Skip to content
Home » บทความ » คอเป็นหนองในได้ไหม :อาการหนองในในลำคอที่หลายคนไม่เคยรู้

คอเป็นหนองในได้ไหม :อาการหนองในในลำคอที่หลายคนไม่เคยรู้

หลายคนเข้าใจว่าโรคหนองในต้องเกิดบริเวณอวัยวะเพศเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงเชื้อ Neisseria gonorrhoeae สามารถติดบริเวณคอหอยได้ โดยเฉพาะหลังมีเพศสัมพันธ์ทางปากกับผู้ที่มีเชื้อ และที่น่าสนใจคือการติดเชื้อบริเวณคอจำนวนมากอาจไม่มีอาการ ทำให้ผู้ติดเชื้อไม่รู้ตัวและสามารถส่งต่อเชื้อให้คู่นอนได้ คำถามว่า คอเป็นหนองในได้ไหม จึงมีคำตอบว่า “ได้” เพราะเชื้อสามารถเข้าสู่เยื่อบุบริเวณคอจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก และบางคนอาจมีเพียงอาการเจ็บคอเล็กน้อย คอแดง หรือรู้สึกระคายคอ ขณะที่บางคนไม่มีอาการใด ๆ เลย ทำให้แยกจากอาการเจ็บคอทั่วไปได้ยากหากไม่ได้ตรวจอย่างเหมาะสม

สิ่งที่ทำให้ คอเป็นหนองในได้ไหม กลายเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญมากขึ้น คือการติดเชื้อบริเวณคอมีลักษณะแตกต่างจากหนองในบริเวณอวัยวะเพศ การไม่มีหนอง ไม่มีไข้ หรือไม่มีอาการเจ็บคอ ไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้อ หากมีประวัติสัมผัสทางเพศที่มีความเสี่ยง การตรวจจากตำแหน่งที่สัมผัสจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะในคนที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก

หนองในที่คอ หรือ pharyngeal gonorrhea คือการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae บริเวณคอหอย เชื้อชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดหนองในบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก

การติดเชื้อไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีหนองไหลออกจากลำคอเสมอไป เพราะบริเวณคอมีลักษณะอาการแตกต่างจากการติดเชื้อในท่อปัสสาวะ หลายคนอาจไม่มีอาการเลย หรือมีเพียงอาการที่คล้ายโรคคออักเสบทั่วไป

WHO ระบุว่าการติดเชื้อหนองในบริเวณคอและทวารหนักสามารถไม่มีอาการได้ และข้อมูลของ CDC ก็ระบุว่าการติดเชื้อหนองในบริเวณคอส่วนใหญ่ไม่มีอาการ

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่รู้สึกว่าตัวเอง “ไม่ได้เป็นอะไร” จึงไม่ควรใช้ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวในการตัดสินว่ามีเชื้อหรือไม่

ช่องทางสำคัญคือการสัมผัสทางเพศกับบริเวณปากและคอ

ตัวอย่างเช่น การมีเพศสัมพันธ์ทางปากกับผู้ที่มีเชื้อหนองในบริเวณอวัยวะเพศ สามารถทำให้เยื่อบุช่องปากหรือคอสัมผัสกับเชื้อได้ ในทางกลับกัน ผู้ที่มีเชื้อบริเวณคอก็อาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อให้คู่นอนได้เช่นกัน

ความเสี่ยงจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศหรือสถานะของบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่สัมผัสและรูปแบบการมีเพศสัมพันธ์ด้วย

หากมีการสัมผัสบริเวณคอ การตรวจเฉพาะปัสสาวะหรืออวัยวะเพศอาจไม่สามารถตอบได้ว่ามีเชื้อที่คอหรือไม่ เพราะการติดเชื้ออาจเกิดขึ้นคนละตำแหน่ง

CDC จึงแนะนำให้ผู้ให้บริการสอบถามประวัติการมีเพศสัมพันธ์ทางปากในผู้ที่มีหนองในบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก และหากมีการสัมผัสทางปาก ควรพิจารณาการตรวจบริเวณคอด้วย

จุดสำคัญที่สุดคือ อาจไม่มีอาการ

CDC ระบุว่าการติดเชื้อหนองในบริเวณคอส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ขณะที่ WHO ระบุว่าการติดเชื้อบริเวณคออาจไม่มีอาการ หรือมีอาการ เช่น คอแดง เจ็บคอ หรือมีอาการคล้ายคออักเสบ

หากมีอาการ อาจพบได้ เช่น

  • เจ็บคอ
  • ระคายคอ
  • คอแดง
  • รู้สึกเจ็บขณะกลืน
  • ต่อมทอนซิลหรือบริเวณคอมีการอักเสบ
  • มีไข้ในบางราย
  • รู้สึกเหมือนกำลังเป็นหวัดหรือคออักเสบ

แต่ปัญหาคืออาการเหล่านี้ไม่ได้จำเพาะต่อหนองใน

คอเจ็บอาจเกิดจากไวรัส แบคทีเรียอื่น ๆ ภูมิแพ้ การระคายเคือง ฝุ่น ควัน หรือสาเหตุอื่นอีกมากมาย ดังนั้นการมีอาการเจ็บคอหลังมีเพศสัมพันธ์ทางปากไม่ได้หมายความว่าเป็นหนองในแน่นอน

