“อยู่ดีๆ คนในครอบครัวเราก็พูดไม่ชัด ยกแขนไม่ขึ้นครึ่งซีก แค่ไม่กี่นาที เขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะในยุคที่ผู้คนใช้ชีวิตเร่งรีบ ขาดการดูแลสุขภาพ และมีความเครียดสะสมมากขึ้น โรคหลอดเลือดสมอง หรือที่เรียกว่า Stroke (สโตรก) ได้กลายเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตและทุพพลภาพอันดับต้นๆ ของประเทศไทยและของโลก Stroke คือภาวะที่เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ตามปกติ ทำให้เนื้อสมองขาดออกซิเจนและสารอาหาร ส่งผลให้เซลล์สมองเสียหายหรือแม้แต่ตายได้ภายในไม่กี่นาที หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการพูด การเดิน หรือแม้แต่การใช้ชีวิตอย่างอิสระ
Stroke คืออะไร? คำจำกัดความทางการแพทย์
คำว่า “Stroke” มาจากภาษาอังกฤษซึ่งแปลตรงตัวว่า “จู่โจม” ซึ่งเหมาะสมกับลักษณะของโรคนี้มาก เพราะโรคเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน โดยอาการมักแสดงภายในไม่กี่วินาทีหรือนาที โดยทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า Cerebrovascular Disease หรือ Cerebrovascular Accident (CVA)
Stroke คือภาวะที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอหรือไม่สามารถไปได้เลย อันเป็นผลมาจากการอุดตันหรือแตกของหลอดเลือดในสมอง ส่งผลให้เซลล์สมองเสียหาย ถ้าไม่รักษาทันท่วงทีอาจทำให้สมองตายบางส่วนและเกิดความพิการถาวร

ประเภทของโรค Stroke
Stroke แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่
ตามกลไกการเกิดโรค ได้แก่:
1. Ischemic Stroke (โรคหลอดเลือดสมองตีบ/อุดตัน)
Ischemic Stroke หรือ โรคหลอดเลือดสมองตีบ/อุดตัน เป็นประเภทของโรคหลอดเลือดสมองที่พบได้บ่อยที่สุด โดยคิดเป็นประมาณ 80-85% ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด ภาวะนี้เกิดจาก การไหลเวียนของเลือดไปยังสมองถูกขัดขวาง ทำให้เนื้อสมองในบริเวณนั้นได้รับออกซิเจนและสารอาหารไม่เพียงพอ จนนำไปสู่ การตายของเซลล์สมอง ในเวลาอันรวดเร็ว
กลไกการเกิดโรค Ischemic Stroke
- หลอดเลือดตีบจากคราบไขมัน (Atherosclerosis):
- เกิดจากการสะสมของไขมันและสารต่างๆ ที่ผนังหลอดเลือดสมอง
- เมื่อหลอดเลือดตีบมากขึ้น การไหลของเลือดจะลดลง
- อาจเกิดการอุดตันเฉียบพลันหากมีลิ่มเลือดหลุดไปติด
- หลอดเลือดอุดตันจากลิ่มเลือด (Thromboembolism):
- ลิ่มเลือด (thrombus) ก่อตัวในหลอดเลือดสมองโดยตรง
- หรือเกิดจากลิ่มเลือดที่หลุดมาจากหัวใจ (embolus) โดยเฉพาะในคนไข้ที่มี ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial fibrillation)
- การลดการไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกาย (Systemic hypoperfusion):
- เกิดจากความดันโลหิตต่ำมากหรือหัวใจล้มเหลว
- ส่งผลให้สมองได้รับเลือดไม่พอทั่วทั้งสมอง

การวินิจฉัย Ischemic Stroke
การตรวจที่ใช้บ่อย:
- CT Scan (คอมพิวเตอร์สแกนสมอง):
- ใช้แยกว่าผู้ป่วยเป็น Stroke ชนิดตีบหรือแตก
- ตรวจให้เร็วที่สุดภายใน 25 นาทีหลังมาถึงโรงพยาบาล
- MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า):
- ให้ภาพรายละเอียดสูงขึ้น
- เหมาะกับผู้ป่วยที่อาการไม่ชัดเจน
- ตรวจเลือด:
- ดูระดับน้ำตาล ไขมัน เลือดแข็งตัว ฯลฯ
- ตรวจหัวใจ (ECG, Echocardiogram):
- ตรวจหา Atrial fibrillation หรือภาวะหัวใจผิดปกติอื่นๆ
- ตรวจหลอดเลือดคอ (Carotid Doppler):
- ตรวจหาการตีบของหลอดเลือดคอซึ่งอาจเป็นต้นเหตุของลิ่มเลือด
2. Hemorrhagic Stroke (โรคหลอดเลือดสมองแตก/เลือดออกในสมอง)
Hemorrhagic Stroke หรือที่เรียกว่า โรคหลอดเลือดสมองแตก/เลือดออกในสมอง คือภาวะฉุกเฉินที่เกิดจาก การแตกของหลอดเลือดภายในสมอง ส่งผลให้เลือดไหลเข้าสู่เนื้อสมองหรือช่องว่างรอบๆ สมองอย่างเฉียบพลัน ภาวะนี้ทำให้เกิดแรงดันภายในสมองเพิ่มสูงขึ้น เซลล์สมองถูกทำลาย และสมองบวมในเวลาอันสั้น
