซลล์ และสารคัดหลั่งจากบริเวณที่เกิดการอักเสบ

ในกรณีของโรคหนองใน เชื้อ N. gonorrhoeae สามารถทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุ เช่น ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ทวารหนัก หรือคอหอย

เมื่อเกิดการอักเสบจึงอาจพบสารคัดหลั่งที่มีลักษณะ

  • สีขาว
  • สีเหลือง
  • สีเหลืองอมเขียว
  • ข้นหรือเป็นมูก
  • ออกเป็นหยด
  • ไหลออกมาเป็นจำนวนมากในบางช่วง

WHO ระบุว่าในผู้ชายที่ติดเชื้อหนองใน อาจพบสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศที่มีสีขาว เหลือง หรือเขียว และอาจมีอาการแสบขณะปัสสาวะร่วมด้วย

หนองสีเหลืองหรือเขียวแปลว่าเป็นหนองในแน่นอนหรือไม่?

ไม่แน่นอน

นี่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก เพราะหลายคนพยายามวินิจฉัยโรคจากสีของสารคัดหลั่งเพียงอย่างเดียว

แม้หนองสีเหลืองหรือเขียวจะเป็นลักษณะที่พบได้ในโรคหนองใน แต่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ชนิดอื่นก็สามารถทำให้เกิดสารคัดหลั่งผิดปกติได้

ตัวอย่างเช่น

  • หนองในเทียม
  • Trichomoniasis
  • การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด
  • การอักเสบของช่องคลอด
  • Bacterial vaginosis
  • การติดเชื้อบริเวณทวารหนัก
  • การอักเสบของท่อปัสสาวะจากสาเหตุอื่น

ดังนั้น สีของหนองเป็นเพียง “เบาะแส” ไม่ใช่ผลตรวจยืนยันโรค

การพิจารณาควรดูหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น

โดยเฉพาะสารคัดหลั่งใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เป็นอาการที่พบร่วมกับการติดเชื้อบริเวณท่อปัสสาวะได้

เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง หรือมีคู่นอนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ควรแจ้งประวัติให้แพทย์ทราบ เพราะช่วยให้เลือกการตรวจได้เหมาะสม

เช่น เจ็บคอ สารคัดหลั่งจากทวารหนัก หรือปวดข้อและมีไข้ในกรณีที่มีการติดเชื้อแพร่กระจาย

อาการหนองในในผู้ชาย

ผู้ชายที่ติดเชื้อบริเวณท่อปัสสาวะอาจมีอาการค่อนข้างชัดเจน

อาการที่พบได้ เช่น

  • มีสารคัดหลั่งจากปลายอวัยวะเพศ
  • หนองสีขาว เหลือง หรือเขียว
  • ปัสสาวะแสบ
  • ปัสสาวะขัด
  • ระคายเคืองบริเวณปลายอวัยวะเพศ
  • ปวดหรือบวมบริเวณอัณฑะในบางราย

บางคนอาจพบสารคัดหลั่งมากจนเห็นได้ชัดจากกางเกงชั้นใน ขณะที่บางคนมีเพียงหยดเล็ก ๆ

ปริมาณหนองจึงแตกต่างกันไปในแต่ละคน และไม่ควรใช้ปริมาณเพียงอย่างเดียวในการประเมินความรุนแรง

เรื่องที่ต้องระวังคือผู้หญิงจำนวนมากที่ติดเชื้อหนองในอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการไม่ชัดเจน

หากมีอาการ อาจพบ

  • ตกขาวผิดปกติ
  • ตกขาวมากขึ้น
  • ปัสสาวะแสบ
  • ปวดท้องน้อย
  • เลือดออกระหว่างรอบเดือน
  • เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์

ดังนั้นการไม่มีหนองไหลไม่ได้หมายความว่าไม่มีเชื้อ

ผู้ที่มีความเสี่ยงจึงอาจจำเป็นต้องตรวจ แม้จะรู้สึกว่าตัวเองปกติดี

หนองจากทวารหนักก็เกิดขึ้นได้

หนองในไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอวัยวะเพศ

หากมีการติดเชื้อบริเวณทวารหนัก อาจพบ

  • สารคัดหลั่ง
  • คันบริเวณทวารหนัก
  • เจ็บหรือระคายเคือง
  • เลือดออก
  • เจ็บเวลาถ่ายอุจจาระ

แต่การติดเชื้อบริเวณนี้อาจไม่มีอาการได้เช่นกัน

จึงควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับรูปแบบการสัมผัสทางเพศอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้สามารถเลือกตำแหน่งตรวจได้เหมาะสม

หนองในที่คอมีอาการหรือไม่?

