Skip to content
Home » บทความ » โรคไมเกรน (Migraine): อันตรายอย่างไร?

โรคไมเกรน (Migraine): อันตรายอย่างไร?

โรคไมเกรน (Migraine) เป็นภาวะปวดศีรษะที่หลายคนอาจมองว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยหรือความเครียดชั่วคราว แต่ในความเป็นจริง โรคไมเกรน สามารถก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านการทำงาน การเรียน ความสัมพันธ์ส่วนตัว รวมไปถึงสุขภาพจิตใจของผู้ป่วยอย่างลึกซึ้ง ไมเกรนไม่ใช่แค่ “ปวดหัวธรรมดา” แต่เป็นความผิดปกติทางระบบประสาทที่มีความซับซ้อน ซึ่งสามารถกระตุ้นอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง หรือแม้กระทั่งอาการทางประสาทชั่วคราว เช่น การมองเห็นผิดปกติ พูดไม่ชัด หรือแขนขาอ่อนแรงในบางราย อันตรายของโรคไมเกรนไม่ได้อยู่เพียงแค่ในช่วงที่มีอาการเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ผลกระทบเรื้อรัง เช่น ไมเกรนเรื้อรัง (chronic migraine) ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยปวดศีรษะมากกว่า 15 วันต่อเดือน ส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะที่เรียกว่า “ไมเกรนที่มีออร่า” ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองตีบ (ischemic stroke) โดยเฉพาะในผู้หญิงที่สูบบุหรี่หรือรับประทานยาคุมกำเนิด

โรคไมเกรน

โรคไมเกรนคืออะไร?

ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะ คือ ปวดตุบๆ เป็นจังหวะ มักเกิดข้างเดียว และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน แพ้แสง (photophobia) และแพ้เสียง (phonophobia)


🔄 กลไกการเกิดโรคไมเกรน (Pathophysiology of Migraine)

โรคไมเกรนไม่ได้เกิดจากปัญหาทางกายเพียงผิวเผิน แต่เป็นความผิดปกติที่ซับซ้อนของระบบประสาทส่วนกลาง โดยเฉพาะสมองและระบบหลอดเลือด ซึ่งเชื่อว่ามีหลายกระบวนการที่ทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างเฉียบพลัน รุนแรง และมักเกิดซ้ำ โดยกลไกหลักๆ มีดังนี้:

1. การกระตุ้นของระบบประสาทไตรเจมินัล (Trigeminovascular System Activation)

ระบบประสาทไตรเจมินัลเป็นเครือข่ายประสาทที่เกี่ยวข้องกับการรับความรู้สึกจากใบหน้า หนังศีรษะ และเยื่อหุ้มสมอง เมื่อเกิดการกระตุ้นของระบบนี้ จะทำให้ปล่อยสารสื่อประสาทออกมา เช่น

  • สาร CGRP (Calcitonin Gene-Related Peptide): เป็นสารที่ทำให้หลอดเลือดสมองขยายตัว (vasodilation) และเกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง ทำให้รู้สึกปวดอย่างรุนแรง
  • Substance P และ Neurokinin A: ส่งเสริมการอักเสบและเพิ่มการส่งสัญญาณความเจ็บปวด

2. ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง

สารเคมีในสมอง เช่น เซโรโทนิน (Serotonin) มีบทบาทสำคัญในการควบคุมอารมณ์ ความเจ็บปวด และหลอดเลือด

  • ในช่วงก่อนและระหว่างไมเกรน ระดับเซโรโทนินจะลดลง ทำให้หลอดเลือดขยายตัว และส่งผลต่อการปล่อยสารก่ออักเสบ
  • ความไม่สมดุลของเซโรโทนินยังทำให้สมองไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น แสง เสียง หรือกลิ่น มากกว่าปกติ

3. การเปลี่ยนแปลงของการทำงานในเปลือกสมอง (Cortical Spreading Depression)

เฉพาะในไมเกรนที่มีออร่า (Migraine with aura) จะพบการทำงานผิดปกติของเซลล์สมอง (neurons) ที่เปลือกสมอง เกิดเป็นกระแสไฟฟ้าที่แพร่กระจายช้าๆ เรียกว่า Cortical Spreading Depression (CSD)

  • CSD ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับการไหลเวียนเลือดชั่วคราว
  • อาจทำให้เกิดอาการออร่า เช่น เห็นแสงแฟลช มองภาพผิดปกติ หรือชาบริเวณใบหน้า/แขน

4. ปัจจัยพันธุกรรม (Genetic Predisposition)

มีหลักฐานว่าไมเกรนสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการรุนแรงหรือเกิดบ่อย

  • ยีนบางตัวที่ควบคุมการทำงานของช่องไอออนในสมอง เช่น CACNA1A, ATP1A2 และ SCN1A มีความเกี่ยวข้องกับไมเกรนชนิดที่มีออร่า
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นไมเกรนจะมีโอกาสสูงกว่าคนทั่วไป

5. การเชื่อมโยงกับระบบอื่นๆ ของร่างกาย

  • ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic nervous system) อาจเกี่ยวข้องกับอาการที่พบร่วม เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือหน้าซีด
  • ระบบประสาทรับความเจ็บปวด (Pain processing pathway) ในผู้ป่วยไมเกรนจะไวต่อการกระตุ้นมากกว่าคนปกติ ทำให้แม้สิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย เช่น กลิ่น หรือแสงจ้า ก็สามารถกระตุ้นอาการได้

