ตุ่มที่อวัยวะเพศชาย เกิดจากอะไร? เป็นคำถามที่ทำให้ผู้ชายหลายคนกังวล โดยเฉพาะเมื่อพบตุ่มเล็ก ๆ บริเวณหนังหุ้มปลาย อวัยวะเพศ ลำองคชาต หรือบริเวณขาหนีบ เพราะบางคนอาจกลัวว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หูดหงอนไก่ เริม หรือซิฟิลิส
อย่างไรก็ตาม การมี ตุ่มที่อวัยวะเพศชาย ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เสมอไป ตุ่มบางชนิดเป็นโครงสร้างตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น Pearly Penile Papules (PPP) หรือต่อมไขมันที่มองเห็นได้ชัดขึ้น ขณะที่บางกรณีอาจเกิดจากรูขุมขนอักเสบ การเสียดสี เหงื่อ หรือการระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
ในทางกลับกัน หากตุ่มมีลักษณะผิดปกติ เช่น เป็นตุ่มน้ำใส แตกเป็นแผล เจ็บ แสบ คันมาก โตขึ้นเรื่อย ๆ มีเลือดออก หรือมีประวัติเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ก็ควรได้รับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แน่นอน
บทความนี้จะอธิบายว่า ตุ่มที่อวัยวะเพศชายเกิดจากอะไร มีลักษณะอย่างไร สาเหตุไหนไม่อันตราย สาเหตุไหนอาจเกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และควรไปพบแพทย์เมื่อใด

😰 ตุ่มที่อวัยวะเพศชาย เกิดจากอะไร?
สาเหตุของตุ่มบริเวณอวัยวะเพศชายมีได้หลายกลุ่ม ได้แก่
- ตุ่มหรือโครงสร้างที่เป็นภาวะปกติของร่างกาย
- รูขุมขนอักเสบหรือตุ่มจากการโกนขน
- การระคายเคืองหรือแพ้สัมผัส
- เริมที่อวัยวะเพศ
- หูดหงอนไก่จากเชื้อ HPV
- Molluscum contagiosum หรือหูดข้าวสุก
- ซิฟิลิส
- ฝีหรือการติดเชื้อแบคทีเรีย
- โรคผิวหนังบางชนิด เช่น eczema หรือ psoriasis
- ภาวะอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์
สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรใช้เพียงลักษณะของตุ่มอย่างเดียวในการวินิจฉัยโรค เพราะตุ่มหลายชนิดอาจมีลักษณะคล้ายกัน

1. Pearly Penile Papules หรือ PPP
Pearly Penile Papules (PPP) เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้ชายพบตุ่มบริเวณอวัยวะเพศและเกิดความกังวลว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
PPP มักมีลักษณะเป็นตุ่มขนาดเล็ก สีเดียวกับผิวหรือออกขาวอมชมพู เรียบและค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยมักเรียงตัวเป็นแถวรอบบริเวณขอบของส่วนหัวอวัยวะเพศชาย
ลักษณะที่ช่วยสังเกต ได้แก่
- ตุ่มมีขนาดเล็กและค่อนข้างเท่า ๆ กัน
- เรียงตัวเป็นระเบียบ
- มักไม่เจ็บ
- มักไม่คัน
- ไม่เป็นหนอง
- ไม่กลายเป็นแผล
- ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- ไม่ได้เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์
PPP เป็นโครงสร้างที่พบได้ตามธรรมชาติในผู้ชายบางคน และ ไม่จำเป็นต้องรักษาหากไม่มีอาการ
ดังนั้น หากพบตุ่มเล็ก ๆ เรียงเป็นแถวอย่างสม่ำเสมอบริเวณขอบหัวอวัยวะเพศ ก็อาจเป็น PPP มากกว่าจะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
2. Fordyce Spots หรือต่อมไขมันที่เห็นชัด
อีกสาเหตุหนึ่งของ ตุ่มที่อวัยวะเพศชาย คือ Fordyce spots ซึ่งเกิดจากต่อมไขมันที่สามารถมองเห็นได้ชัดกว่าปกติ
มักมีลักษณะเป็นจุดหรือตุ่มเล็ก ๆ สีขาว เหลือง หรือสีเดียวกับผิว อาจพบได้บริเวณผิวหนังของอวัยวะเพศและบริเวณใกล้เคียง
โดยทั่วไป
- ไม่เจ็บ
- ไม่คัน
- ไม่เป็นแผล
- ไม่ติดต่อ
- ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
บางคนอาจสังเกตเห็นชัดขึ้นเมื่อผิวถูกยืด เช่น ขณะดึงหนังบริเวณอวัยวะเพศ
ภาวะนี้โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรักษา แต่หากตุ่มเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีอาการเจ็บ หรือไม่แน่ใจว่าเป็น Fordyce spots หรือไม่ ควรให้แพทย์ตรวจ
3. รูขุมขนอักเสบ
หากตุ่มเกิดบริเวณผิวหนังที่มีขน เช่น โคนอวัยวะเพศหรือบริเวณหัวหน่าว สาเหตุหนึ่งที่พบได้คือ รูขุมขนอักเสบ (Folliculitis)
มักเกิดจากการระคายเคือง การเสียดสี เหงื่อ ความอับชื้น หรือการโกนและถอนขน
ตุ่มอาจมีลักษณะเป็น
- ตุ่มแดง
- ตุ่มนูน
- มีหัวหนองเล็ก ๆ
- เจ็บเมื่อสัมผัส
- คันหรือระคายเคือง
หากเพิ่งโกนขนบริเวณอวัยวะเพศแล้วพบตุ่มแดงหรือคล้ายสิวตามรูขุมขน ก็อาจเกี่ยวข้องกับการระคายเคืองหรือขนคุดมากกว่าจะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ไม่ควรบีบหรือแกะตุ่ม เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อเพิ่มขึ้น
4. ตุ่มจากการแพ้หรือการระคายเคือง
ผิวบริเวณอวัยวะเพศค่อนข้างบอบบาง จึงสามารถเกิดการระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ง่าย
ตัวกระตุ้นที่พบได้ เช่น
- สบู่
- เจลอาบน้ำ
- น้ำหอม
- ผลิตภัณฑ์หล่อลื่น
- ถุงยางอนามัยบางชนิด
- น้ำยาซักผ้า
- ครีมหรือยาที่ใช้บริเวณอวัยวะเพศ
อาจทำให้เกิดตุ่มแดง ผื่น คัน แสบ หรือผิวแห้งลอก
หากอาการเกิดขึ้นหลังใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่และดีขึ้นเมื่อหยุดใช้ ก็มีความเป็นไปได้ว่าเกิดจากการระคายเคืองหรือแพ้สัมผัส
อย่างไรก็ตาม หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์ เพราะผื่นจากโรคผิวหนังบางชนิดอาจมีลักษณะคล้ายกัน
5. เริมที่อวัยวะเพศ
เริมที่อวัยวะเพศ (Genital herpes) เกิดจากเชื้อ Herpes simplex virus หรือ HSV โดยสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสทางเพศและการสัมผัสผิวหนังบริเวณที่มีเชื้อ
ระยะแรกอาจรู้สึก
- คัน
- แสบ
- เสียวหรือระคายเคือง
- เจ็บบริเวณผิวหนัง
จากนั้นอาจเกิด ตุ่มน้ำใสขนาดเล็กหลายตุ่มรวมกัน และตุ่มสามารถแตกกลายเป็นแผลตื้น ๆ ที่เจ็บได้
ลักษณะที่น่าสงสัยเริม ได้แก่
ตุ่มน้ำ → แตก → กลายเป็นแผลเจ็บ
บางรายอาจมีอาการร่วม เช่น ไข้ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต โดยเฉพาะการติดเชื้อครั้งแรก
