การคลำพบ “ก้อนที่ขาหนีบ” หลังมีเพศสัมพันธ์ เป็นเรื่องที่สร้างความกังวลให้กับผู้ชายและผู้หญิงจำนวนมาก หลายคนสงสัยว่าก้อนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่ เป็นสัญญาณของการติดเชื้อร้ายแรงหรือเปล่า หรืออาจเป็นเพียงต่อมน้ำเหลืองที่โตขึ้นชั่วคราวจากการอักเสบของร่างกาย
ความจริงแล้ว ก้อนบริเวณขาหนีบสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภาวะไม่รุนแรง เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตจากการระคายเคือง ผิวหนังอักเสบ หรือขนคุด ไปจนถึงโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หนองในเทียม เริม ซิฟิลิส หรือหูดหงอนไก่ รวมถึงโรคอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์โดยตรง เช่น ไส้เลื่อน ถุงน้ำ ซีสต์ หรือเนื้องอก
สิ่งสำคัญคือ การสังเกตลักษณะของก้อนร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ปวด เจ็บ แดง ร้อน มีไข้ มีแผลที่อวัยวะเพศ มีหนองไหล หรือมีผื่นร่วมด้วย จะช่วยให้สามารถประเมินสาเหตุเบื้องต้นได้ดีขึ้น และนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง
บทความนี้จะพาไปรู้จักสาเหตุทั้งหมดที่อาจทำให้มีก้อนที่ขาหนีบหลังมีเพศสัมพันธ์ อาการที่ควรระวัง วิธีสังเกตความผิดปกติ และแนวทางการรักษาตามหลักการแพทย์
ขาหนีบมีโครงสร้างอะไรบ้างที่อาจคลำเป็นก้อนได้?
- ต่อมน้ำเหลือง (Lymph Nodes)
- หลอดเลือด
- เส้นประสาท
- กล้ามเนื้อและเอ็น
- ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
- ต่อมเหงื่อ
- รูขุมขน
- ถุงน้ำใต้ผิวหนัง
- ผนังช่องท้องบริเวณที่เกิดไส้เลื่อน
ดังนั้นการพบก้อนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เสมอไป

👉ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด
หากพบก้อนหลังมีเพศสัมพันธ์ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ “ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต”
ต่อมน้ำเหลืองมีหน้าที่กรองเชื้อโรคและกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เมื่อเกิดการติดเชื้อหรือการอักเสบบริเวณอวัยวะเพศ ท่อปัสสาวะ ผิวหนัง หรือบริเวณใกล้เคียง ต่อมน้ำเหลืองจะทำงานมากขึ้นและมีขนาดโตขึ้น
ลักษณะของต่อมน้ำเหลืองโต ได้แก่
- คลำได้เป็นก้อนกลม
- เคลื่อนไหวได้เล็กน้อย
- อาจเจ็บหรือไม่เจ็บ
- พบได้ข้างเดียวหรือสองข้าง
- ขนาดตั้งแต่ไม่กี่มิลลิเมตรจนถึงหลายเซนติเมตร
ในหลายกรณี ต่อมน้ำเหลืองจะยุบลงเองหลังสาเหตุของการอักเสบหายไป

👉โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ทำให้มีก้อนที่ขาหนีบ
ซิฟิลิส (Syphilis)
ซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum
ระยะเริ่มต้นมักมีลักษณะเด่นคือ
- แผลริมแข็ง
- แผลไม่เจ็บ
- ขอบแผลชัดเจน
- อาจพบที่อวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก
หลังจากเกิดแผลไม่นาน ผู้ป่วยมักมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต
ลักษณะเด่นคือ
- โตหลายต่อม
- คลำได้ชัด
- ไม่ค่อยเจ็บ
- พบใกล้ตำแหน่งแผล
ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวเพราะแผลหายเองได้ แม้เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย ข้อมูลเพิ่มเติม ➡️ ซิฟิลิส?