การติดเชื้อบริเวณคอหอยจากเชื้อหนองในมักไม่มีอาการ

บางคนอาจมี

  • เจ็บคอ
  • คอแดง
  • ระคายคอ
  • ต่อมทอนซิลอักเสบ

แต่หลายคนไม่รู้สึกผิดปกติเลย

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจเฉพาะปัสสาวะหรืออวัยวะเพศอาจไม่เพียงพอในบางสถานการณ์ หากมีประวัติออรัลเซ็กส์และมีความเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาตรวจบริเวณคอด้วย

ไม่สามารถสรุปได้

ปริมาณสารคัดหลั่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ตำแหน่งติดเชื้อ
  • ระดับการอักเสบ
  • ระยะของโรค
  • การได้รับการรักษา
  • การติดเชื้อร่วมชนิดอื่น

คนที่มีหนองจำนวนมากอาจไม่ได้หมายความว่าเชื้อรุนแรงกว่าคนที่มีหนองน้อยเสมอไป

ในทางกลับกัน คนที่แทบไม่มีอาการก็ยังสามารถมีเชื้อและแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้

หนองในกับหนองในเทียมต่างกันอย่างไร?

คำว่า “หนองใน” และ “หนองในเทียม” เป็นคำที่ทำให้เกิดความสับสนได้

หนองในแท้เกิดจาก Neisseria gonorrhoeae

ส่วนหนองในเทียมมักหมายถึงการติดเชื้ออื่นที่ทำให้เกิดท่อปัสสาวะอักเสบหรือปากมดลูกอักเสบ โดยเฉพาะ Chlamydia trachomatis

อาการอาจคล้ายกันมาก เช่น

  • ปัสสาวะแสบ
  • มีสารคัดหลั่ง
  • ระคายเคือง
  • ตกขาวผิดปกติ

จึงไม่ควรพยายามแยกจากสีของหนองเพียงอย่างเดียว

นอกจากหนองในแล้ว ยังมีภาวะอื่นที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน เช่น

อาจทำให้เกิดท่อปัสสาวะอักเสบและมีสารคัดหลั่ง

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากปรสิต และอาจทำให้ตกขาวผิดปกติ

อาจทำให้ตกขาวผิดปกติ โดยเฉพาะในผู้หญิง

มักสัมพันธ์กับอาการคันและตกขาวผิดปกติ แต่ลักษณะจะแตกต่างจากหนองในในหลายกรณี

ดังนั้น หากมีสารคัดหลั่งผิดปกติ การตรวจจะให้คำตอบที่น่าเชื่อถือกว่าการเดาจากสี

ทำไมไม่ควรปล่อยให้หนองไหลไปเรื่อย ๆ?

เพราะโรคหนองในที่ไม่ได้รับการรักษาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องหนองหรือปัสสาวะแสบ

เชื้อสามารถแพร่กระจายและทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระบบสืบพันธุ์ได้

ในผู้หญิงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ

  • อุ้งเชิงกรานอักเสบ
  • การตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • ภาวะมีบุตรยาก
  • ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์

ในผู้ชายอาจเกิด

  • ถุงอัณฑะบวม
  • การอักเสบของบริเวณอัณฑะหรือหลอดเก็บอสุจิ
  • ท่อปัสสาวะตีบ
  • ภาวะมีบุตรยาก

WHO ระบุว่าหนองในที่ไม่ได้รับการรักษาสามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทางระบบสืบพันธุ์และการมีบุตรยากได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง

เชื้อสามารถแพร่กระจายไปส่วนอื่นของร่างกายได้หรือไม่?

ได้ แต่พบไม่บ่อย

ภาวะนี้เรียกว่า Disseminated Gonococcal Infection หรือ DGI

เมื่อเชื้อแพร่เข้าสู่กระแสเลือด อาจเกิด

  • ไข้
  • ผื่น
  • ปวดข้อ
  • ข้อบวม
  • การอักเสบของข้อ
  • การติดเชื้อบริเวณอื่นของร่างกาย

หากมีหนองร่วมกับไข้สูง ปวดข้อ หรือมีผื่น ควรไปพบแพทย์อย่างรวดเร็ว เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่แพร่กระจาย

การตรวจหนองในทำอย่างไร?

วิธีตรวจขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อ

แพทย์อาจตรวจจาก

  • ปัสสาวะ
  • สารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะ
  • ช่องคลอดหรือปากมดลูก
  • ทวารหนัก
  • คอหอย

การตรวจแบบโมเลกุล หรือ NAAT เป็นวิธีสำคัญในการตรวจหาเชื้อ N. gonorrhoeae และสามารถช่วยตรวจในตำแหน่งต่าง ๆ ตามความเหมาะสม

หากมีหนองไหล แพทย์อาจพิจารณาตรวจหาเชื้ออื่นร่วมด้วย เนื่องจากอาการจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดสามารถคล้ายกันได้

ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการหนองจากอวัยวะเพศจะต้องตรวจเลือดเพื่อยืนยันหนองใน

การตรวจหลักมักเน้นการเก็บตัวอย่างจากบริเวณที่ติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจพิจารณาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย เช่น HIV หรือซิฟิลิส ตามระดับความเสี่ยงและประวัติของผู้ป่วย

การรักษาหนองในทำอย่างไร?

หนองในเป็นโรคที่รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม แต่ไม่ควรซื้อยามาเลือกใช้เอง

WHO ระบุว่าผู้ที่เป็นหนองในควรได้รับการรักษาโดยเร็ว และ ceftriaxone เป็นยาหลักที่ใช้ในหลายแนวทางปัจจุบัน โดยรูปแบบการรักษาและทางเลือกอาจแตกต่างตามบริบทและแนวทางในพื้นที่

เหตุผลที่ไม่ควรเลือกยาเองคือเชื้อหนองในมีปัญหาการดื้อยาสูงขึ้น และยาบางกลุ่มที่เคยใช้ในอดีตอาจไม่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ไม่จำเป็น

หลังได้รับการรักษา อาการอาจไม่ได้หายไปในทันที และระยะเวลาที่อาการลดลงแตกต่างกันในแต่ละคน

สิ่งสำคัญคือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และหากอาการไม่ดีขึ้นหรือกลับมาเป็นอีก ควรกลับไปตรวจ

ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเองเพราะเห็นว่ายังมีหนอง

ถ้าหนองยังไหลหลังรักษา ควรทำอย่างไร?

ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมิน โดยเฉพาะหาก

  • หนองยังไม่ลดลง
  • อาการแสบปัสสาวะยังชัดเจน
  • อาการกลับมาอีกหลังจากดีขึ้น
  • มีเพศสัมพันธ์หลังการรักษา
  • คู่นอนยังไม่ได้รับการตรวจหรือรักษา

สาเหตุของอาการที่ยังคงอยู่มีได้หลายอย่าง เช่น การติดเชื้อซ้ำ การรักษาไม่สำเร็จ เชื้อดื้อยา หรือมีเชื้อชนิดอื่นร่วมด้วย

WHO แนะนำให้พิจารณาการตรวจเพิ่มเติมในกรณีที่มีอาการต่อเนื่องหรือสงสัยการรักษาล้มเหลว โดยเฉพาะเพื่อประเมินการดื้อยา

ระหว่างรักษาต้องงดเพศสัมพันธ์หรือไม่?

ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

WHO ระบุว่าผู้ที่รักษาหนองในควรรออย่างน้อย 7 วันหลังได้รับการรักษาก่อนกลับมามีเพศสัมพันธ์ และควรแจ้งคู่นอนให้เข้ารับการตรวจหรือรักษาด้วย

เหตุผลสำคัญคือ หากคนหนึ่งได้รับยาแล้วแต่คู่นอนยังมีเชื้อ การกลับมามีเพศสัมพันธ์เร็วเกินไปอาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ

คู่นอนจำเป็นต้องตรวจหรือไม่?