🔬 สรุปกลไก: “จากเซลล์ประสาท → สารเคมี → หลอดเลือด → ความเจ็บปวด”

  1. สิ่งกระตุ้น → กระตุ้นระบบไตรเจมินัล
  2. สมองปล่อยสารอักเสบ เช่น CGRP
  3. หลอดเลือดขยายตัว → เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  4. สัญญาณความเจ็บปวดส่งผ่านเข้าศูนย์ควบคุมในสมอง
  5. เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง + อาการร่วมอื่น

🔄 ประเภทของไมเกรน

  1. ไมเกรนแบบไม่มีออร่า (Migraine without aura) – พบมากที่สุด
  2. ไมเกรนแบบมีออร่า (Migraine with aura) – มีอาการเตือนก่อนปวด เช่น เห็นแสงแฟลช เห็นภาพเบี้ยว ชาแขนขา
  3. ไมเกรนเรื้อรัง (Chronic migraine) – ปวดศีรษะมากกว่า 15 วันต่อเดือน นานเกิน 3 เดือน
  4. ไมเกรนชนิดซับซ้อนอื่นๆ – เช่น ไมเกรนในวัยเด็ก, ไมเกรนร่วมกับอัมพาตบางส่วน

⚠️ อาการของโรคไมเกรน

ไมเกรนแบ่งอาการออกเป็น 4 ระยะ:

1. ระยะก่อนเกิด (Prodrome)

  • หงุดหงิด
  • อารมณ์แปรปรวน
  • เหนื่อยล้า
  • ปวดคอ
  • อยากอาหารเฉพาะบางอย่าง

2. ระยะออร่า (Aura) – พบเฉพาะบางราย

  • เห็นแสงกระพริบ รูปซิกแซก
  • ชาตามใบหน้าหรือแขน
  • พูดไม่ชัด

3. ระยะปวดศีรษะ

  • ปวดตุบๆ ข้างเดียวหรือสองข้าง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • แพ้แสง/เสียง
  • อาจกินเวลา 4–72 ชั่วโมง

4. ระยะหลังปวด (Postdrome)

  • เหนื่อยล้า
  • มึนศีรษะ
  • สมองตื้อ

🧠 ปัจจัยกระตุ้นไมเกรน

  • ความเครียดหรือความวิตกกังวล
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน (เช่น ช่วงก่อนมีประจำเดือน)
  • การนอนน้อย หรือนอนมากเกินไป
  • การเปลี่ยนแปลงของอากาศหรือความดันอากาศ
  • อาหารบางประเภท เช่น ช็อกโกแลต ชีส อาหารที่มีผงชูรส
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมากเกินไป
  • กลิ่นแรง แสงจ้า หรือเสียงดัง

🧪 การวินิจฉัยโรคไมเกรน

โดยทั่วไปแพทย์จะวินิจฉัยจาก:

  • ประวัติอาการปวดศีรษะอย่างละเอียด
  • ลักษณะของการปวด ความถี่ ความรุนแรง
  • การตอบสนองต่อยา
  • การตรวจร่างกายทั่วไป

กรณีสงสัยโรคร้ายแรงอื่น อาจต้องตรวจเพิ่มเติม:

  • CT scan / MRI
  • ตรวจน้ำไขสันหลัง

💊 การรักษาไมเกรน

1. การรักษาเมื่อปวด (Acute treatment)

  • ยาแก้ปวดทั่วไป: พาราเซตามอล, ไอบูโพรเฟน, นาโพรเซน
  • ยากลุ่ม Triptans: เช่น sumatriptan, rizatriptan – ลดการอักเสบในหลอดเลือดสมอง
  • ยาแก้คลื่นไส้: เช่น metoclopramide
  • ยาเฉพาะทางใหม่: เช่น gepants (ubrogepant), ditans

2. การป้องกัน (Preventive treatment) – สำหรับผู้ที่เป็นบ่อยหรืออาการรุนแรง

  • ยากลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (propranolol)
  • ยากันชัก (topiramate, valproate)
  • ยากล่อมประสาทบางชนิด (amitriptyline)
  • ยากลุ่ม CGRP monoclonal antibodies (เช่น erenumab)

🧘‍♀️ การป้องกันและดูแลตนเอง

  • จดบันทึกไดอารี่ไมเกรน เพื่อระบุสิ่งกระตุ้น
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และมีเวลานอนสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงความเครียด โดยการฝึกสมาธิ/โยคะ
  • หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นอาการ
  • ออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ

🧬 ไมเกรนกับพันธุกรรม

พบว่าไมเกรนมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม โดยเฉพาะหากสมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นไมเกรน โอกาสที่ลูกหลานจะเป็นมีสูงขึ้น โดยเฉพาะในเพศหญิง


👩‍⚕️ เมื่อไรควรพบแพทย์?

  • อาการปวดรุนแรงมาก
  • ปวดศีรษะบ่อยจนรบกวนชีวิตประจำวัน
  • อาการใหม่ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เช่น แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด
  • มีไข้ ร่วมกับปวดศีรษะ
  • อาการไม่ตอบสนองต่อยาทั่วไป

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรง โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE ด้านล่างได้เลยค่ะ