แม้ว่า Hemorrhagic Stroke จะพบได้น้อยกว่า Ischemic Stroke (เพียง 10–20% ของ Stroke ทั้งหมด) แต่กลับมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า และการฟื้นฟูหลังจากนั้นมักซับซ้อนและยากลำบากมากกว่า
ประเภทของ Hemorrhagic Stroke
Hemorrhagic Stroke แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามตำแหน่งที่เลือดออก ได้แก่:
1. Intracerebral Hemorrhage (ICH) – เลือดออกในเนื้อสมอง
- เกิดจากหลอดเลือดภายในสมองแตก
- เลือดไหลเข้าไปในเนื้อสมองโดยตรง
- พบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความดันโลหิตสูงไม่ได้ควบคุม
2. Subarachnoid Hemorrhage (SAH) – เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง
- เลือดออกในช่องว่างระหว่างสมองกับเยื่อหุ้มสมอง
- มักเกิดจาก โป่งพองของหลอดเลือด (Aneurysm) ที่แตก
- พบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และสามารถเกิดได้แม้อายุไม่มาก
กลไกการเกิดโรค Hemorrhagic Stroke
- ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง:
- ทำให้หลอดเลือดในสมองเปราะบางและแตกง่าย
- เป็นสาเหตุอันดับ 1 ของ ICH
- หลอดเลือดผิดปกติตั้งแต่กำเนิด (AVM, Aneurysm):
- หลอดเลือดผิดรูป เส้นเลือดโป่งพอง
- แตกได้แม้ในคนอายุน้อย
- การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด:
- เช่น warfarin, DOACs
- เพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในสมอง
- การบาดเจ็บที่ศีรษะ (Trauma):
- พบได้ใน SAH จากอุบัติเหตุ
- ภาวะเลือดออกง่าย (เช่น โรคตับ, มะเร็งเม็ดเลือด):
- ทำให้เลือดหยุดไหลช้าเมื่อมีหลอดเลือดแตก
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดStroke
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้:
- ความดันโลหิตสูง (ปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1)
- เบาหวาน
- ไขมันในเลือดสูง
- การสูบบุหรี่
- การดื่มแอลกอฮอล์
- โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (เช่น Atrial fibrillation)
- การขาดการออกกำลังกาย
- ความเครียดเรื้อรัง
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้:
- อายุ (ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลังอายุ 55 ปี)
- เพศชายมีความเสี่ยงสูงกว่าหญิง (ก่อนวัยหมดประจำเดือน)
- ประวัติครอบครัวที่เคยเป็น Stroke
- เชื้อชาติ (คนเอเชียมีความเสี่ยงสูงกว่าชาวตะวันตกบางกลุ่ม)
อาการของStrokeที่ควรรู้
Stroke มักแสดงอาการอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยอาการหลักมีดังนี้:
- ชาใบหน้า แขน หรือขาข้างใดข้างหนึ่ง
- พูดไม่ชัด สะดุดคำ หรือพูดไม่ได้เลย
- มองเห็นลดลง หรือเห็นภาพซ้อน
- เวียนศีรษะ เดินลำบาก สูญเสียการทรงตัว
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ
ใช้หลัก FAST ช่วยจำ:
- F (Face drooping) – ใบหน้าเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน
- A (Arm weakness) – แขนอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น
- S (Speech difficulty) – พูดไม่ชัด สะดุด หรือพูดไม่ได้
- T (Time to call) – รีบโทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลทันที
การวินิจฉัยโรคStroke
การวินิจฉัยต้องทำอย่างรวดเร็วเพื่อกำหนดแนวทางการรักษา โดยแพทย์จะใช้:
- การซักประวัติอาการ และการตรวจร่างกายระบบประสาท
- CT Scan สมอง – ตรวจภายใน 25 นาทีหลังมาถึงโรงพยาบาล
- MRI สมอง – ให้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับเนื้อสมอง
- ตรวจเลือด – ตรวจน้ำตาล, ไขมัน, การแข็งตัวของเลือด
- EKG และ Echocardiogram – ตรวจโรคหัวใจที่เกี่ยวข้อง
- Carotid Doppler – ตรวจหลอดเลือดแดงคอหากสงสัยตีบ
แนวทางการรักษาStroke
กรณี Ischemic Stroke (หลอดเลือดตีบ/อุดตัน):
- การให้ยาละลายลิ่มเลือด (tPA):
- ต้องให้ภายใน 4.5 ชั่วโมงแรก หลังเริ่มมีอาการ