จำเป็นต้องให้ความสำคัญ

โรคหนองในสามารถไม่มีอาการ โดยเฉพาะในผู้หญิงและการติดเชื้อบริเวณคอหรือทวารหนัก

ดังนั้น หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหนองใน ไม่ควรคิดว่าคู่นอน “ไม่มีอาการจึงไม่มีเชื้อ”

การแจ้งคู่นอนและให้เข้ารับการตรวจหรือรักษาเป็นส่วนสำคัญของการควบคุมโรคและป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

ห้ามบีบหรือรีดหนองออกเอง

บางคนเมื่อเห็นหนองไหลอาจพยายามบีบปลายอวัยวะเพศเพื่อให้หนองออกมาเยอะ ๆ

ไม่ควรทำ

การบีบหรือกดบริเวณที่อักเสบอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและเจ็บมากขึ้น และไม่ได้เป็นวิธีกำจัดเชื้อออกจากร่างกาย

การที่หนองไหลออกมาไม่ได้หมายความว่าเชื้อทั้งหมดถูกขับออกไปแล้ว

สิ่งที่จำเป็นคือการตรวจและรักษาที่ต้นเหตุ

ป้องกันหนองในอย่างไร?

การป้องกันทำได้หลายวิธี

การใช้ถุงยางสม่ำเสมอและถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อหนองในได้

โดยเฉพาะเมื่อมีคู่นอนใหม่ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือคู่นอนมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

หนอง ตกขาวผิดปกติ หรือปัสสาวะแสบควรได้รับการประเมิน

หากตรวจพบเชื้อ ควรแจ้งผู้ที่อาจได้รับเชื้อเพื่อให้เข้ารับการตรวจและรักษา

อาการแบบไหนต้องไปพบแพทย์ทันที?

หากพบหนองสีเหลืองหรือเขียวร่วมกับอาการต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว

  • ปวดอวัยวะเพศรุนแรง
  • ปวดหรือบวมอัณฑะ
  • มีไข้
  • ปวดท้องน้อยมาก
  • ปวดข้อ
  • ข้อบวม
  • มีผื่น
  • หนองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ปัสสาวะลำบาก
  • มีประวัติเพศสัมพันธ์เสี่ยง

โดยเฉพาะอาการไข้ร่วมกับปวดข้อหรือผื่น เพราะอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อหนองในแบบแพร่กระจาย ซึ่งแม้พบไม่บ่อยแต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว

คำถามที่พบบ่อย

ไม่แน่นอน สีของหนองไม่สามารถยืนยันเชื้อได้ ต้องอาศัยการตรวจและประเมินอาการร่วมกัน

ควรตรวจ โดยเฉพาะหากเป็นอาการใหม่ มีปัสสาวะแสบ หรือมีประวัติเสี่ยงทางเพศ

ไม่ควรสรุปเช่นนั้น เพราะอาการอาจลดลงในขณะที่ยังมีการติดเชื้ออยู่ และหนองในจำนวนมากไม่มีอาการตั้งแต่แรก

ได้ ผู้หญิงจำนวนมากที่ติดเชื้ออาจไม่มีอาการที่ชัดเจน

ไม่ใช่ทุกคน แต่หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากได้

ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมากเมื่อใช้ถูกต้องและสม่ำเสมอ แต่ไม่สามารถรับประกันการป้องกันได้ 100%

สรุป

หนองสีเขียวหรือเหลืองข้นที่ไหลออกจากอวัยวะเพศเป็นอาการที่ควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับปัสสาวะแสบขัดหรือมีประวัติเสี่ยงทางเพศ แม้ลักษณะดังกล่าวจะพบได้ในโรคหนองใน แต่ไม่สามารถใช้สีของหนองเพียงอย่างเดียวเพื่อยืนยันการติดเชื้อได้

สิ่งที่หลายคนมองว่าเป็น สัญญาณเตือนของหนองในแท้ที่ปล่อยไว้ไม่ได้ จึงควรตีความว่าเป็นสัญญาณให้ “เข้ารับการตรวจ” มากกว่าการพยายามวินิจฉัยตัวเองจากสีหรือปริมาณสารคัดหลั่ง เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดมีอาการคล้ายกัน และบางชนิดอาจไม่มีอาการเลย

หากตรวจพบว่าเป็นหนองใน ควรได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมโดยเร็ว ไม่ควรซื้อยากินเองหรือใช้ยาเก่าที่เหลือจากครั้งก่อน เนื่องจากปัญหาเชื้อดื้อยากำลังทำให้การรักษาหนองในมีความซับซ้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ควรแจ้งคู่นอนที่เกี่ยวข้องให้เข้ารับการตรวจหรือรักษา และงดเพศสัมพันธ์ตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและการติดเชื้อซ้ำ หากมีไข้ ปวดข้อ ผื่น ปวดอัณฑะ หรือปวดท้องน้อยรุนแรงร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