ในยุคปัจจุบันที่ความเจริญทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็ว สภาพสังคมและวิถีชีวิตของผู้คนก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานหน้าจอเป็นเวลานาน การขาดการเคลื่อนไหวทางร่างกาย อาหารจานด่วนที่มีไขมันและน้ำตาลสูง หรือแม้แต่ความเครียดจากชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคหนึ่งกลายมาเป็น “ภัยเงียบ” ที่แฝงอยู่ในตัวเราโดยไม่รู้ตัว และโรคนั้นคือ NCD หรือ Non-Communicable Diseases
โรค NCD คือโรคไม่ติดต่อที่มีลักษณะเรื้อรัง เกิดจากพฤติกรรมและวิถีชีวิตที่ไม่เหมาะสม ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่แพร่กระจายจากคนสู่คน แต่กลับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทยและประชากรโลกทุกปี ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่า NCD คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกมากกว่าร้อยละ 70 ของการเสียชีวิตทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ และไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้น
ความหมายของโรค NCD (Non-Communicable Diseases)
คำว่า โรค NCD หรือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หมายถึง กลุ่มโรคที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงหรือปัจจัยแวดล้อมบางประการ โดยไม่เกี่ยวข้องกับเชื้อโรค ไม่สามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง แต่สามารถส่งผลร้ายแรงถึงชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง
ลักษณะเด่นของโรค NCD คือ:
- มีพัฒนาการของโรคอย่างช้าๆ (Chronic progression)
- ต้องใช้ระยะเวลารักษายาวนาน
- มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
- ส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้

กลุ่มโรคที่จัดอยู่ใน NCD
1. โรคหัวใจและหลอดเลือด
รวมถึงโรคหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว หลอดเลือดสมองตีบหรือแตก (Stroke) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในผู้ใหญ่ทั่วโลก
2. โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)
โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ เพราะร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างเหมาะสมหรือผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ
3. โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)
ภาวะที่แรงดันเลือดในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติ เป็นตัวเร่งความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
4. โรคถุงลมโป่งพองเรื้อรัง (COPD)
เกิดจากการสูบบุหรี่หรือสัมผัสสารพิษทางอากาศเป็นเวลานาน
5. โรคมะเร็ง
มีหลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
6. โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease)
เกิดจากไตเสื่อมหน้าที่อย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรค NCD
โรค NCD ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจาก ปัจจัยเสี่ยงสะสม ที่สามารถควบคุมได้ ได้แก่:
1. พฤติกรรมการกิน
- อาหารรสจัด เค็มจัด หวานจัด
- อาหารแปรรูป ไขมันสูง ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ
2. การไม่ออกกำลังกาย
- ขาดการเคลื่อนไหวทางกายเป็นประจำ
3. การสูบบุหรี่
- ทำลายระบบทางเดินหายใจ หลอดเลือด และเสี่ยงต่อมะเร็งหลายชนิด
4. การดื่มแอลกอฮอล์
- เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับ ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง
5. ความเครียด
- ความเครียดสะสมเรื้อรังทำให้ฮอร์โมนผิดปกติ ส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลและความดัน
อาการของโรค NCD
โรค NCD มักไม่มีอาการในระยะแรก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้คนไม่รู้ตัวว่าป่วย จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ตัวอย่างอาการ:
- เหนื่อยง่าย หายใจไม่ทัน (โรคหัวใจ)