หากสงสัยเริม ไม่ควรเจาะหรือแกะตุ่ม เพราะอาจทำให้เกิดแผลและเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง
6. หูดหงอนไก่จากเชื้อ HPV
หูดหงอนไก่ (Genital warts) เกิดจากการติดเชื้อ Human papillomavirus หรือ HPV บางสายพันธุ์
ตุ่มมักมีลักษณะเป็นก้อนนูนหรือปุ่มเนื้อ และอาจเพิ่มจำนวนหรือขนาดเมื่อเวลาผ่านไป
ลักษณะที่พบได้ ได้แก่
- ตุ่มสีเดียวกับผิว
- ตุ่มสีชมพู
- ผิวขรุขระ
- ตุ่มหลายตุ่มรวมกัน
- อาจมีลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ
- บางรายไม่มีอาการ
- บางรายมีคันหรือระคายเคือง
หูดหงอนไก่แตกต่างจาก PPP ตรงที่หูดมักมีพื้นผิวขรุขระและมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ ในขณะที่ PPP มักเป็นตุ่มเล็ก ๆ เรียงตัวอย่างสม่ำเสมอ
การวินิจฉัยควรอาศัยการตรวจรอยโรคโดยแพทย์เป็นหลัก
7. หูดข้าวสุก หรือ Molluscum contagiosum
Molluscum contagiosum เป็นการติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดตุ่มบนผิวหนัง และสามารถพบบริเวณอวัยวะเพศได้
ตุ่มมักมีลักษณะ
- กลม
- ผิวค่อนข้างเรียบ
- สีเดียวกับผิวหรือชมพู
- มีรอยบุ๋มเล็ก ๆ ตรงกลาง
- อาจเกิดหลายตุ่ม
ในผู้ใหญ่ หากพบตุ่มชนิดนี้บริเวณอวัยวะเพศ ควรประเมินเรื่องการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วมด้วย
ไม่ควรบีบหรือแกะตุ่มเอง เพราะอาจทำให้เชื้อแพร่ไปยังบริเวณอื่นของผิวหนัง
8. ซิฟิลิสอาจทำให้เกิดรอยโรคบริเวณอวัยวะเพศ
ซิฟิลิส (Syphilis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum และสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสรอยโรคระหว่างมีเพศสัมพันธ์
ในระยะแรกอาจเกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศ โดยแผลมักมีลักษณะค่อนข้างชัดและอาจไม่เจ็บ จึงทำให้บางคนไม่ทันสังเกต
แม้ซิฟิลิสไม่ได้มีลักษณะเป็น “ตุ่ม” แบบเดียวกับ PPP หรือหูด แต่ในผู้ที่มีรอยโรคบริเวณอวัยวะเพศหลังมีความเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ ควรนึกถึงซิฟิลิสและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ด้วย
หากมีความเสี่ยง ควรตรวจเลือดและรับการประเมินจากแพทย์
9. สิว ฝี และการติดเชื้อแบคทีเรีย
ตุ่มบริเวณโคนอวัยวะเพศหรือหัวหน่าวอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังได้เช่นกัน
ลักษณะที่พบได้ เช่น
- ตุ่มแดง
- บวม
- ร้อน
- กดเจ็บ
- มีหนอง
- ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
หากเป็นฝี อาจมีอาการปวดมากและมีหนองสะสมอยู่ภายใน
ไม่ควรใช้เข็มเจาะหรือบีบฝีเอง โดยเฉพาะหากก้อนมีขนาดใหญ่ เจ็บมาก หรือมีไข้ เพราะอาจทำให้การติดเชื้อรุนแรงขึ้น
10. โรคผิวหนังอื่น ๆ ก็ทำให้เกิดตุ่มบริเวณอวัยวะเพศได้
นอกจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้ว โรคผิวหนังหลายชนิดสามารถเกิดบริเวณอวัยวะเพศได้ เช่น
