Skip to content
Home » บทความ » โรคความดันโลหิตสูง: สาเหตุ อาการ และการดูแลรักษา

โรคความดันโลหิตสูง: สาเหตุ อาการ และการดูแลรักษา

บทนำ: โรคความดันโลหิตสูงภัยเงียบที่ใกล้ตัว

โรคความดันโลหิตสูง เป็นภาวะสุขภาพที่หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญอยู่ เนื่องจากโรคนี้มักไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก หากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและควบคุมอย่างเหมาะสม โรคความดันโลหิตสูง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย และอาการเสื่อมของหลอดเลือดทั่วร่างกาย คำว่า “ภัยเงียบ” ไม่ใช่คำที่เกินจริง เพราะผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูงจำนวนมากใช้ชีวิตประจำวันตามปกติโดยไม่รู้ว่าความดันในเลือดสูงเกินมาตรฐาน ปัจจุบันโรคความดันโลหิตสูงกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญระดับโลก ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีแนวโน้มของจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง ความเครียด และการขาดการออกกำลังกาย


สาเหตุของ โรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูงสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ:

1. ความดันโลหิตสูงปฐมภูมิ (Primary Hypertension)

ความดันโลหิตสูงชนิดนี้พบได้มากถึง 90–95% ของผู้ป่วยทั้งหมด สาเหตุแน่ชัดไม่สามารถระบุได้ แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น:

  • พันธุกรรม: มีแนวโน้มเกิดในครอบครัวที่มีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  • อายุ: ความดันจะมีแนวโน้มสูงขึ้นตามวัย
  • การรับประทานอาหารเค็ม: โซเดียมสูงส่งผลต่อความดันโดยตรง
  • น้ำหนักเกินและโรคอ้วน: ไขมันสะสมส่งผลให้หัวใจทำงานหนัก
  • ขาดการออกกำลังกาย: ส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานไม่เต็มที่
  • ความเครียดสะสม: กระตุ้นฮอร์โมนที่เพิ่มความดัน

2. ความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ (Secondary Hypertension)

พบประมาณ 5–10% ของผู้ป่วย โดยมีสาเหตุจากโรคหรือภาวะอื่น เช่น:

  • โรคไตเรื้อรัง
  • ภาวะต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ
  • โรคของหลอดเลือดแดงใหญ่
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาคุมกำเนิด ยาแก้หวัด

อาการของ โรคความดันโลหิตสูง

ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการใด ๆ ในระยะแรก จึงทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าเป็น จนกว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น อย่างไรก็ตาม ในบางรายอาจแสดงอาการบางอย่าง เช่น:

  • ปวดศีรษะ โดยเฉพาะช่วงเช้า
  • เวียนศีรษะหรือรู้สึกคล้ายจะเป็นลม
  • มองเห็นภาพซ้อนหรือมัว
  • ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
  • หายใจหอบเหนื่อยง่าย
  • เลือดกำเดาไหลบ่อย

หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับความดันตัวบนเกิน 140 มม.ปรอท หรือความดันตัวล่างเกิน 90 มม.ปรอท ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที


การวินิจฉัย โรคความดันโลหิตสูง

การวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอเป็นวิธีสำคัญในการวินิจฉัยโรค โดยทั่วไปใช้เครื่องวัดความดัน (Sphygmomanometer) ซึ่งวัดได้เป็นตัวเลข 2 ค่า:

  • ความดันตัวบน (Systolic): ค่าความดันเมื่อลำเลียงเลือดจากหัวใจออกไปตามหลอดเลือด
  • ความดันตัวล่าง (Diastolic): ค่าความดันขณะหัวใจพัก

เกณฑ์การวินิจฉัยตามระดับความดัน
(ตามแนวทาง WHO และ JNC 8):

ระดับความดันค่าความดันตัวบน (mmHg)ค่าความดันตัวล่าง (mmHg)
ปกติ<120<80
ระดับเสี่ยง120–13980–89
ความดันสูงระยะ 1140–15990–99
ความดันสูงระยะ 2≥160≥100
โรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูง

การวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงควรอ้างอิงจากการวัดอย่างน้อย 2 ครั้งในแต่ละครั้ง และควรทำในวันแยกกันเพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ

วิธีการรักษา โรคความดันโลหิตสูง

การรักษาโรคความดันโลหิตสูงมีเป้าหมายเพื่อควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อนในหัวใจ สมอง ไต และหลอดเลือด การรักษาจึงควรครอบคลุมทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการใช้ยา โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 แนวทางหลักคือ

1. การปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต

แนวทางการรักษาเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงในระดับเริ่มต้น โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเกณฑ์ “เสี่ยงสูง” หรือ “ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1” ซึ่งสามารถควบคุมได้โดยไม่ต้องใช้ยา หากปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง (รายละเอียดในหัวข้อถัดไป)

2. การใช้ยา

เมื่อการปรับพฤติกรรมไม่เพียงพอ หรือผู้ป่วยมีความดันสูงระดับ 2 ขึ้นไป หรือมีภาวะเสี่ยงร่วม เช่น โรคเบาหวาน ไตวาย หรือโรคหัวใจ แพทย์จะพิจารณาให้ใช้ยาเพื่อควบคุมระดับความดัน

3. การติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

การวัดความดันที่บ้านอย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องสำคัญ เช่นเดียวกับการพบแพทย์เป็นประจำเพื่อตรวจเลือด ตรวจการทำงานของไต และประเมินผลของการรักษา


การปรับพฤติกรรมเมื่อมี โรคความดันโลหิตสูง

การปรับพฤติกรรมเป็นหัวใจหลักในการควบคุมโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในระยะแรก และยังคงเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กับการรักษาด้วยยา แม้ในรายที่ใช้ยาอยู่แล้วก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ได้แก่:

1. ลดการบริโภคโซเดียม (เกลือ)

ควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่ากับเกลือประมาณ 1 ช้อนชา) หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง และขนมขบเคี้ยว

2. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

การลดน้ำหนักเพียง 5–10% ของน้ำหนักตัว สามารถช่วยลดความดันได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือไขมันหน้าท้องสะสม

3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

กิจกรรมแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 5 วัน จะช่วยลดความดันได้ 4–9 mmHg

4. รับประทานอาหารแบบ DASH Diet

DASH (Dietary Approaches to Stop Hypertension) เป็นรูปแบบอาหารที่เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนจากพืช ไขมันดี และลดการบริโภคอาหารไขมันสูง

5. ลดการดื่มแอลกอฮอล์และเลิกบุหรี่

การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปทำให้ความดันสูงขึ้น และการสูบบุหรี่จะทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว

6. จัดการความเครียด

ความเครียดเรื้อรังมีผลต่อระดับความดันโลหิต ควรฝึกสมาธิ การหายใจลึก ๆ หรือกิจกรรมผ่อนคลายอื่น ๆ อย่างโยคะ หรือการฟังเพลง


การใช้ยาใน โรคความดันโลหิตสูง

การใช้ยาเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญในผู้ที่โรคความดันโลหิตสูงไม่สามารถควบคุมได้ด้วยการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว ยาที่แพทย์เลือกใช้ขึ้นอยู่กับระดับความดัน อาการร่วม และโรคร่วมอื่นของผู้ป่วย โดยมียาหลักอยู่ 5 กลุ่ม ดังนี้

1. ยาขับปัสสาวะ (Diuretics)

ช่วยลดปริมาณเกลือและน้ำในร่างกาย ทำให้ปริมาณเลือดที่หัวใจต้องสูบฉีดลดลง เช่น ยา Hydrochlorothiazide, Furosemide

2. ยากลุ่ม ACE inhibitors

ยากลุ่มนี้ยับยั้งเอนไซม์ที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ส่งผลให้หลอดเลือดคลายตัว เช่น Enalapril, Lisinopril เหมาะกับผู้ป่วยที่มีโรคไตร่วมด้วย

3. ยากลุ่ม ARBs (Angiotensin II Receptor Blockers)

คล้าย ACE inhibitors แต่เหมาะกับผู้ที่แพ้ ACE inhibitors เช่น Losartan, Valsartan

4. ยากลุ่ม Calcium Channel Blockers (CCBs)

ยับยั้งแคลเซียมเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดคลายตัว เช่น Amlodipine, Nifedipine

5. ยากลุ่ม Beta-blockers

ลดการเต้นของหัวใจและแรงบีบของกล้ามเนื้อหัวใจ เช่น Atenolol, Metoprolol เหมาะสำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การใช้ยาร่วมกัน

ในบางกรณีที่ความดันไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยาเพียงชนิดเดียว แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาร่วมกันหลายชนิด เพื่อเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน และลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาเพียงตัวเดียวในปริมาณสูง

การติดตามผลและปรับยาตามแพทย์สั่ง โรคความดันโลหิตสูง

ควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และไม่หยุดยาเองโดยเด็ดขาด แม้จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้น การหยุดยาหรือใช้ยาผิดเวลาสามารถทำให้ความดันพุ่งสูงฉับพลันและเกิดอันตรายได้

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรง โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE ด้านล่างได้เลยค่ะ