กระเพาะอาหารอักเสบ gastritis เป็นภาวะที่หลายคนอาจเคยประสบโดยไม่รู้ตัว เป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และมักจะมีอาการเริ่มต้นที่ดูเหมือนไม่ร้ายแรง เช่น ปวดท้อง แน่นท้อง หรือรู้สึกแสบท้อง แต่หากละเลยการดูแลหรือปล่อยไว้โดยไม่รักษาอย่างถูกต้อง ภาวะกระเพาะอาหารอักเสบอาจพัฒนาไปสู่ปัญหาที่ซับซ้อนและอันตรายมากขึ้น เช่น แผลในกระเพาะอาหาร หรือแม้กระทั่งมะเร็งกระเพาะอาหาร
กระเพาะอาหารอักเสบ gastritis เกิดขึ้นเมื่อเยื่อบุของกระเพาะอาหารมีการอักเสบจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การกินอาหารรสจัด การใช้ยาบางชนิดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs หรือแม้แต่ภาวะเครียดเรื้อรัง ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ ยังมีการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Helicobacter pylori ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
การเข้าใจลักษณะ อาการ และวิธีจัดการกับภาวะกระเพาะอาหารอักเสบจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรรู้ ไม่เพียงเพื่อการรักษาเมื่อมีอาการ แต่ยังรวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีกด้วย บทความนี้จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับโรคกระเพาะอาหารอักเสบอย่างละเอียด ครอบคลุมตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีวินิจฉัย การรักษา การป้องกัน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล

สาเหตุของ กระเพาะอาหารอักเสบ
กระเพาะอาหารอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ซึ่งบางปัจจัยอาจเกิดขึ้นจากพฤติกรรมประจำวัน ขณะที่บางปัจจัยอาจเป็นผลมาจากโรคหรือการติดเชื้อ โดยสามารถจำแนกสาเหตุหลัก ๆ ได้ดังนี้:
1. การใช้ยาเป็นเวลานาน
ยากลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), แอสไพริน (Aspirin) หรือนาโปรเซน (Naproxen) เป็นยาที่มีฤทธิ์ระงับอาการปวดและอักเสบ แต่มีผลข้างเคียงคือการทำลายเยื่อบุของกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจนำไปสู่การอักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาต่อเนื่องโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
2. การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori
Helicobacter pylori เป็นเชื้อแบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในระยะยาว เชื้อชนิดนี้แพร่กระจายได้ง่ายผ่านอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อน และหากปล่อยไว้อาจนำไปสู่แผลในกระเพาะอาหารหรือมะเร็งกระเพาะอาหารได้
3. การดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่
พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากหรือการสูบบุหรี่เป็นประจำสามารถทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารได้โดยตรง แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อ และการสูบบุหรี่จะลดประสิทธิภาพในการฟื้นฟูของเยื่อบุภายในกระเพาะอาหาร
4. ความเครียดเรื้อรัง
แม้ว่าเครียดจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของการอักเสบ แต่ภาวะเครียดเรื้อรังมีผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมนในร่างกาย ส่งผลให้การหลั่งกรดในกระเพาะเพิ่มขึ้น เยื่อบุที่ได้รับความเสียหายจะยิ่งเสี่ยงต่อการอักเสบมากขึ้น
5. อาหารและพฤติกรรมการกิน
การกินอาหารไม่เป็นเวลา รับประทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หรือมันมากเกินไป ล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอย่างมากเกินจำเป็น ส่งผลให้เยื่อบุอักเสบหรือระคายเคืองได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การกินเร็ว เคี้ยวไม่ละเอียด และนอนหลังกินใหม่ ๆ ก็เป็นพฤติกรรมเสี่ยง
6. โรคประจำตัวบางชนิด
ผู้ป่วยที่มีโรคระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ เช่น โรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune gastritis) หรือผู้ป่วยเบาหวาน โรคตับเรื้อรัง และไตวาย อาจเสี่ยงต่อการเกิดกระเพาะอาหารอักเสบจากกลไกที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันหรือยา
การรู้จักสาเหตุที่แท้จริงของกระเพาะอาหารอักเสบจะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้ตรงจุด และป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำหรือรุนแรงขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อาการของ กระเพาะอาหารอักเสบ