เริมอวัยวะเพศ (Genital Herpes)
เริมเกิดจากเชื้อ Herpes Simplex Virus
อาการที่พบบ่อย
- ตุ่มน้ำใส
- แผลเจ็บ
- แสบคัน
- ปวดแผล
เมื่อร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อ ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบอาจโตและเจ็บได้
อาการร่วมที่พบได้
- ปวดเมื่อย
- มีไข้
- อ่อนเพลีย
- เจ็บบริเวณขาหนีบ
หนองในแท้ (Gonorrhea)
หนองในแท้เกิดจากเชื้อ Neisseria gonorrhoeae
อาการเด่น
- หนองไหลจากท่อปัสสาวะ
- ปัสสาวะแสบขัด
- คันในท่อปัสสาวะ
ในบางรายที่มีการอักเสบรุนแรง อาจกระตุ้นให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโตได้ ข้อมูลเพิ่มเติม ➡️ หนองใน?
หนองในเทียม (Chlamydia)
เกิดจากเชื้อ Chlamydia trachomatis
อาการอาจไม่ชัดเจน เช่น
- ปัสสาวะแสบเล็กน้อย
- มีมูกใส
- คันในท่อปัสสาวะ
บางรายเกิดภาวะแทรกซ้อนและมีต่อมน้ำเหลืองโตตามมา
ฝีมะม่วง (Lymphogranuloma Venereum)
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อ Chlamydia บางสายพันธุ์
อาการเด่นมากคือ
- ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบโต
- ปวดมาก
- อาจเกิดฝี
- มีหนอง
ถือเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว
แผลริมอ่อน (Chancroid)
เกิดจากเชื้อ Haemophilus ducreyi
ลักษณะสำคัญ
- แผลเจ็บ
- แผลขอบไม่เรียบ
- มีหนอง
ผู้ป่วยจำนวนมากมีต่อมน้ำเหลืองโตและอาจกลายเป็นฝีที่ขาหนีบได้ ข้อมูลเพิ่มเติม ➡️ แผลริมอ่อน (Chancroid) คืออะไร? สังเกตอาการ วิธีแยกแยะจากโรคอื่นๆ
หูดหงอนไก่ ทำให้มีก้อนที่ขาหนีบได้หรือไม่?
หูดหงอนไก่เกิดจากเชื้อ HPV
โดยทั่วไปหูดหงอนไก่ไม่ค่อยทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต
แต่ในกรณีที่
- หูดมีการอักเสบ
- มีแผลถลอก
- มีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
อาจกระตุ้นให้ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบโตได้เช่นกัน
HIV ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตได้หรือไม่?
ในระยะเฉียบพลันของการติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยบางรายอาจมี
- ไข้
- เจ็บคอ
- ผื่น
- ต่อมน้ำเหลืองโตหลายตำแหน่ง
รวมถึงบริเวณขาหนีบ
อย่างไรก็ตาม การมีก้อนที่ขาหนีบเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้วินิจฉัย HIV ได้ จำเป็นต้องตรวจเลือดเท่านั้น
มีก้อนที่ขาหนีบจากการติดเชื้อผิวหนังได้หรือไม่?
ได้ และพบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิด
ตัวอย่างเช่น
- ขนคุด
- รูขุมขนอักเสบ
- ฝี
- เซลลูไลติส
- เชื้อราที่ขาหนีบ
ภาวะเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้ต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงโตขึ้นได้
เชื้อราที่ขาหนีบ ทำให้คลำก้อนได้หรือไม่?