- ปัสสาวะบ่อย เหนื่อยล้า (เบาหวาน)
- ปวดศีรษะ มึนงง ตามัว (ความดันโลหิตสูง)
- น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ (มะเร็ง)
การวินิจฉัยโรค NCD
การวินิจฉัยขึ้นกับโรคแต่ละประเภท โดยทั่วไปจะใช้การตรวจดังนี้:
- ตรวจความดันโลหิต
- ตรวจน้ำตาลในเลือด (FBS, HbA1c)
- ตรวจไขมันในเลือด (LDL, HDL, Triglycerides)
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
- ตรวจการทำงานของไต (Creatinine, eGFR)
- ตรวจภาพรังสีหรืออัลตราซาวด์
- ตรวจชิ้นเนื้อ (สำหรับมะเร็ง)
แนวทางการรักษาโรค NCD
การรักษาโรค NCD ต้องอาศัยการดูแลต่อเนื่องและแบบบูรณาการ โดยเน้น 3 ส่วนหลัก:
1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
- รับประทานอาหารสุขภาพ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ลดเครียด
- เลิกบุหรี่ เลิกดื่ม
2. การใช้ยา
- ยาควบคุมระดับน้ำตาล
- ยาความดันโลหิต
- ยาลดไขมัน
- ยาต้านมะเร็ง
3. การติดตามและดูแลต่อเนื่อง
- พบแพทย์ตามนัด
- ตรวจค่าทางห้องปฏิบัติการสม่ำเสมอ
- เข้าร่วมคลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกเบาหวาน ความดัน
การป้องกันโรค NCD
การป้องกันโรค NCD ทำได้ง่ายกว่าการรักษา โดยเน้นแนวทาง 5 อ. ดังนี้:
- อาหาร – เลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงหวาน มัน เค็ม
- ออกกำลังกาย – อย่างน้อย 30 นาที/วัน สัปดาห์ละ 5 วัน
- อารมณ์ – จัดการความเครียด ฝึกสมาธิ พักผ่อนเพียงพอ
- อบายมุข – งดสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์
- อนามัย – ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ
หลัก 5 อ.
1. อาหาร – เลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงหวาน มัน เค็ม
อาหารคือรากฐานของสุขภาพ การบริโภคที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และมะเร็งบางชนิด
หลักการกินเพื่อป้องกันโรค NCD:
- กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม
- ลดการบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน
- ลดการบริโภคไขมันอิ่มตัว (เช่น น้ำมันหมู ของทอด)
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแปรรูป
- เน้นผักสด ผลไม้สดที่ไม่หวานจัด ควรรับประทานอย่างน้อยวันละ 400 กรัม (เท่ากับผักครึ่งจาน ผลไม้ครึ่งจาน)
ตัวอย่างอาหารที่ดีต่อสุขภาพ:
- ข้าวกล้อง ปลา ผักต้ม น้ำพริก
- ผลไม้หวานน้อย เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิลเขียว
- ถั่วไม่ใส่เกลือ เช่น ถั่วลิสงอบ ถั่วอัลมอนด์
2. ออกกำลังกาย – อย่างน้อย 30 นาที/วัน สัปดาห์ละ 5 วัน
การออกกำลังกายไม่เพียงช่วยลดน้ำหนัก แต่ยังช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานส่วนเกิน ลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ควบคุมความดันโลหิต และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน มะเร็งลำไส้ และโรคซึมเศร้าได้
คำแนะนำในการออกกำลังกาย:
- เลือกกิจกรรมที่ทำได้ง่าย เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน
- ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไปต่อครั้ง
- หากไม่สามารถออกกำลังกายติดต่อกันได้ อาจแบ่งเป็นครั้งละ 10 นาที วันละ 3 ครั้ง
- การออกกำลังกายแบบแอโรบิกควบคู่กับฝึกกล้ามเนื้อ (เช่น ยกน้ำหนัก โยคะ) จะเพิ่มประสิทธิภาพ
ตัวอย่างกิจกรรมที่เหมาะสม:
- เดินจากบ้านไปตลาดแทนการขับรถ
- ขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์
- เต้นแอโรบิกหรือเปิดคลิป YouTube ออกกำลังกายที่บ้าน
3. อารมณ์ – จัดการความเครียด ฝึกสมาธิ พักผ่อนเพียงพอ
ความเครียดเรื้อรังเป็นภัยเงียบที่ส่งผลต่อระบบประสาท ฮอร์โมน และภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้เกิดโรค NCD ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ความเครียดสะสมยังมีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมสุขภาพที่แย่ลง เช่น การกินจุบจิบ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี่
เทคนิคการจัดการอารมณ์:
- ฝึกสติสมาธิ เช่น นั่งสมาธิ หรือการหายใจเข้าออกช้าๆ
- พูดคุยกับคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท
- ใช้กิจกรรมผ่อนคลาย เช่น วาดภาพ ทำสวน อ่านหนังสือ
- หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นความเครียด เช่น ข่าวร้าย โซเชียลมีเดียที่ก่อให้เกิดอารมณ์ลบ
การนอนหลับก็สำคัญ:
- ควรนอนวันละ 6–8 ชั่วโมงอย่างมีคุณภาพ
- หลีกเลี่ยงการใช้หน้าจอก่อนนอน 1 ชั่วโมง
- สร้างบรรยากาศห้องนอนให้สงบ มืด และเย็น
4. อบายมุข – งดสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์
บุหรี่และแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุหลักของโรค NCD หลายชนิด ได้แก่ มะเร็ง ตับแข็ง ความดันสูง หัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง โดยไม่มี “ระดับที่ปลอดภัย” สำหรับการบริโภค
อันตรายของบุหรี่:
- เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งปอด ช่องปาก กล่องเสียง
- ทำให้หลอดเลือดตีบเร็วขึ้น นำไปสู่หัวใจวายหรืออัมพาต
- เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) และลดคอเลสเตอรอลดี (HDL)
อันตรายของแอลกอฮอล์:
- ทำลายตับ นำไปสู่โรคตับแข็ง
- เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และมะเร็งบางชนิด
- มีผลต่อสมองและพฤติกรรมเสี่ยง เช่น อุบัติเหตุ ความรุนแรง
การเลิกอบายมุข:
- ขอคำปรึกษาจากคลินิกอดบุหรี่ หรือสายด่วนเลิกเหล้า 1413
- มีบริการช่วยเลิกสูบบุหรี่ในสถานพยาบาล เช่น การใช้แผ่นแปะนิโคติน หรือยาลดอาการอยาก
5. อนามัย – ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ
การตรวจสุขภาพคือการเฝ้าระวังโรคอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะโรค NCD ที่มักไม่มีอาการในระยะแรก การตรวจสุขภาพจะช่วยให้สามารถตรวจพบภาวะเสี่ยงและป้องกันโรคได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม
การตรวจสุขภาพที่แนะนำ:
- ตรวจน้ำตาลในเลือด: เพื่อประเมินความเสี่ยงเบาหวาน
- ตรวจความดันโลหิต: เพื่อคัดกรองความดันสูง
- ตรวจไขมันในเลือด: คอเลสเตอรอลรวม, LDL, HDL, ไตรกลีเซอไรด์
- ตรวจการทำงานของไต (Creatinine, eGFR)
- ตรวจการทำงานของตับ (AST, ALT)
- ตรวจเต้านม ปากมดลูก ลำไส้ใหญ่ (ขึ้นกับเพศและอายุ)
คำแนะนำเพิ่มเติม:
- เริ่มตรวจสุขภาพประจำปีตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป
- ถ้ามีประวัติโรคในครอบครัว ควรเริ่มเร็วขึ้น
- หากพบความผิดปกติเล็กน้อย ควรติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์โรค NCD ในประเทศไทย
จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข:
- คนไทยเสียชีวิตจากโรค NCD มากกว่า 300,000 รายต่อปี
- โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงพบมากที่สุด
- โรคไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 10%
- กลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงที่สุด
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรค NCD
- “ไม่มีอาการ แปลว่าไม่เป็นโรค”
❌ ผิด – โรค NCD มักเริ่มจากไม่มีอาการ และแสดงออกเมื่อสายเกินไป - “คนผอมไม่เป็นเบาหวาน”
❌ ผิด – โรคเบาหวานไม่ได้เกิดจากอ้วนเพียงอย่างเดียว - “กินยาแล้วหาย ไม่ต้องกินต่อ”
❌ ผิด – โรค NCD ต้องกินยาอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำแพทย์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรค NCD
Q: โรค NCD หายขาดได้ไหม?
A: ส่วนใหญ่ไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมให้คุณภาพชีวิตดีและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้
Q: ถ้าไม่เคยป่วย แต่ในครอบครัวมีประวัติ จะมีโอกาสเป็นไหม?
A: มีโอกาสสูงขึ้น ควรระวังพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป
Q: ตรวจสุขภาพบ่อยแค่ไหนจึงเหมาะสม?
A: อย่างน้อยปีละครั้ง หรือมากกว่านั้นหากมีประวัติเสี่ยง
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรง โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE ด้านล่างได้เลยค่ะ
