Skip to content
Home » บทความ » งูสวัด และเริมต่างกันอย่างไร? เข้าใจให้ชัด

งูสวัด และเริมต่างกันอย่างไร? เข้าใจให้ชัด

โรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสหรือผื่นแดง มักทำให้หลายคนสับสน โดยเฉพาะระหว่าง “งูสวัด” และ “เริม” ซึ่งแม้จะมีลักษณะภายนอกคล้ายกันในบางช่วง แต่ความจริงแล้วเป็นคนละโรค มีสาเหตุ กลไกการเกิด และแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

งูสวัส เป็นคำที่คนไทยนิยมใช้เรียกโรคงูสวัด ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับอีสุกอีใส โดย งูสวัส มักเกิดในผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน และไวรัสกลับมาแสดงอาการอีกครั้งเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความแตกต่างระหว่างงูสวัดและเริมอย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การติดต่อ วิธีรักษา และแนวทางป้องกัน เพื่อให้สามารถแยกแยะและดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง

งูสวัส หรือโรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella-zoster ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส เมื่อหายจากอีสุกอีใสแล้ว เชื้อจะยังคงหลบซ่อนอยู่ในระบบประสาท

เมื่อภูมิคุ้มกันลดลง เช่น

  • พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ความเครียด
  • อายุเพิ่มขึ้น
  • โรคประจำตัว

เชื้อจะกลับมาแสดงอาการอีกครั้งในรูปแบบงูสวัด

โรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัส Herpes simplex virus (HSV) โดยแบ่งเป็น

โรคนี้สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสโดยตรง

แม้จะมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างที่สำคัญ

  • งูสวัส เกิดจาก Varicella-zoster
  • เริมเกิดจาก Herpes simplex
  • งูสวัส: ขึ้นเป็นแนวตามเส้นประสาท
  • เริม: เป็นกลุ่มตุ่มเล็ก ๆ
  • งูสวัส: มักเกิดด้านเดียวของร่างกาย
  • เริม: พบที่ปากหรืออวัยวะเพศ
  • งูสวัส: ปวดมาก แสบร้อน
  • เริม: แสบ คันเล็กน้อย
  • ปวดแสบปวดร้อนก่อนมีผื่น
  • มีตุ่มน้ำใสเรียงตามแนวเส้นประสาท
  • ผื่นขึ้นด้านเดียวของร่างกาย
  • อาจมีไข้ อ่อนเพลีย
  • ตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม
  • แตกเป็นแผล
  • แสบ คัน
  • เป็นซ้ำได้บ่อย

งูสวัส ไม่ได้ติดต่อโดยตรงแบบเริม แต่สามารถแพร่เชื้อให้คนที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส ทำให้เกิดอีสุกอีใสได้

  • หากผื่นขึ้นเป็นแนวยาวด้านเดียว → นึกถึงงูสวัด
  • หากเป็นตุ่มเล็ก ๆ เป็นกลุ่ม → นึกถึงเริม

แพทย์จะวินิจฉัยจาก

  • ลักษณะผื่น
  • ประวัติผู้ป่วย
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

การรักษา งูสวัด ได้แก่

  • ยาต้านไวรัส
  • ยาแก้ปวด
  • ดูแลแผลให้สะอาด
  • ปวดปลายประสาทเรื้อรัง
  • ติดเชื้อซ้ำ
  • แพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
  • ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง
  • หลีกเลี่ยงความเครียด
  • ใช้ถุงยางอนามัย (สำหรับเริม)
  • ฉีดวัคซีนงูสวัด

อาจรุนแรงหากไม่รักษา

ไม่หายขาด แต่ควบคุมได้

งูสวัด และเริมเป็นโรคที่มีลักษณะคล้ายกัน แต่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในด้านสาเหตุ อาการ และการรักษา การเข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้สามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง

หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว