Skip to content
Home » บทความ » หนองในขึ้นตา : วิธีการรักษา

หนองในขึ้นตา : วิธีการรักษา

บทนำ: หนองในขึ้นตาคืออะไร?

“หนองในขึ้นตา” คือภาวะที่เชื้อหนองใน หรือ Neisseria gonorrhoeae ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคหนองในแบบปกติในอวัยวะสืบพันธุ์ กลับแพร่กระจายไปยังดวงตา ก่อให้เกิดการอักเสบที่รุนแรง และในบางกรณีอาจถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้ โรคหนองในขึ้นตาอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กแรกเกิด ผู้ใหญ่ และกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศโดยไม่ป้องกัน การรับเชื้อเข้าสู่ดวงตามักเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือการปนเปื้อนผ่านมือที่ไม่สะอาดแล้วไปขยี้ตา

ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับหนองในขึ้นตาทั้งในแง่ของสาเหตุ อาการ การวินิจฉัย การรักษา การป้องกัน และผลกระทบระยะยาว รวมทั้งกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพื่อเพิ่มความรู้ให้กับประชาชนทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับภาวะอันตรายนี้


สาเหตุของ หนองในขึ้นตา: เชื้อหนองในสามารถแพร่สู่ดวงตาได้อย่างไร?

ภาวะหนองในขึ้นตาเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยทั่วไปเชื้อชนิดนี้จะก่อให้เกิดการอักเสบในอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ หรือทวารหนัก แต่ในบางกรณี เชื้ออาจแพร่กระจายไปยังดวงตาได้ผ่านเส้นทางต่าง ๆ เช่น

  • การสัมผัสโดยตรง: ใช้มือหรือวัตถุที่เปื้อนสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด แล้วนำมาขยี้ตา
  • การคลอด: ทารกอาจติดเชื้อจากมารดาที่เป็นหนองในขณะคลอด ซึ่งทำให้เกิดหนองในขึ้นตาในทารกแรกเกิด
  • การใช้ของร่วมกัน: เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนู หรือคอนแทคเลนส์ที่ปนเปื้อนเชื้อ

อาการของ หนองในขึ้นตา: เมื่อดวงตาเริ่มแสดงสัญญาณอันตราย

การติดเชื้อหนองในที่ดวงตามักแสดงอาการได้รวดเร็วและรุนแรง อาการทั่วไปของหนองในขึ้นตา ได้แก่:

  • ตาแดง โดยเฉพาะบริเวณตาขาวและเยื่อบุตา
  • ปวดตาอย่างรุนแรง
  • มีขี้ตาเป็นหนองสีเหลืองหรือเขียวจำนวนมาก
  • หนังตาบวม บางครั้งปิดตาไม่ได้
  • ตาไวต่อแสง (Photophobia)
  • ตามัวหรือสูญเสียการมองเห็นในบางกรณี

ควรสังเกตว่าหนองในขึ้นตาแตกต่างจากการติดเชื้อทางตาแบบทั่วไป เช่น เยื่อบุตาอักเสบจากไวรัส หรือภูมิแพ้ เพราะอาการของหนองในขึ้นตามักรุนแรง และสามารถลุกลามอย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่กี่วัน


การวินิจฉัยหนองในขึ้นตา: ขั้นตอนที่จำเป็นในการยืนยันโรค

แพทย์จะใช้หลายวิธีในการวินิจฉัยหนองในขึ้นตา เพื่อให้สามารถแยกแยะจากโรคอื่น ๆ และให้การรักษาอย่างถูกต้อง:

  • การซักประวัติ: โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน การมีคู่นอนหลายคน หรือการสัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อ
  • การตรวจร่างกาย: ตรวจดวงตาและสังเกตอาการร่วม
  • การเก็บตัวอย่างขี้ตาเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น:
    • Gram stain ตรวจหาแบคทีเรีย
    • Culture เพาะเชื้อเพื่อยืนยันชนิดของเชื้อ
    • NAAT (Nucleic Acid Amplification Test) ตรวจพันธุกรรมของเชื้อ ซึ่งมีความไวและแม่นยำสูง

การวินิจฉัยเร็วเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหนองในขึ้นตาสามารถทำลายเนื้อเยื่อและดวงตาอย่างรุนแรงในเวลาอันสั้น


การรักษาหนองในขึ้นตา: รับมืออย่างไรเมื่อเกิดการติดเชื้อที่ดวงตา

หนองในขึ้นตาสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากได้รับการดูแลอย่างรวดเร็วและถูกต้อง การรักษาประกอบด้วย:

1. ยาปฏิชีวนะ

เนื่องจากเชื้อ Neisseria gonorrhoeae เริ่มดื้อต่อยาหลายชนิด การเลือกใช้ยาจึงต้องพิจารณาตามแนวทางสากล เช่น WHO หรือ CDC

