Skip to content
Home » บทความ » ปัสสาวะแล้วคันหลังปัสสาวะ เกิดจากอะไร? เมื่อไหร่ควรตรวจหนองใน??

ปัสสาวะแล้วคันหลังปัสสาวะ เกิดจากอะไร? เมื่อไหร่ควรตรวจหนองใน??

อาการ “ปัสสาวะแล้วคันหลังปัสสาวะ” เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ชายทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มสังเกตว่าหลังจากปัสสาวะเสร็จแล้วเกิดความรู้สึกคัน ยุบยิบ ระคายเคือง หรือแสบเล็กน้อยบริเวณปลายอวัยวะเพศหรือภายในท่อปัสสาวะ แม้จะเป็นอาการที่ดูไม่รุนแรง แต่ในหลายกรณีอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของความผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือเป็นอาการแรกของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดที่หลายคนคาดไม่ถึง

สิ่งที่ทำให้ผู้ชายจำนวนมากกังวลคือ อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนอื่น บางคนไม่มีหนอง ไม่มีแผล ไม่มีไข้ และยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ จึงเกิดคำถามว่าอาการคันหลังปัสสาวะเป็นเรื่องธรรมดาหรือเป็นสัญญาณของโรคที่ควรได้รับการตรวจรักษา

📍อาการคันหลังปัสสาวะไม่ได้ถือเป็นโรค

ในทางการแพทย์ เป็นอาการที่เกิดจากการระคายเคืองหรือการอักเสบของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะบริเวณท่อปัสสาวะ ซึ่งเป็นทางผ่านของปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะออกสู่ภายนอกร่างกาย เมื่อมีการอักเสบหรือการกระตุ้นของปลายประสาทรับความรู้สึกภายในท่อปัสสาวะ ผู้ป่วยจะเกิดความรู้สึกคัน แสบ ระคายเคือง หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ภายในท่อปัสสาวะได้

📖 อาการนี้เกิดได้สาเหตุอะไรบ้าง?

1. ภาวะไม่รุนแรง เช่น การระคายเคืองจากสบู่หรือเจลอาบน้ำ

2. การติดเชื้อแบคทีเรีย

3. เชื้อรา

4. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

5. โรคของต่อมลูกหมาก


📖 กลไกการเกิดอาการ คันในท่อปัสสาวะ

เยื่อบุภายในท่อปัสสาวะมีความบอบบางและไวต่อการระคายเคือง ➡️ เมื่อปัสสาวะไหลผ่านบริเวณที่มีการอักเสบหรือมีความผิดปกติ ➡️ อาจทำให้เกิดอาการคันหรือแสบตามมาหลังปัสสาวะเสร็จ

💥อาการนี้จึงมักเกิดชัดเจนหลังการถ่ายปัสสาวะมากกว่าขณะปัสสาวะในบางราย💥


🔍ภาวะท่อปัสสาวะอักเสบ หรือ Urethritis

ซึ่งเป็นการอักเสบของเยื่อบุภายในท่อปัสสาวะ ภาวะนี้อาจเกิดจากเชื้อโรคหรือเกิดจากการระคายเคืองก็ได้ เมื่อเยื่อบุเกิดการอักเสบ ร่างกายจะตอบสนองด้วยการปล่อยสารก่อการอักเสบ เช่น Cytokines, Histamine, Prostaglandins และสารเคมีอื่น ๆ ที่กระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึก ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกคัน แสบ หรือระคายเคืองบริเวณท่อปัสสาวะ

อาการภาวะท่อปัสสาวะอักเสบ หรือ Urethritis

ในระยะเริ่มต้น ของท่อปัสสาวะอักเสบ ผู้ป่วยบางรายอาจมีเพียงอาการคันหลังปัสสาวะเท่านั้น

โดยยังไม่มีหนองหรือมูกออกจากปลายอวัยวะเพศ ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยและปล่อยทิ้งไว้จนโรคลุกลาม


🔍ปัจจัยเสี่ยงที่ให้เกิดอาการ คันในท่อปัสสาวะ

สำหรับผู้ชายที่มีประวัติเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์

อาการปัสสาวะแล้วคันหลังปัสสาวะ อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคหนองใน ได้เช่นกัน

1. โรคหนองในแท้

เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งสามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก เชื้อจะเข้าสู่เยื่อบุท่อปัสสาวะและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบอย่างรวดเร็ว ในระยะแรกของโรค ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มจากอาการคันหรือระคายเคืองเล็กน้อยภายในท่อปัสสาวะก่อนที่จะมีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น ปัสสาวะแสบ มีหนองสีเหลืองหรือเขียวไหลออกจากปลายอวัยวะเพศ และเจ็บขณะปัสสาวะ อาการคันหลังปัสสาวะจึงอาจเป็นสัญญาณแรกที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นหลังจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันภายในช่วง 2-7 วันที่ผ่านมา

2. โรคหนองในเทียม

ซึ่งเกิดจากเชื้อ Chlamydia trachomatis ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการคันในท่อปัสสาวะหลังปัสสาวะได้ ความแตกต่างที่สำคัญคือ หนองในเทียมมักมีอาการไม่ชัดเจน หลายคนไม่มีหนอง ไม่มีอาการแสบมาก และอาจมีเพียงความรู้สึกคัน ยุบยิบ หรือระคายเคืองบริเวณปลายอวัยวะเพศเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยจึงปล่อยให้โรคดำเนินต่อไปโดยไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว รวมถึงสามารถแพร่เชื้อไปยังคู่นอนได้โดยไม่รู้ตัว

3. การติดเชื้อ Mycoplasma genitalium

ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในวงการแพทย์ เนื่องจากเป็นสาเหตุของท่อปัสสาวะอักเสบในผู้ชายจำนวนมาก อาการมักคล้ายหนองในเทียม ได้แก่ คันในท่อปัสสาวะ ปัสสาวะแสบเล็กน้อย และระคายเคืองบริเวณปลายอวัยวะเพศ โดยผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีหนองอย่างชัดเจน

4. ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เกิดจากการระคายเคืองทางกายภาพ ตัวอย่างเช่น การช่วยตัวเองบ่อยเกินไป การมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรง การสอดใส่ที่ทำให้เกิดแรงเสียดสีมาก หรือการขี่จักรยานเป็นเวลานาน ล้วนสามารถทำให้เยื่อบุท่อปัสสาวะเกิดการบาดเจ็บเล็ก ๆ และนำไปสู่อาการคันหรือแสบหลังปัสสาวะได้

5. สารเคมีในชีวิตประจำวัน

เช่น สบู่ ครีมอาบน้ำ น้ำหอม เจลหล่อลื่น น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้นบางชนิด ซึ่งอาจก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองต่อเยื่อบุอวัยวะเพศและท่อปัสสาวะ เมื่อปัสสาวะสัมผัสบริเวณที่อักเสบอยู่แล้ว ผู้ป่วยจึงรู้สึกคันหรือแสบหลังปัสสาวะได้ชัดเจนขึ้น

6. เชื้อรา

ก็เป็นอีกสาเหตุที่พบได้ โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีภาวะเบาหวาน ผู้ที่มีหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศยาว หรือผู้ที่มีความอับชื้นสะสมบริเวณอวัยวะเพศเป็นเวลานาน เชื้อรา Candida สามารถทำให้เกิดการอักเสบของปลายอวัยวะเพศและรูเปิดของท่อปัสสาวะ ส่งผลให้มีอาการคันมาก แดง แสบ และบางครั้งมีคราบสีขาวร่วมด้วย

7. โรคของต่อมลูกหมาก

โดยเฉพาะต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง ภาวะนี้สามารถก่อให้เกิดความรู้สึกระคายเคืองในท่อปัสสาวะ ปวดหน่วงบริเวณอุ้งเชิงกราน ปัสสาวะบ่อย และรู้สึกไม่สบายบริเวณอวัยวะเพศได้ อาการมักเป็น ๆ หาย ๆ และอาจเรื้อรังเป็นเวลาหลายเดือน

