โรคไต เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่สำคัญและกำลังกลายเป็นภัยเงียบที่คนไทยจำนวนมากมองข้าม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว โรคไตส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และยังเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เรื้อรังและต้องการการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะโรคไตเรื้อรังที่อาจดำเนินอย่างช้า ๆ แต่กลับก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

สาเหตุของ โรคไต ที่ควรรู้
โรคไตเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สาเหตุที่เกิดจากโรคอื่น ๆ ที่มีอยู่เดิม และสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน โรคประจำตัวที่มีส่วนอย่างมากในการพัฒนาไปสู่โรคไตเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง โรคเหล่านี้หากควบคุมไม่ได้จะทำให้หลอดเลือดเล็ก ๆ ในไตเสียหาย ส่งผลให้การกรองของเสียลดลง
นอกจากนี้ พฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น การบริโภคอาหารรสจัด โดยเฉพาะเค็ม การดื่มน้ำน้อย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้ยาโดยไม่จำเป็น (เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาสมุนไพรที่ไม่มีการควบคุมคุณภาพ) ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น และเมื่อไตทำงานหนักต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานก็จะนำไปสู่โรคไตเรื้อรังได้
ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไตก็มีโอกาสเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะบางชนิดของโรคไต เช่น โรคไตจากพังผืด (Polycystic Kidney Disease) เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวเป็น ควรเข้ารับการตรวจไตเป็นประจำเพื่อตรวจสอบการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ
อาการเริ่มต้นของ โรคไต
อาการของโรคไตในระยะแรกมักไม่ชัดเจน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทันระวังหรือไม่ได้เข้ารับการตรวจสุขภาพ ส่งผลให้เมื่อทราบว่าเป็นโรคไต ก็มักอยู่ในระยะที่ไตเสื่อมไปแล้วมากกว่า 50% อาการที่พบบ่อยในระยะแรก เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน หรือมีฟองในปัสสาวะเนื่องจากมีโปรตีนรั่ว
เมื่อเข้าสู่ระยะที่รุนแรงขึ้น ผู้ป่วยโรคไตอาจมีอาการบวม โดยเฉพาะบริเวณเท้าและใบหน้า ความดันโลหิตสูงขึ้นผิดปกติ คลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำบาก หรือมีภาวะซีดจากภาวะเลือดจาง นอกจากนี้ อาจมีอาการคันตามผิวหนัง หรือเกิดกลิ่นแอมโมเนียในลมหายใจ ซึ่งเป็นสัญญาณของการสะสมของเสียในร่างกาย
จึงควรให้ความสำคัญกับอาการเล็กน้อยที่เกิดขึ้นเป็นประจำ และเข้ารับการตรวจการทำงานของไตเป็นระยะ เพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรคไตได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
วิธีการวินิจฉัย โรคไตอย่างถูกต้อง
การวินิจฉัยโรคไตสามารถทำได้หลายวิธี โดยเน้นที่การประเมินการทำงานของไตว่ากำลังอยู่ในระดับใด และมีภาวะแทรกซ้อนหรือไม่ การตรวจพื้นฐานที่แพทย์ใช้ ได้แก่
- การตรวจเลือดเพื่อวัดค่า Creatinine ซึ่งเป็นของเสียที่ไตต้องขับออก หากค่าดังกล่าวสูงแสดงว่าไตทำงานได้น้อยลง
- การประเมินค่า GFR (Glomerular Filtration Rate) ซึ่งเป็นค่าที่คำนวณจากค่า Creatinine เพื่อประเมินประสิทธิภาพของไต โดยค่าต่ำกว่า 60 มล./นาที แสดงว่าเข้าสู่ภาวะไตเสื่อม
- การตรวจปัสสาวะ เพื่อตรวจหาระดับโปรตีน (Albumin) และเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งสามารถบ่งชี้ถึงความเสียหายของไตได้
นอกจากนี้ แพทย์อาจสั่งตรวจภาพถ่ายทางรังสี เช่น อัลตราซาวด์ไต หรือ MRI เพื่อดูโครงสร้างของไต รวมถึงตรวจหาสาเหตุที่ชัดเจน เช่น นิ่วหรือความผิดปกติของหลอดเลือดในไต การวินิจฉัยที่แม่นยำจะช่วยให้วางแผนการรักษาโรคไตได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น
การรักษาโรคไตในปัจจุบัน
การรักษาโรคไตจะแตกต่างกันไปตามระยะของโรคและความรุนแรง โดยแบ่งเป็น 3 แนวทางหลัก ได้แก่
- การใช้ยาและการควบคุมโรคประจำตัว: สำหรับผู้ที่ยังอยู่ในระยะต้น การควบคุมโรคเบาหวานและความดันให้ดีถือเป็นสิ่งสำคัญ พร้อมทั้งการใช้ยาเพื่อลดโปรตีนในปัสสาวะ และลดความดันในเส้นเลือดฝอยของไต
- การฟอกไต (Dialysis): เมื่อไตไม่สามารถทำหน้าที่ได้เพียงพอแล้ว ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการฟอกไต ซึ่งมี 2 ประเภทคือ ฟอกเลือดด้วยเครื่อง (Hemodialysis) และล้างไตทางหน้าท้อง (Peritoneal Dialysis)
- การปลูกถ่ายไต (Kidney Transplant): เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย โดยต้องมีไตจากผู้บริจาคที่เข้ากันได้
เป้าหมายของการรักษาคือการชะลอความเสื่อมของไต ลดภาวะแทรกซ้อน และยืดชีวิตผู้ป่วยให้นานที่สุด
โรคไตกับการเปลี่ยนพฤติกรรม
การรักษาโรคไตจะไม่สมบูรณ์หากผู้ป่วยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพราะไตเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร การดื่มน้ำ การใช้ยา หรือการออกกำลังกาย