เชื้อราบริเวณขาหนีบ (Tinea Cruris)
อาการที่พบ
- คัน
- ผื่นแดง
- ลอกเป็นขุย
หากการอักเสบรุนแรงหรือมีการติดเชื้อแทรกซ้อน ต่อมน้ำเหลืองอาจโตได้เช่นกัน
ขนคุดและรูขุมขนอักเสบ สาเหตุที่มักถูกมองข้าม
หลายคนโกนขนบริเวณอวัยวะเพศหรือขาหนีบก่อนมีเพศสัมพันธ์
ผลที่อาจเกิดขึ้นคือ
- ขนคุด
- รูขุมขนอักเสบ
- ตุ่มหนองเล็ก ๆ
การอักเสบเหล่านี้สามารถทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตได้
ฝีที่ขาหนีบ
ฝีเกิดจากการสะสมของหนองใต้ผิวหนัง
ลักษณะสำคัญ
- ก้อนโตเร็ว
- ปวดมาก
- แดง
- ร้อน
ผู้ป่วยมักคลำก้อนชัดเจนและเจ็บเมื่อกด
ซีสต์หรือถุงน้ำใต้ผิวหนัง
ซีสต์เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อย
ลักษณะ
- ก้อนกลม
- เคลื่อนไหวได้
- โตช้า
- มักไม่เจ็บ
หลายครั้งผู้ป่วยเพิ่งสังเกตเห็นหลังมีเพศสัมพันธ์ จึงเข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ
ไส้เลื่อนขาหนีบ (Inguinal Hernia)
ไส้เลื่อนเกิดจากลำไส้หรือเนื้อเยื่อภายในช่องท้องเคลื่อนตัวออกมา
ลักษณะเด่น
- มีก้อนที่ขาหนีบ
- ชัดเวลายืน
- ชัดเวลาไอหรือเบ่ง
- ยุบลงเมื่อเอนตัว
อาจสังเกตเห็นหลังมีเพศสัมพันธ์จากการออกแรงหรือเพิ่มแรงดันในช่องท้อง
ก้อนไขมัน (Lipoma)
Lipoma เป็นก้อนไขมันใต้ผิวหนัง
ลักษณะ
- นิ่ม
- เคลื่อนที่ได้
- ไม่เจ็บ
- โตช้า
ไม่เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์โดยตรง
มะเร็ง ทำให้มีก้อนที่ขาหนีบได้หรือไม่?
แม้จะพบไม่บ่อย แต่ก็เป็นสาเหตุที่ต้องคำนึงถึง
เช่น
- มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
- มะเร็งผิวหนัง
- มะเร็งอวัยวะเพศ
- มะเร็งทวารหนัก
สัญญาณเตือน ได้แก่
- ก้อนไม่ยุบ
- โตขึ้นเรื่อย ๆ
- แข็งมาก
- น้ำหนักลด
- เหงื่อออกกลางคืน
💥ลักษณะก้อนแบบไหน?? ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
มีโอกาสเกี่ยวข้องมากขึ้นหากพบว่า
- มีเพศสัมพันธ์เสี่ยงก่อนเกิดอาการ
- มีแผลที่อวัยวะเพศ
- มีหนองไหล
- ปัสสาวะแสบ
- มีผื่น
- มีไข้
- ต่อมน้ำเหลืองโตพร้อมอาการติดเชื้อ
⚠️ลักษณะก้อนแบบไหน? ที่ควรรีบพบแพทย์!!!
ควรรีบตรวจหากพบว่า
- ก้อนโตเร็ว
- เจ็บมาก
- แดงร้อน
- มีไข้สูง
- มีหนอง
- ก้อนแข็งผิดปกติ
- ไม่ยุบเกิน 2–4 สัปดาห์
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
แพทย์จะตรวจอะไรบ้าง?