- ช่วยละลายลิ่มเลือดและฟื้นฟูสมองได้ดีที่สุด
- การรักษาด้วยวิธี Mechanical Thrombectomy:
- ใช้สายสวนผ่านหลอดเลือดไปดึงลิ่มเลือดออก
- มีประโยชน์สูงในผู้ที่มีการอุดตันของหลอดเลือดใหญ่
- ยาต้านเกล็ดเลือด/ยาละลายลิ่มเลือดชนิดรับประทาน:
- เช่น Aspirin, Clopidogrel
กรณี Hemorrhagic Stroke (หลอดเลือดแตก):
- ควบคุมความดันโลหิตอย่างเข้มงวด
- ผ่าตัดลดแรงดันภายในกะโหลกศีรษะหากมีเลือดออกปริมาณมาก
- หยุดยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- เฝ้าระวังอาการทางระบบประสาทอย่างใกล้ชิด
การฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke
ผู้ป่วย Stroke ที่รอดชีวิตมักมีภาวะแทรกซ้อน เช่น อัมพฤกษ์ พูดไม่ได้ กลืนลำบาก จึงจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างต่อเนื่อง
ทีมฟื้นฟูประกอบด้วย:
- แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
- นักกายภาพบำบัด
- นักกิจกรรมบำบัด
- นักพูดบำบัด
- พยาบาล
- นักโภชนาการ
การเริ่มฟื้นฟูควรเริ่มเร็วที่สุด เพื่อให้สมองมีโอกาสฟื้นตัวมากขึ้น
ภาวะแทรกซ้อนของ Stroke
- อัมพฤกษ์ อัมพาต
- กลืนลำบากและเสี่ยงต่อการสำลัก
- พูดลำบากหรือไม่สามารถพูดได้
- ภาวะซึมเศร้า
- ชัก
- การติดเชื้อ (เช่น ปอดอักเสบ)
การป้องกัน Stroke
การป้องกันคือหัวใจของการลดอัตราการเกิด Strokeซึ่งสามารถทำได้ด้วยหลัก 5 ป. และ 3 ง. ดังนี้:
5 ป.
- ป้องกันความดันโลหิตสูง
- ป้องกันเบาหวาน
- ป้องกันไขมันในเลือดสูง
- ป้องกันน้ำหนักเกิน/โรคอ้วน
- ป้องกันภาวะหัวใจผิดปกติ
3 ง.
- งดบุหรี่
- งดเหล้า
- งดเครียด
นอกจากนี้ยังควร:
- ตรวจสุขภาพประจำปี
- ควบคุมอาหาร เน้นผักและผลไม้
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ
แนวโน้มStrokeในประเทศไทย
- คนไทยเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมากกว่า 50,000 รายต่อปี
- ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง
- กลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไปพบได้มาก
- พฤติกรรมเสี่ยง (สูบบุหรี่ อาหารมัน เค็มจัด) พบได้ตั้งแต่วัยทำงาน
ข้อมูลจากสำนักโรคไม่ติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข (2567):
- Stroke เป็นสาเหตุอันดับ 1 ของภาวะทุพพลภาพในไทย
- 1 ใน 3 ของผู้ป่วยมีอาการซ้ำภายใน 5 ปี
- 80% ของโรค Stroke สามารถป้องกันได้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับStroke
Q: อาการชาแขนขา เป็น Strokeหรือไม่?
A: หากเกิดขึ้นเฉียบพลันโดยไม่รู้ตัว และเกิดเพียงข้างเดียว ควรสงสัย Stroke ทันทีและไปโรงพยาบาล
Q: Strokeหายขาดได้ไหม?
A: ถ้าได้รับการรักษาเร็ว บางรายสามารถฟื้นตัวได้ใกล้เคียงปกติ แต่ส่วนมากจะมีความพิการหลงเหลือ
Q: คนอายุน้อยเสี่ยง Strokeหรือไม่?
A: ได้เช่นกัน โดยเฉพาะถ้ามีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ใช้ยาเสพติด คุมกำเนิดร่วมกับสูบบุหรี่
Q: Strokeครั้งเดียว มีโอกาสเป็นอีกหรือไม่?
A: มี โดยเฉพาะถ้าไม่ควบคุมปัจจัยเสี่ยง ควรพบแพทย์และติดตามอาการต่อเนื่อง
สรุป: Strokeคือภัยเงียบที่ทุกคนป้องกันได้
Stroke คือโรคฉุกเฉินทางสมองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยอย่างถาวรได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ในทางกลับกัน โรคนี้สามารถป้องกันได้ หากตระหนักถึงปัจจัยเสี่ยง รักษาสุขภาพ และใส่ใจสัญญาณเตือนตั้งแต่เนิ่นๆ
ด้วยการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ตรวจสุขภาพประจำปี รับประทานอาหารที่ดี ออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงอบายมุข เราทุกคนสามารถหลีกเลี่ยง Stroke และมีชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และมีคุณภาพได้อย่างแท้จริง
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรง โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE ด้านล่างได้เลยค่ะ