อาการของกระเพาะอาหารอักเสบสามารถแสดงออกในหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการอักเสบและสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการ โดยสามารถจำแนกได้ดังนี้:
1. อาการปวดหรือแสบท้อง
เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ลิ้นปี่ อาการอาจเป็นแบบแสบ ร้อนจี๊ด หรือแน่นท้อง มักเกิดขึ้นขณะท้องว่างหรือหลังรับประทานอาหารบางประเภท เช่น อาหารรสเผ็ดหรือมัน
2. ท้องอืด แน่นท้อง และเรอบ่อย
ผู้ป่วยอาจรู้สึกแน่นบริเวณท้องส่วนบน ร่วมกับการมีลมในท้องมาก จนต้องเรอบ่อยขึ้น อาการเหล่านี้เกิดจากการที่เยื่อบุในกระเพาะอักเสบและส่งผลต่อการบีบตัวของกระเพาะอาหาร
3. คลื่นไส้และอาเจียน
ภาวะอักเสบในกระเพาะอาจกระตุ้นให้รู้สึกคลื่นไส้ และในบางรายอาจถึงขั้นอาเจียน หากมีอาการอาเจียนร่วมกับเลือดหรือน้ำดี ควรรีบพบแพทย์ทันที
4. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
ผู้ที่เป็นกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังอาจมีอาการเบื่ออาหารและรู้สึกอิ่มเร็วเมื่อกินอาหาร ทำให้รับประทานได้น้อยลง น้ำหนักลดลงอย่างไม่ตั้งใจ
5. อุจจาระสีดำหรือมีเลือดปน
หากเยื่อบุในกระเพาะอาหารเกิดแผลจนมีเลือดออก อาจทำให้อุจจาระมีสีดำคล้ำคล้ายยางมะตอย หรือมีเลือดปน ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วเพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
การสังเกตอาการเบื้องต้นของกระเพาะอาหารอักเสบและรับการตรวจวินิจฉัยที่เหมาะสมจะช่วยให้สามารถดูแลรักษาได้ทันท่วงทีและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
การวินิจฉัย กระเพาะอาหารอักเสบ
การวินิจฉัยโรคกระเพาะอาหารอักเสบมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยและความรุนแรงของโรค แพทย์จะเริ่มจากการสอบถามประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และเลือกใช้เครื่องมือหรือเทคนิคทางการแพทย์ต่อไปนี้:
1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย
แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น ระยะเวลาที่เป็น ยาที่ใช้อยู่ประจำ อาหารที่รับประทาน และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่ จากนั้นทำการตรวจหน้าท้องเพื่อดูว่ามีอาการกดเจ็บบริเวณใดหรือไม่
2. การตรวจหาเชื้อ Helicobacter pylori
แพทย์อาจเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งจากต่อไปนี้เพื่อยืนยันการติดเชื้อ:
- การทดสอบลมหายใจ (Urea breath test)
- การตรวจอุจจาระเพื่อหาแอนติเจนของเชื้อ
- การตรวจเลือดเพื่อหาแอนติบอดี
- การส่องกล้องและเก็บชิ้นเนื้อเพื่อตรวจเชื้อ (ในรายที่จำเป็น)
3. การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น (Gastroscopy)
เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการวินิจฉัยกระเพาะอาหารอักเสบ โดยแพทย์จะใช้กล้องขนาดเล็กสอดเข้าไปทางปากเพื่อตรวจดูเยื่อบุของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น สามารถเห็นความผิดปกติ เช่น รอยแดง แผล หรือจุดเลือดออกได้อย่างชัดเจน
4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ
ในบางรายอาจมีการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดเรื้อรัง หรือการตรวจระดับฮีโมโกลบินและฮีมาโตคริต รวมถึงตรวจอุจจาระเพื่อดูว่ามีเลือดปนหรือไม่
การวินิจฉัยที่ถูกต้องจะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด และช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคกระเพาะอาหารอักเสบได้ในระยะยาว
การป้องกัน กระเพาะอาหารอักเสบ
การป้องกันกระเพาะอาหารอักเสบเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การรักษา โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีอาการมาก่อน หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่ต้องใช้ยา NSAIDs เป็นประจำ ผู้ที่มีพฤติกรรมการกินไม่สม่ำเสมอ หรือผู้ที่มีความเครียดสูง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันสามารถช่วยลดโอกาสการเกิดหรือกลับมาเป็นซ้ำของกระเพาะอาหารอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางการป้องกันมีดังนี้:
1. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา
การรับประทานอาหารให้ตรงเวลาเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันกระเพาะอาหารอักเสบที่สำคัญที่สุด เนื่องจากกระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเพื่อรออาหารในเวลาที่เคยชิน หากไม่รับประทานอาหารตามเวลา กรดที่หลั่งออกมาโดยไม่มีอาหารเข้าไปเจือจางจะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เกิดการอักเสบหรือระคายเคือง
- หลีกเลี่ยงการงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง
- รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ โดยเฉพาะอาหารเช้า
- หากรู้สึกหิวระหว่างมื้อ ควรเลือกของว่างที่ย่อยง่าย เช่น กล้วยต้ม หรือแครกเกอร์จืด
2. หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้น กระเพาะอาหารอักเสบ
อาหารบางประเภทมีคุณสมบัติกระตุ้นให้กระเพาะหลั่งกรดมากเกินไป หรือทำให้เยื่อบุระคายเคืองได้ง่าย เช่น
- อาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
- อาหารมันเยิ้ม หรือทอดในน้ำมันปริมาณมาก
- เครื่องดื่มคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชาเขียว น้ำอัดลม
- อาหารหมักดอง เช่น ปลาร้า ผักดอง
- ช็อกโกแลต และอาหารที่มีกรดสูง เช่น มะเขือเทศ
หากต้องการป้องกันกระเพาะอาหารอักเสบ ควรเลือกอาหารที่อ่อนโยนต่อกระเพาะ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ผักต้ม ไข่ต้ม และเนื้อสัตว์ที่ไม่มัน
3. งดหรือจำกัดการใช้ยา NSAIDs
การใช้ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน และแอสไพริน อย่างต่อเนื่องเป็นสาเหตุสำคัญของกระเพาะอาหารอักเสบ การป้องกันควรทำโดย
- ใช้ยาเหล่านี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และควรรับประทานหลังอาหาร
- หากต้องใช้ยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางเลือกอื่น
- แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาป้องกันการหลั่งกรดร่วมด้วย เช่น ยากลุ่ม PPI (Proton Pump Inhibitor)
4. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่
แอลกอฮอล์สามารถกัดกร่อนเยื่อบุของกระเพาะอาหาร และบุหรี่จะลดความสามารถในการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อในกระเพาะอาหารได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ลดการบริโภคแอลกอฮอล์ หรือหลีกเลี่ยงหากมีประวัติกระเพาะอาหารอักเสบ
- หยุดสูบบุหรี่ เพื่อช่วยให้เยื่อบุกระเพาะอาหารซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น
5. จัดการความเครียดอย่างเหมาะสม
ความเครียดเรื้อรังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กระเพาะหลั่งกรดมากกว่าปกติ และยังรบกวนระบบย่อยอาหารโดยรวม การป้องกันควรเน้นไปที่การจัดการความเครียดด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น
- ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น เดินเร็ว โยคะ หรือว่ายน้ำ
- ฝึกหายใจลึกและสมาธิเพื่อลดความตึงเครียด
- นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6–8 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรือเคร่งเครียดเกินไปในชีวิตประจำวัน
6. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีญาติที่เคยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือต้องใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง ควรได้รับการตรวจสุขภาพเพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคกระเพาะอาหารอักเสบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ
- การตรวจหาเชื้อ Helicobacter pylori
- การส่องกล้องทางเดินอาหาร (Gastroscopy) หากมีอาการเรื้อรัง
- ตรวจเลือดหรืออุจจาระหากมีอาการผิดปกติ เช่น ซีด เหนื่อยง่าย หรือถ่ายดำ
7. ดูแลโรคประจำตัวอย่างต่อเนื่อง
โรคบางชนิด เช่น เบาหวาน ไตวาย หรือโรคแพ้ภูมิตนเอง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระเพาะอาหารอักเสบ ดังนั้น ควรควบคุมโรคเหล่านี้ให้ดี
- รับประทานยาและพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจซ้ำเติมภาวะโรค เช่น กินอาหารเค็มจัดในผู้ป่วยไต
- แจ้งแพทย์หากมียาที่ใช้ประจำอาจกระทบต่อกระเพาะอาหาร
8. ปรับพฤติกรรมการกิน
วิธีรับประทานอาหารก็มีผลต่อสุขภาพของกระเพาะอาหารเช่นกัน
- เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน
- หลีกเลี่ยงการนอนทันทีหลังอาหาร ควรรออย่างน้อย 2–3 ชั่วโมง
- ไม่กินเร็วเกินไป และไม่กินจนอิ่มเกินไป
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรง โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE ด้านล่างได้เลยค่ะ