สำหรับผู้ชายอายุมาก ต่อมลูกหมากโตอาจมีส่วนทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้เช่นกัน เมื่อปัสสาวะออกไม่หมดและมีปัสสาวะค้างในระบบทางเดินปัสสาวะ อาจเกิดการระคายเคืองและการอักเสบตามมา ทำให้รู้สึกคันหรือแสบหลังปัสสาวะได้

8. นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

โดยเฉพาะนิ่วที่อยู่ใกล้บริเวณท่อปัสสาวะหรือกระเพาะปัสสาวะ นิ่วสามารถเสียดสีกับเยื่อบุภายใน ทำให้เกิดการอักเสบและกระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึก ผู้ป่วยอาจรู้สึกคัน แสบ หรือปวดขณะปัสสาวะร่วมด้วย


⚠️สิ่งสำคัญที่ควรสังเกต⚠️

คืออาการร่วมอื่น ๆ หากมี อาการคันหลังปัสสาวะ ร่วมกับ ปัสสาวะแสบ หนองไหล มูกใส ปวดอัณฑะ เจ็บเวลาหลั่ง หรือมีประวัติเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ ควรได้รับการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเร็ว เนื่องจากอาการเหล่านี้เพิ่มความเป็นไปได้ของภาวะติดเชื้อในท่อปัสสาวะ

🔬 ปัจจุบันการตรวจวินิจฉัยมีความแม่นยำสูง โดยเฉพาะการตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธี NAAT (Nucleic Acid Amplification Test) ซึ่งสามารถตรวจหาเชื้อหนองในแท้ หนองในเทียม และเชื้อก่อโรคอื่น ๆ ได้จากตัวอย่างปัสสาวะหรือสารคัดหลั่ง ทำให้สามารถวินิจฉัยได้แม้ในผู้ที่ยังไม่มีอาการรุนแรง

📌หากมีอาการคันหลังปัสสาวะแต่ไม่มีหนอง จำเป็นต้องตรวจหรือไม่ ???

คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับประวัติและอาการร่วม

📌 หากมีความเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรืออาการเป็นต่อเนื่องหลายวันโดยไม่ดีขึ้น การตรวจหาเชื้อถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมและช่วยลดโอกาสพลาดการวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้น


💊การรักษา

จะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบ หากเกิดจากหนองในหรือหนองในเทียม จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะตามแนวทางการรักษามาตรฐาน หากเกิดจากเชื้อราอาจต้องใช้ยาต้านเชื้อรา ส่วนกรณีที่เกิดจากการระคายเคืองอาจเพียงหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นและดูแลสุขอนามัยอย่างเหมาะสม

****สิ่งที่ไม่ควรทำคือการซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองโดยไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากอาจทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อน เพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา และอาจไม่ได้รักษาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ

ในปัจจุบันพบว่าผู้ชายจำนวนมากค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาการคันหลังปัสสาวะ เพราะเป็นอาการที่สร้างความกังวลและส่งผลต่อคุณภาพชีวิต แม้อาการดังกล่าวจะไม่ได้หมายความว่าเป็นหนองในเสมอไป แต่ก็ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะหากมีความเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์หรือมีอาการต่อเนื่องเกิน 1-2 สัปดาห์


🫧สรุป🫧

อาการปัสสาวะแล้วคันหลังปัสสาวะสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การระคายเคืองทั่วไป การอักเสบของท่อปัสสาวะ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เชื้อรา ต่อมลูกหมากอักเสบ ไปจนถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างหนองในแท้และหนองในเทียม อาการคันเพียงอย่างเดียวอาจดูไม่รุนแรง แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคที่ต้องได้รับการรักษา

หากอาการไม่หายภายในไม่กี่วัน มีอาการแสบ ปวด หนอง มูก หรือมีประวัติเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง การวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาอย่างเหมาะสมจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน ลดการแพร่เชื้อ และทำให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เร็วขึ้น.

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