- Eczema
- Contact dermatitis
- Psoriasis
- Lichen planus
- Lichen sclerosus
บางโรคอาจทำให้เกิดผื่นแดง คัน แสบ ผิวลอก หรือมีตุ่มร่วมด้วย
ดังนั้น หากพบรอยโรคเรื้อรังและไม่ทราบสาเหตุ การตรวจโดยแพทย์ผิวหนังหรือแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะอาจช่วยให้วินิจฉัยได้แม่นยำขึ้น
⏰ตารางเปรียบเทียบตุ่มที่อวัยวะเพศชาย⏰
| สาเหตุ | ลักษณะเด่น | เจ็บ/คัน | ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ |
|---|---|---|---|
| PPP | ตุ่มเล็ก เรียงเป็นแถวรอบขอบหัวอวัยวะเพศ | มักไม่เจ็บ | ไม่ใช่ |
| Fordyce spots | จุดหรือตุ่มเล็กสีขาว/เหลือง | มักไม่เจ็บ | ไม่ใช่ |
| รูขุมขนอักเสบ | ตุ่มแดง อาจมีหนอง | อาจเจ็บ/คัน | ไม่จำเป็น |
| ผื่นแพ้สัมผัส | ตุ่มหรือผื่นแดง คัน | มักคัน | ไม่ใช่ |
| เริม | ตุ่มน้ำใส แตกเป็นแผล | มักเจ็บ/แสบ | ใช่ |
| หูดหงอนไก่ | ตุ่มนูน ผิวขรุขระ อาจคล้ายดอกกะหล่ำ | มักไม่เจ็บ | ใช่ |
| Molluscum | ตุ่มกลม มีรอยบุ๋มตรงกลาง | มักไม่เจ็บ | สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ |
| ซิฟิลิส | อาจเกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศ | แผลระยะแรกมักไม่เจ็บ | ใช่ |
| ฝี | ก้อนแดง บวม ร้อน มีหนอง | มักเจ็บ | ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยทั่วไป |
🔎 ตุ่มที่อวัยวะเพศชายแบบไหนที่มักไม่อันตราย?
ตุ่มบางชนิดเป็นลักษณะตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น PPP และ Fordyce spots
โดยทั่วไปจะมีลักษณะค่อนข้างคงที่ ไม่เจ็บ ไม่เป็นแผล และไม่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว
หากพบตุ่มมานานแล้วและไม่มีการเปลี่ยนแปลง อาจไม่จำเป็นต้องรักษา
อย่างไรก็ตาม หากไม่แน่ใจว่าตุ่มนั้นคืออะไร การตรวจโดยแพทย์เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด เพราะการมองจากภาพถ่ายหรือคำบรรยายเพียงอย่างเดียวอาจแยกโรคบางชนิดได้ยาก
🍯ตุ่มที่อวัยวะเพศชายแบบไหน ควรสงสัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์?
ควรพิจารณาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากขึ้น หากมีลักษณะดังต่อไปนี้
- เพิ่งมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนใหม่
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
- มีคู่นอนหลายคน
- ตุ่มเกิดขึ้นหลังมีเพศสัมพันธ์
- มีตุ่มน้ำใสหลายตุ่ม
- ตุ่มแตกกลายเป็นแผล
- มีหูดหรือตุ่มขรุขระเพิ่มจำนวน
- มีแผลที่อวัยวะเพศ
- มีหนองไหลจากปลายอวัยวะเพศ
- ปัสสาวะแสบขัด
- ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต
- มีผื่นตามร่างกายร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการไม่มีอาการก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีการติดเชื้อ
🔥ตุ่มที่อวัยวะเพศชายต้องตรวจอะไรบ้าง?