  • Ceftriaxone ฉีดเข้ากล้าม (IM) ขนาด 1 กรัม เป็นยาหลัก
  • ร่วมกับ Azithromycin รับประทาน 1 กรัม ครั้งเดียว เพื่อครอบคลุมเชื้อร่วม เช่น Chlamydia trachomatis

2. ยาหยอดตาปฏิชีวนะ

เช่น gentamicin, ciprofloxacin เพื่อควบคุมการติดเชื้อเฉพาะที่

3. การล้างตา

อาจต้องล้างตาบ่อย ๆ เพื่อขจัดหนอง ลดการแพร่กระจายเชื้อ

4. การดูแลและติดตามผล

แพทย์จะต้องติดตามอาการทุก 24-48 ชั่วโมงในช่วงแรก และอาจต้องรักษาผู้สัมผัสใกล้ชิดด้วย โดยเฉพาะคู่สมรสหรือพ่อแม่ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นทารก


หนองในขึ้นตาในเด็กแรกเกิด: ปัญหาสาธารณสุขที่ควรตระหนัก

เด็กทารกที่ติดเชื้อหนองในผ่านการคลอดจากแม่ที่มีหนองใน อาจพัฒนาเป็นภาวะหนองในขึ้นตาในช่วง 1-3 วันหลังคลอด เรียกภาวะนี้ว่า Ophthalmia Neonatorum

หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่:

  • เยื่อบุตาอักเสบอย่างรุนแรง
  • แผลที่กระจกตา
  • สูญเสียการมองเห็นถาวร

ในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย แพทย์จะหยอดตาทารกด้วยยาปฏิชีวนะทันทีหลังคลอด เพื่อลดความเสี่ยงของโรคนี้ ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญ


ความแตกต่างระหว่าง หนองในขึ้นตา กับโรคตาอื่น ๆ

หลายโรคตาสามารถแสดงอาการคล้ายกับหนองในขึ้นตา จึงจำเป็นต้องแยกแยะอย่างรอบคอบ:

โรคอาการคล้ายกันความแตกต่าง
เยื่อบุตาอักเสบจากไวรัสตาแดง มีน้ำตาไม่มีหนองจำนวนมาก ไม่ปวดรุนแรง
ภูมิแพ้ตาคันตา ตาบวมไม่มีขี้ตาเป็นหนอง
เชื้อราในตาตาแดง ปวดตามักเกี่ยวข้องกับการใส่คอนแทคเลนส์นาน
เริมตา (Herpes keratitis)ปวดตา มีแผลที่กระจกตามีประวัติเคยเป็นเริมมาก่อน

หนองในขึ้นตากับผลกระทบระยะยาว: อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

ภาวะหนองในขึ้นตาหากไม่รักษาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลระยะยาว เช่น:

  • กระจกตาเป็นแผลถาวร
  • สูญเสียการมองเห็นบางส่วนหรือทั้งหมด
  • ติดเชื้อในลูกตาลุกลามถึงสมอง
  • เสี่ยงตาบอด

นอกจากนี้ยังอาจมีผลทางจิตใจและสังคม เช่น การขาดความมั่นใจ หรือการรังเกียจจากผู้อื่นในกรณีที่ดวงตาเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์


การป้องกัน หนองในขึ้นตา : หลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้อย่างไร?

เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะหนองในขึ้นตา ควรปฏิบัติดังนี้:

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง
  • ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสดวงตา
  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า
  • ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ
  • สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ควรตรวจหาโรคหนองในก่อนคลอด

กรณีศึกษาจริง: หนองในขึ้นตาในผู้ชายวัย 28 ปี

นายสมชาย (นามสมมติ) อายุ 28 ปี เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลด้วยอาการตาแดงอย่างรุนแรงและมีหนองไหลจากดวงตาซ้าย แพทย์ตรวจพบว่าเขาเคยมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ และตรวจพบเชื้อ Neisseria gonorrhoeae จากตัวอย่างน้ำตา

เขาได้รับยาฉีด Ceftriaxone และยาหยอดตา Gentamicin อย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการล้างตาทุก 6 ชั่วโมง หลังจากการรักษา 1 สัปดาห์ อาการของเขาดีขึ้นอย่างชัดเจน และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ


สรุป: หนองในขึ้นตา – โรคที่ป้องกันได้แต่ไม่ควรมองข้าม

“หนองในขึ้นตา” เป็นโรคที่ฟังดูอาจไม่คุ้นหู แต่กลับเป็นภาวะที่อันตรายและสามารถทำลายการมองเห็นได้ในเวลาอันสั้น โดยเฉพาะหากเกิดในทารกหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ การรู้เท่าทัน อาการ การป้องกัน และการรักษาอย่างทันท่วงทีจะช่วยลดภาระจากโรคนี้ได้อย่างมาก

การใส่ใจสุขอนามัยทางเพศ และไม่ละเลยสัญญาณเตือนจากดวงตา คือกุญแจสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้หนองในลุกลามจน “ขึ้นตา” และก่อให้เกิดความเสียหายถาวรในชีวิต

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรง โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE ด้านล่างได้เลยค่ะ