Skip to content
Home » บทความ » มีก้อนที่ขาหนีบหลังมีเพศสัมพันธ์ คืออะไร?!!

มีก้อนที่ขาหนีบหลังมีเพศสัมพันธ์ คืออะไร?!!

การคลำพบ “ก้อนที่ขาหนีบ” หลังมีเพศสัมพันธ์ เป็นเรื่องที่สร้างความกังวลให้กับผู้ชายและผู้หญิงจำนวนมาก หลายคนสงสัยว่าก้อนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่ เป็นสัญญาณของการติดเชื้อร้ายแรงหรือเปล่า หรืออาจเป็นเพียงต่อมน้ำเหลืองที่โตขึ้นชั่วคราวจากการอักเสบของร่างกาย

ความจริงแล้ว ก้อนบริเวณขาหนีบสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภาวะไม่รุนแรง เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตจากการระคายเคือง ผิวหนังอักเสบ หรือขนคุด ไปจนถึงโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หนองในเทียม เริม ซิฟิลิส หรือหูดหงอนไก่ รวมถึงโรคอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์โดยตรง เช่น ไส้เลื่อน ถุงน้ำ ซีสต์ หรือเนื้องอก

สิ่งสำคัญคือ การสังเกตลักษณะของก้อนร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ปวด เจ็บ แดง ร้อน มีไข้ มีแผลที่อวัยวะเพศ มีหนองไหล หรือมีผื่นร่วมด้วย จะช่วยให้สามารถประเมินสาเหตุเบื้องต้นได้ดีขึ้น และนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง

บทความนี้จะพาไปรู้จักสาเหตุทั้งหมดที่อาจทำให้มีก้อนที่ขาหนีบหลังมีเพศสัมพันธ์ อาการที่ควรระวัง วิธีสังเกตความผิดปกติ และแนวทางการรักษาตามหลักการแพทย์


ขาหนีบมีโครงสร้างอะไรบ้างที่อาจคลำเป็นก้อนได้?

  • ต่อมน้ำเหลือง (Lymph Nodes)
  • หลอดเลือด
  • เส้นประสาท
  • กล้ามเนื้อและเอ็น
  • ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
  • ต่อมเหงื่อ
  • รูขุมขน
  • ถุงน้ำใต้ผิวหนัง
  • ผนังช่องท้องบริเวณที่เกิดไส้เลื่อน

ดังนั้นการพบก้อนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เสมอไป


👉ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด

หากพบก้อนหลังมีเพศสัมพันธ์ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ “ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต”

ต่อมน้ำเหลืองมีหน้าที่กรองเชื้อโรคและกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เมื่อเกิดการติดเชื้อหรือการอักเสบบริเวณอวัยวะเพศ ท่อปัสสาวะ ผิวหนัง หรือบริเวณใกล้เคียง ต่อมน้ำเหลืองจะทำงานมากขึ้นและมีขนาดโตขึ้น

ลักษณะของต่อมน้ำเหลืองโต ได้แก่

  • คลำได้เป็นก้อนกลม
  • เคลื่อนไหวได้เล็กน้อย
  • อาจเจ็บหรือไม่เจ็บ
  • พบได้ข้างเดียวหรือสองข้าง
  • ขนาดตั้งแต่ไม่กี่มิลลิเมตรจนถึงหลายเซนติเมตร

ในหลายกรณี ต่อมน้ำเหลืองจะยุบลงเองหลังสาเหตุของการอักเสบหายไป


👉โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ทำให้มีก้อนที่ขาหนีบ

ซิฟิลิส (Syphilis)

ซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum

ระยะเริ่มต้นมักมีลักษณะเด่นคือ

  • แผลริมแข็ง
  • แผลไม่เจ็บ
  • ขอบแผลชัดเจน
  • อาจพบที่อวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก

หลังจากเกิดแผลไม่นาน ผู้ป่วยมักมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต

ลักษณะเด่นคือ

  • โตหลายต่อม
  • คลำได้ชัด
  • ไม่ค่อยเจ็บ
  • พบใกล้ตำแหน่งแผล

ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวเพราะแผลหายเองได้ แม้เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย ข้อมูลเพิ่มเติม ➡️ ซิฟิลิส?