การประเมินจะประกอบด้วย
การซักประวัติ
- ระยะเวลาที่เป็น
- ประวัติเพศสัมพันธ์
- การใช้ถุงยาง
- อาการร่วม
การตรวจร่างกาย
- ขนาดก้อน
- ตำแหน่ง
- ความแข็ง
- การเคลื่อนไหว
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- ตรวจหนองใน
- ตรวจหนองในเทียม
- ตรวจซิฟิลิส
- ตรวจ HIV
- ตรวจปัสสาวะ
การตรวจเพิ่มเติม
- อัลตราซาวด์
- ตัดชิ้นเนื้อ
- เจาะตรวจต่อมน้ำเหลือง
ในกรณีจำเป็น
วิธีดูแลตนเองเบื้องต้น
หากเพิ่งคลำพบก้อน ควร
- สังเกตขนาดก้อน
- หลีกเลี่ยงการบีบ
- รักษาความสะอาด
- งดเพศสัมพันธ์หากสงสัยติดเชื้อ
- ดื่มน้ำเพียงพอ
- พบแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- บีบก้อนเอง
- เจาะก้อนเอง
- ซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง
- ใช้ยาสเตียรอยด์โดยไม่มีคำแนะนำ
- ละเลยก้อนที่โตต่อเนื่อง
💊💊สามารถหายเองได้หรือไม่?
คำตอบ : ขึ้นอยู่กับสาเหตุ
หากเกิดจาก
- การอักเสบเล็กน้อย
- ขนคุด
- การระคายเคืองผิวหนัง
อาจหายเองได้
แต่หากเกิดจาก
- โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- ฝี
- ไส้เลื่อน
- มะเร็ง
จำเป็นต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง
🔎วิธีป้องกันการเกิดก้อนที่ขาหนีบ จากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
แนวทางป้องกันที่สำคัญ ได้แก่
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
- ลดจำนวนคู่นอน
- ตรวจ STI เป็นประจำ
- รักษาความสะอาดอวัยวะเพศ
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์เมื่อมีแผลผิดปกติ
- รับวัคซีน HPV ตามคำแนะนำ
✨คำถามที่พบบ่อย (FAQ)✨
1.มีก้อนที่ขาหนีบหลังมีเพศสัมพันธ์ 1–2 วัน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เลยหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะอาจเป็นต่อมน้ำเหลืองโตจากการอักเสบทั่วไป ขนคุด รูขุมขนอักเสบ หรือสาเหตุอื่นได้
2.ก้อนที่ขาหนีบไม่เจ็บ อันตรายหรือไม่?
ก้อนที่ไม่เจ็บอาจเป็นต่อมน้ำเหลือง ซีสต์ ก้อนไขมัน หรือโรคอื่น ๆ ได้ หากไม่ยุบภายในไม่กี่สัปดาห์ควรตรวจเพิ่มเติม
3.มีก้อนที่ขาหนีบร่วมกับแผลที่อวัยวะเพศ ควรสงสัยอะไร?
ควรนึกถึงซิฟิลิส เริม แผลริมอ่อน และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
4.ต่อมน้ำเหลืองโตนานแค่ไหนถึงควรพบแพทย์?
หากโตเกิน 2–4 สัปดาห์ ไม่ยุบ หรือมีขนาดเพิ่มขึ้น ควรเข้ารับการตรวจ
5.ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จำเป็นหรือไม่?
หากมีประวัติเสี่ยงหรือมีอาการร่วม เช่น แผล หนองไหล ปัสสาวะแสบ หรือมีคู่นอนที่ติดเชื้อ ควรเข้ารับการตรวจ
🧼สรุป
มีก้อนที่ขาหนีบหลังมีเพศสัมพันธ์ เป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ ต่อมน้ำเหลืองโตจากการอักเสบหรือการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศและผิวหนังใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด เช่น ซิฟิลิส เริม หนองใน หนองในเทียม ฝีมะม่วง และแผลริมอ่อน ก็สามารถทำให้เกิดก้อนบริเวณขาหนีบได้เช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ เช่น ขนคุด รูขุมขนอักเสบ ฝี ซีสต์ ก้อนไขมัน และไส้เลื่อนขาหนีบ ดังนั้นการประเมินจากก้อนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกสาเหตุได้อย่างแม่นยำ จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับอาการอื่น ประวัติเสี่ยง และการตรวจทางการแพทย์
หากก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้น เจ็บมาก แดงร้อน มีไข้ มีหนอง หรือไม่ยุบภายใน 2–4 สัปดาห์ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาอย่างเหมาะสมโดยเร็วที่สุด
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