ผู้ป่วยโรคไตควรลดการบริโภคเกลือ โซเดียม และโปรตีนให้อยู่ในระดับพอดี หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง และอาหารหมักดอง ควรรับประทานผักผลไม้สดและเน้นอาหารที่มีโพแทสเซียมต่ำในระยะท้ายของโรค การดื่มน้ำควรพอดีกับสภาพร่างกาย และหลีกเลี่ยงการใช้ยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
นอกจากนี้ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การเลิกบุหรี่ และการควบคุมน้ำหนัก ล้วนส่งผลให้การทำงานของไตดีขึ้น และลดความเสี่ยงของโรคร่วมที่อาจกระทบกับไต
การป้องกันโรคไตที่ได้ผลจริง
การป้องกันโรคไตสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ โดยไม่ต้องรอให้เกิดโรคก่อน สิ่งแรกที่ทุกคนสามารถทำได้คือ ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต ควรตรวจปัสสาวะและเลือดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
การดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการกินเค็ม และลดการใช้ยาโดยไม่จำเป็น เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่สามารถลดความเสี่ยงโรคไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริมที่ไม่ได้รับรองจาก อย. เพราะอาจมีสารพิษสะสมที่ไตต้องกรอง
หากเริ่มต้นดูแลไตตั้งแต่วันนี้ โอกาสที่จะมีชีวิตที่ปลอดภัยจากโรคไตก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
โรคไตกับโรคประจำตัวอื่น ๆ
โรคไตมักไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มักเกี่ยวข้องกับโรคประจำตัวอื่น ๆ ที่เรื้อรังและควบคุมได้ยาก โดยเฉพาะเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งถือเป็นต้นตอสำคัญของโรคไตเรื้อรังในผู้ป่วยส่วนใหญ่
ผู้ที่เป็นเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งทำให้หลอดเลือดเล็ก ๆ ในไตเสียหาย ส่วนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจะมีแรงดันเลือดที่เข้าไปในไตสูงเกินไป ทำให้เกิดความเสียหายสะสมต่อเนื่อง การควบคุมทั้งสองโรคอย่างใกล้ชิดจึงเป็นการป้องกันโรคไตทางอ้อมที่มีประสิทธิภาพที่สุด
ผลกระทบของ โรคไต ระยะสุดท้าย
เมื่อโรคไตเข้าสู่ระยะสุดท้าย หรือภาวะไตวายเรื้อรัง (End-Stage Renal Disease: ESRD) ร่างกายจะไม่สามารถขับของเสียหรือควบคุมสมดุลของเกลือแร่ น้ำ และกรดเบสได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องพึ่งพาการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตอย่างถาวร
ผลกระทบที่ตามมา ได้แก่ ภาวะโลหิตจางอย่างรุนแรง ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ภาวะน้ำท่วมปอด และความผิดปกติของกระดูก ผู้ป่วยหลายรายต้องพึ่งพาการรักษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และค่าใช้จ่าย
ดังนั้น การป้องกันไม่ให้โรคไตลุกลามจนถึงระยะนี้ ถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ
หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังเป็นโรคไต เนื่องจากในระยะแรกของโรคนี้มักไม่มีอาการชัดเจน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักทราบเมื่อเข้าสู่ระยะท้าย ๆ ที่ไตเริ่มเสื่อมจนต้องพึ่งพาการฟอกไตหรือต้องปลูกถ่ายไตเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โรคไตกลายเป็นภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม ทั้งที่ความจริงแล้วโรคไตสามารถป้องกันได้ และหากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นก็สามารถชะลอการเสื่อมของไตและลดความรุนแรงของโรคลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
โรคไต แบ่งออกเป็นหลายประเภท โดยทั่วไปมักจำแนกเป็นโรคไตเฉียบพลันและโรคไตเรื้อรัง โรคไตเฉียบพลันมักเกิดจากภาวะฉับพลันที่ส่งผลให้การทำงานของไตลดลงในเวลาอันรวดเร็ว เช่น การติดเชื้อ การได้รับยาหรือสารพิษบางชนิด หรือการเสียเลือดอย่างรุนแรง ขณะที่โรคไตเรื้อรังเป็นภาวะที่ไตเสื่อมสภาพอย่างช้า ๆ และต่อเนื่อง ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัวที่คุมไม่ได้ เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง
นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคไตยังมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม พฤติกรรมการกินอาหารเค็ม การดื่มน้ำน้อยเกินไป การใช้ยาแก้ปวดหรือยาสมุนไพรโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หรือแม้แต่การรับประทานอาหารเสริมบางชนิดที่อาจมีสารตกค้างที่ไตต้องกรอง เมื่อปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้สะสมเป็นเวลานาน อวัยวะไตที่มีหน้าที่กรองของเสียออกจากร่างกายจะเริ่มทำงานหนัก และนำไปสู่ภาวะไตเสื่อมในที่สุด
การให้ความรู้ ความเข้าใจ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคไต การหมั่นตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจค่าการทำงานของไต เช่น ค่า Creatinine, GFR และค่าโปรตีนในปัสสาวะ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่สามารถช่วยให้ผู้คนทราบถึงสภาวะไตของตนเองได้ตั้งแต่ต้น หากสามารถค้นหาโรคไตตั้งแต่ระยะแรกได้ จะเพิ่มโอกาสในการชะลอโรคและรักษาชีวิตให้อยู่กับเราไปนาน ๆ
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรง โดยแอดไลน์ @733khpqc