เริมเกิดจากเชื้อ Herpes Simplex Virus

อาการที่พบบ่อย

  • ตุ่มน้ำใส
  • แผลเจ็บ
  • แสบคัน
  • ปวดแผล

เมื่อร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อ ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบอาจโตและเจ็บได้

อาการร่วมที่พบได้

  • ปวดเมื่อย
  • มีไข้
  • อ่อนเพลีย
  • เจ็บบริเวณขาหนีบ

หนองในแท้เกิดจากเชื้อ Neisseria gonorrhoeae

อาการเด่น

  • หนองไหลจากท่อปัสสาวะ
  • ปัสสาวะแสบขัด
  • คันในท่อปัสสาวะ

ในบางรายที่มีการอักเสบรุนแรง อาจกระตุ้นให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโตได้ ข้อมูลเพิ่มเติม ➡️ หนองใน?


เกิดจากเชื้อ Chlamydia trachomatis

อาการอาจไม่ชัดเจน เช่น

  • ปัสสาวะแสบเล็กน้อย
  • มีมูกใส
  • คันในท่อปัสสาวะ

บางรายเกิดภาวะแทรกซ้อนและมีต่อมน้ำเหลืองโตตามมา


เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อ Chlamydia บางสายพันธุ์

อาการเด่นมากคือ

  • ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบโต
  • ปวดมาก
  • อาจเกิดฝี
  • มีหนอง

ถือเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว


เกิดจากเชื้อ Haemophilus ducreyi

ลักษณะสำคัญ

  • แผลเจ็บ
  • แผลขอบไม่เรียบ
  • มีหนอง

ผู้ป่วยจำนวนมากมีต่อมน้ำเหลืองโตและอาจกลายเป็นฝีที่ขาหนีบได้ ข้อมูลเพิ่มเติม ➡️ แผลริมอ่อน (Chancroid) คืออะไร? สังเกตอาการ วิธีแยกแยะจากโรคอื่นๆ


หูดหงอนไก่เกิดจากเชื้อ HPV

โดยทั่วไปหูดหงอนไก่ไม่ค่อยทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต

แต่ในกรณีที่

  • หูดมีการอักเสบ
  • มีแผลถลอก
  • มีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน

อาจกระตุ้นให้ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบโตได้เช่นกัน


HIV ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตได้หรือไม่?

ในระยะเฉียบพลันของการติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยบางรายอาจมี

  • ไข้
  • เจ็บคอ
  • ผื่น
  • ต่อมน้ำเหลืองโตหลายตำแหน่ง

รวมถึงบริเวณขาหนีบ

อย่างไรก็ตาม การมีก้อนที่ขาหนีบเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้วินิจฉัย HIV ได้ จำเป็นต้องตรวจเลือดเท่านั้น


มีก้อนที่ขาหนีบจากการติดเชื้อผิวหนังได้หรือไม่?

ได้ และพบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิด

ตัวอย่างเช่น

  • ขนคุด
  • รูขุมขนอักเสบ
  • ฝี
  • เซลลูไลติส
  • เชื้อราที่ขาหนีบ

ภาวะเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้ต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงโตขึ้นได้


เชื้อราที่ขาหนีบ ทำให้คลำก้อนได้หรือไม่?

เชื้อราบริเวณขาหนีบ (Tinea Cruris)

อาการที่พบ

  • คัน
  • ผื่นแดง
  • ลอกเป็นขุย

หากการอักเสบรุนแรงหรือมีการติดเชื้อแทรกซ้อน ต่อมน้ำเหลืองอาจโตได้เช่นกัน


ขนคุดและรูขุมขนอักเสบ สาเหตุที่มักถูกมองข้าม

หลายคนโกนขนบริเวณอวัยวะเพศหรือขาหนีบก่อนมีเพศสัมพันธ์

ผลที่อาจเกิดขึ้นคือ

  • ขนคุด
  • รูขุมขนอักเสบ
  • ตุ่มหนองเล็ก ๆ

การอักเสบเหล่านี้สามารถทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตได้


ฝีที่ขาหนีบ

ฝีเกิดจากการสะสมของหนองใต้ผิวหนัง

ลักษณะสำคัญ

  • ก้อนโตเร็ว
  • ปวดมาก
  • แดง
  • ร้อน

ผู้ป่วยมักคลำก้อนชัดเจนและเจ็บเมื่อกด


ซีสต์หรือถุงน้ำใต้ผิวหนัง

ซีสต์เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อย

ลักษณะ

  • ก้อนกลม
  • เคลื่อนไหวได้
  • โตช้า
  • มักไม่เจ็บ

หลายครั้งผู้ป่วยเพิ่งสังเกตเห็นหลังมีเพศสัมพันธ์ จึงเข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ


ไส้เลื่อนขาหนีบ (Inguinal Hernia)

ไส้เลื่อนเกิดจากลำไส้หรือเนื้อเยื่อภายในช่องท้องเคลื่อนตัวออกมา

ลักษณะเด่น

  • มีก้อนที่ขาหนีบ
  • ชัดเวลายืน
  • ชัดเวลาไอหรือเบ่ง
  • ยุบลงเมื่อเอนตัว

อาจสังเกตเห็นหลังมีเพศสัมพันธ์จากการออกแรงหรือเพิ่มแรงดันในช่องท้อง


ก้อนไขมัน (Lipoma)

Lipoma เป็นก้อนไขมันใต้ผิวหนัง

ลักษณะ

  • นิ่ม
  • เคลื่อนที่ได้
  • ไม่เจ็บ
  • โตช้า

ไม่เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์โดยตรง


มะเร็ง ทำให้มีก้อนที่ขาหนีบได้หรือไม่?

แม้จะพบไม่บ่อย แต่ก็เป็นสาเหตุที่ต้องคำนึงถึง

เช่น

  • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
  • มะเร็งผิวหนัง
  • มะเร็งอวัยวะเพศ
  • มะเร็งทวารหนัก

สัญญาณเตือน ได้แก่

  • ก้อนไม่ยุบ
  • โตขึ้นเรื่อย ๆ
  • แข็งมาก
  • น้ำหนักลด
  • เหงื่อออกกลางคืน

💥ลักษณะก้อนแบบไหน?? ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

มีโอกาสเกี่ยวข้องมากขึ้นหากพบว่า

  • มีเพศสัมพันธ์เสี่ยงก่อนเกิดอาการ
  • มีแผลที่อวัยวะเพศ
  • มีหนองไหล
  • ปัสสาวะแสบ
  • มีผื่น
  • มีไข้
  • ต่อมน้ำเหลืองโตพร้อมอาการติดเชื้อ

⚠️ลักษณะก้อนแบบไหน? ที่ควรรีบพบแพทย์!!!

ควรรีบตรวจหากพบว่า

  • ก้อนโตเร็ว
  • เจ็บมาก
  • แดงร้อน
  • มีไข้สูง
  • มีหนอง
  • ก้อนแข็งผิดปกติ
  • ไม่ยุบเกิน 2–4 สัปดาห์
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

แพทย์จะตรวจอะไรบ้าง?

การประเมินจะประกอบด้วย

การซักประวัติ

  • ระยะเวลาที่เป็น
  • ประวัติเพศสัมพันธ์
  • การใช้ถุงยาง
  • อาการร่วม

การตรวจร่างกาย

  • ขนาดก้อน
  • ตำแหน่ง
  • ความแข็ง
  • การเคลื่อนไหว

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • ตรวจหนองใน
  • ตรวจหนองในเทียม
  • ตรวจซิฟิลิส
  • ตรวจ HIV
  • ตรวจปัสสาวะ

การตรวจเพิ่มเติม

  • อัลตราซาวด์
  • ตัดชิ้นเนื้อ
  • เจาะตรวจต่อมน้ำเหลือง

ในกรณีจำเป็น


วิธีดูแลตนเองเบื้องต้น

หากเพิ่งคลำพบก้อน ควร

  • สังเกตขนาดก้อน
  • หลีกเลี่ยงการบีบ
  • รักษาความสะอาด
  • งดเพศสัมพันธ์หากสงสัยติดเชื้อ
  • ดื่มน้ำเพียงพอ
  • พบแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • บีบก้อนเอง
  • เจาะก้อนเอง
  • ซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง
  • ใช้ยาสเตียรอยด์โดยไม่มีคำแนะนำ
  • ละเลยก้อนที่โตต่อเนื่อง

💊💊สามารถหายเองได้หรือไม่?

คำตอบ : ขึ้นอยู่กับสาเหตุ

หากเกิดจาก

  • การอักเสบเล็กน้อย
  • ขนคุด
  • การระคายเคืองผิวหนัง

อาจหายเองได้

แต่หากเกิดจาก

  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ฝี
  • ไส้เลื่อน
  • มะเร็ง

จำเป็นต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง


🔎วิธีป้องกันการเกิดก้อนที่ขาหนีบ จากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

แนวทางป้องกันที่สำคัญ ได้แก่

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
  • ลดจำนวนคู่นอน
  • ตรวจ STI เป็นประจำ
  • รักษาความสะอาดอวัยวะเพศ
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์เมื่อมีแผลผิดปกติ
  • รับวัคซีน HPV ตามคำแนะนำ

✨คำถามที่พบบ่อย (FAQ)✨

1.มีก้อนที่ขาหนีบหลังมีเพศสัมพันธ์ 1–2 วัน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เลยหรือไม่?

ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะอาจเป็นต่อมน้ำเหลืองโตจากการอักเสบทั่วไป ขนคุด รูขุมขนอักเสบ หรือสาเหตุอื่นได้

2.ก้อนที่ขาหนีบไม่เจ็บ อันตรายหรือไม่?

ก้อนที่ไม่เจ็บอาจเป็นต่อมน้ำเหลือง ซีสต์ ก้อนไขมัน หรือโรคอื่น ๆ ได้ หากไม่ยุบภายในไม่กี่สัปดาห์ควรตรวจเพิ่มเติม

3.มีก้อนที่ขาหนีบร่วมกับแผลที่อวัยวะเพศ ควรสงสัยอะไร?

ควรนึกถึงซิฟิลิส เริม แผลริมอ่อน และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ

4.ต่อมน้ำเหลืองโตนานแค่ไหนถึงควรพบแพทย์?

หากโตเกิน 2–4 สัปดาห์ ไม่ยุบ หรือมีขนาดเพิ่มขึ้น ควรเข้ารับการตรวจ

5.ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จำเป็นหรือไม่?

หากมีประวัติเสี่ยงหรือมีอาการร่วม เช่น แผล หนองไหล ปัสสาวะแสบ หรือมีคู่นอนที่ติดเชื้อ ควรเข้ารับการตรวจ


🧼สรุป

มีก้อนที่ขาหนีบหลังมีเพศสัมพันธ์ เป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ ต่อมน้ำเหลืองโตจากการอักเสบหรือการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศและผิวหนังใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด เช่น ซิฟิลิส เริม หนองใน หนองในเทียม ฝีมะม่วง และแผลริมอ่อน ก็สามารถทำให้เกิดก้อนบริเวณขาหนีบได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ เช่น ขนคุด รูขุมขนอักเสบ ฝี ซีสต์ ก้อนไขมัน และไส้เลื่อนขาหนีบ ดังนั้นการประเมินจากก้อนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกสาเหตุได้อย่างแม่นยำ จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับอาการอื่น ประวัติเสี่ยง และการตรวจทางการแพทย์

หากก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้น เจ็บมาก แดงร้อน มีไข้ มีหนอง หรือไม่ยุบภายใน 2–4 สัปดาห์ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาอย่างเหมาะสมโดยเร็วที่สุด

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