การตรวจขึ้นอยู่กับลักษณะของตุ่มและประวัติความเสี่ยง
แพทย์อาจพิจารณา
1. ตรวจร่างกาย
เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด เพราะรูปร่าง สี ตำแหน่ง และลักษณะพื้นผิวของตุ่มช่วยแยกสาเหตุได้หลายชนิด
2. ตรวจหาเชื้อเริม
หากมีตุ่มน้ำหรือแผล แพทย์อาจเก็บตัวอย่างจากรอยโรคเพื่อส่งตรวจหาเชื้อ HSV ในกรณีที่เหมาะสม
3. ตรวจ HPV
หูดหงอนไก่ส่วนใหญ่วินิจฉัยจากลักษณะทางคลินิก การตรวจ HPV ไม่ได้จำเป็นสำหรับตุ่มทุกชนิดในผู้ชาย
4. ตรวจซิฟิลิส
หากมีประวัติเสี่ยงหรือมีรอยโรคที่สงสัย อาจตรวจเลือดเพื่อประเมินการติดเชื้อซิฟิลิส
5. ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
หากมีความเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ แพทย์อาจพิจารณาตรวจ HIV หนองใน หนองในเทียม หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นตามประวัติ
😇ตุ่มที่อวัยวะเพศชายรักษาอย่างไร?
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ไม่ควรซื้อยามาทาเองโดยยังไม่ทราบว่าเป็นตุ่มชนิดใด
PPP หรือ Fordyce spots
โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรักษา หากต้องการกำจัดด้วยเหตุผลด้านความสวยงามควรปรึกษาแพทย์
รูขุมขนอักเสบ
อาจเน้นการลดการเสียดสี ดูแลความสะอาด และรักษาตามความรุนแรงของการอักเสบ
เริม
แพทย์อาจพิจารณายาต้านไวรัสตามระยะของโรคและสถานการณ์ของผู้ป่วย
หูดหงอนไก่
มีวิธีรักษาหลายแบบ เช่น การใช้ยาบางชนิดภายใต้คำแนะนำของแพทย์ การจี้เย็น การจี้ไฟฟ้า หรือวิธีอื่นตามตำแหน่งและจำนวนรอยโรค
ซิฟิลิส
ต้องได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมตามระยะของโรค และควรประเมินคู่นอนร่วมด้วย
ฝีหรือการติดเชื้อแบคทีเรีย
อาจจำเป็นต้องใช้ยาหรือระบายหนอง ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของการติดเชื้อ
🎈ไม่ควรบีบหรือเจาะตุ่มที่อวัยวะเพศ
การบีบ เจาะ หรือแกะตุ่มเองอาจทำให้เกิดปัญหาได้หลายอย่าง เช่น
- ผิวหนังเป็นแผล
- มีเลือดออก
- เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย
- เชื้อแพร่ไปยังบริเวณอื่น
- เกิดแผลเป็น
- ทำให้แพทย์ประเมินลักษณะรอยโรคได้ยากขึ้น
โดยเฉพาะตุ่มที่สงสัยว่าเป็นเริมหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยไม่จำเป็น
🎈ควรงดมีเพศสัมพันธ์หรือไม่เมื่อพบตุ่ม?
หากไม่ทราบสาเหตุของตุ่มและมีความเป็นไปได้ว่าเกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควร หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะได้รับการประเมิน
โดยเฉพาะเมื่อมี
- ตุ่มน้ำ
- แผล
- หูด
- หนอง
- เลือดออก
- อาการเจ็บหรือแสบบริเวณอวัยวะเพศ
ถ้าตรวจพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับการงดเพศสัมพันธ์และการตรวจหรือรักษาคู่นอน
🎈ตุ่มที่อวัยวะเพศชายเกี่ยวข้องกับ HIV หรือไม่?
การมีตุ่มที่อวัยวะเพศ ไม่ได้หมายความว่าเป็น HIV
HIV ไม่ได้ทำให้เกิดตุ่มจำเพาะชนิดหนึ่งบนอวัยวะเพศที่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์อาจมีโอกาสติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมกันได้
ดังนั้น หากตุ่มเกิดหลังมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง ไม่ควรพยายามวินิจฉัย HIV จากลักษณะตุ่ม แต่ควรประเมินความเสี่ยงและตรวจ HIV ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม
🎈ตุ่มที่อวัยวะเพศชายหายเองได้หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับสาเหตุ …
ตุ่มบางชนิด เช่น การระคายเคืองหรือรูขุมขนอักเสบที่ไม่รุนแรง อาจดีขึ้นเมื่อกำจัดสิ่งกระตุ้นและดูแลผิวอย่างเหมาะสม
ในขณะที่โรคบางชนิด เช่น หูดหงอนไก่ เริม หรือซิฟิลิส จำเป็นต้องได้รับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม
สิ่งสำคัญคือ การที่ตุ่มหายไปไม่ได้หมายความว่าเชื้อจะหายไปเสมอ
ตัวอย่างเช่น แผลเริมสามารถหายเองได้ แต่เชื้อ HSV ยังคงอยู่ในร่างกายและสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้
ดังนั้น หากตุ่มหายไปเองแต่มีประวัติเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ ก็ควรพิจารณาการตรวจตามความเหมาะสม
🤍 เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์? 🤍
- ไม่แน่ใจว่าตุ่มคืออะไร
- ตุ่มเพิ่มจำนวนหรือขยายใหญ่ขึ้น
- มีอาการเจ็บหรือแสบ
- มีตุ่มน้ำ
- ตุ่มแตกเป็นแผล
- มีหนอง
- มีเลือดออก
- มีไข้
- ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบโต
- ปัสสาวะแสบขัดหรือมีหนองไหล
- ตุ่มไม่หายหรือกลับมาเป็นซ้ำ
- มีประวัติเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
หากมีแผลหรือตุ่มบริเวณอวัยวะเพศหลังการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไม่ควรรอให้อาการรุนแรงก่อนจึงไปตรวจ
🌈วิธีป้องกันตุ่มและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
แม้จะไม่สามารถป้องกันตุ่มทุกชนิดได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง
ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด แต่ไม่สามารถป้องกันโรคที่ติดต่อผ่านผิวหนังบริเวณที่ถุงยางไม่ครอบคลุมได้ทั้งหมด
หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์เมื่อมีแผลหรือตุ่มผิดปกติ
หากตนเองหรือคู่นอนมีตุ่ม แผล หรือรอยโรคที่สงสัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรตรวจหาสาเหตุก่อน
ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
โดยเฉพาะสิ่งของที่สัมผัสสารคัดหลั่งหรือผิวหนังที่มีรอยโรค
ดูแลผิวบริเวณอวัยวะเพศ
หลีกเลี่ยงสบู่หรือผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคือง และรักษาบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาดและแห้ง
พิจารณาวัคซีน HPV
วัคซีน HPV สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อ HPV บางสายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับโรคหูดหงอนไก่และมะเร็งบางชนิดได้ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับความเหมาะสมตามอายุและประวัติสุขภาพ
✨สรุป ตุ่มที่อวัยวะเพศชาย เกิดจากอะไร?
ตุ่มที่อวัยวะเพศชาย เกิดจากอะไร? คำตอบมีได้หลายสาเหตุ และไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง
ตุ่มที่ไม่อันตราย เช่น Pearly Penile Papules (PPP) และ Fordyce spots มักไม่เจ็บ ไม่คัน และไม่ติดต่อ ในขณะที่รูขุมขนอักเสบอาจเกิดจากการโกนขน เหงื่อ หรือการเสียดสี
ส่วนตุ่มที่มีลักษณะเป็น ตุ่มน้ำใส แตกเป็นแผล หูดผิวขรุขระ มีหนอง หรือเกิดหลังมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง ควรได้รับการตรวจเพื่อแยกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม หูดหงอนไก่ ซิฟิลิส หรือโรคอื่น ๆ
ไม่ควรบีบ เจาะ หรือซื้อยามาทาเองโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะการรักษาตุ่มแต่ละชนิดแตกต่างกันมาก
หากพบ ตุ่มที่อวัยวะเพศชายแล้วไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร การให้แพทย์ตรวจรอยโรคโดยตรงเป็นวิธีที่ช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมที่สุด
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