ในทางกลับกัน การไม่มีอาการก็ไม่ได้ยืนยันว่าไม่มีเชื้อ

ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเป็นหนองในทุกครั้ง แต่ประวัติการสัมผัสเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรบอกบุคลากรทางการแพทย์

หากมีอาการเจ็บคอหลังการสัมผัสทางเพศ อาจมีสาเหตุจากการติดเชื้อหลายชนิด หรืออาจไม่ได้เกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เลย

สิ่งที่ควรพิจารณาคือ

  1. มีการมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือไม่
  2. คู่มีประวัติเป็นหนองในหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่
  3. มีการใช้ถุงยางอนามัยหรือแผ่นกั้นช่องปากหรือไม่
  4. มีอาการผิดปกติที่ตำแหน่งอื่นร่วมด้วยหรือไม่
  5. มีคู่นอนใหม่หรือมีเหตุการณ์ที่สงสัยว่ามีความเสี่ยงหรือไม่

หากข้อมูลเหล่านี้ทำให้สงสัยว่ามีการสัมผัสเชื้อ การตรวจจะช่วยแยกสาเหตุได้ดีกว่าการเดาจากอาการเพียงอย่างเดียว

สาเหตุสำคัญคืออาการไม่ชัดเจน

เมื่อไม่มีอาการ คนส่วนใหญ่อาจไม่มีเหตุผลที่จะไปตรวจ นอกจากนี้หากไปตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ไม่ได้แจ้งว่ามีการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก บุคลากรทางการแพทย์อาจไม่ทราบว่าควรพิจารณาตรวจจากบริเวณคอ

WHO ระบุว่าการติดเชื้อที่ตำแหน่งนอกอวัยวะเพศ เช่น คอและทวารหนัก เป็นกลุ่มที่อาจไม่แสดงอาการและทำให้การติดเชื้อไม่ถูกตรวจพบได้ง่าย

ดังนั้นการตรวจที่ถูกตำแหน่งจึงสำคัญมาก

ถ้ามีความเสี่ยงที่คอ การตรวจจากคอจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งนั้นโดยตรง ขณะที่การตรวจปัสสาวะอาจตอบคำถามเกี่ยวกับการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะมากกว่า

การตรวจสามารถใช้ตัวอย่างจากบริเวณคอหอย โดยวิธีตรวจที่ใช้ในทางการแพทย์ ได้แก่ NAAT หรือการเพาะเชื้อในบางสถานการณ์

CDC ระบุว่า NAAT เป็นวิธีที่มีความไวสูง และการเพาะเชื้อมีความสำคัญในกรณีที่จำเป็นต้องตรวจความไวต่อยาปฏิชีวนะ เช่น กรณีสงสัยการรักษาไม่ได้ผล

โดยทั่วไปผู้ตรวจอาจใช้ไม้ swab ป้ายบริเวณคอ จากนั้นส่งตัวอย่างไปตรวจในห้องปฏิบัติการ

สิ่งสำคัญคือควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบว่ามีการสัมผัสทางปาก เพราะจะช่วยให้เลือกตำแหน่งตรวจได้เหมาะสม

การตรวจเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศจึงไม่ควรนำมาใช้แทนการตรวจคอในกรณีที่มีความเสี่ยงเฉพาะบริเวณนั้น

ขึ้นอยู่กับรูปแบบการสัมผัส

หากมีเพศสัมพันธ์หลายรูปแบบ การตรวจเพียงตำแหน่งเดียวอาจไม่ครอบคลุมทุกจุดที่มีโอกาสติดเชื้อ

ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งอาจมีการสัมผัสทางปากและทางอวัยวะเพศพร้อมกัน หากตรวจเพียงคอ ก็ยังไม่ได้ตอบว่ามีเชื้อบริเวณอวัยวะเพศหรือไม่

ในทางกลับกัน หากตรวจเฉพาะปัสสาวะ ก็อาจไม่ได้ตอบว่ามีการติดเชื้อบริเวณคอหรือทวารหนักหรือไม่

จึงควรแจ้งประวัติการสัมผัสตามจริง เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินตำแหน่งตรวจอย่างเหมาะสม

อาการอาจคล้ายกันมาก

คออักเสบทั่วไปจากไวรัสมักพบอาการเจ็บคอ ไอ น้ำมูก หรือมีไข้ร่วมด้วย ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดอาจมีไข้สูง เจ็บคอมาก และมีคราบที่ต่อมทอนซิล

แต่หนองในที่คออาจไม่มีอาการ หรือมีเพียงอาการเจ็บคอเล็กน้อย

ดังนั้นการดูคอด้วยตัวเองแล้วเห็นว่าคอแดงหรือมีคราบ ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นหนองใน

ในทำนองเดียวกัน หากไม่มีคราบหรือไม่มีหนองก็ไม่สามารถยืนยันว่าไม่มีเชื้อได้

การวินิจฉัยจึงควรอาศัยประวัติความเสี่ยงร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเมื่อมีข้อบ่งชี้

หนองในเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะแนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับตำแหน่งติดเชื้อ ประวัติการรักษา และแนวโน้มการดื้อยาในพื้นที่

WHO ระบุว่าการดื้อยาของเชื้อหนองในเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก และยาหลายกลุ่มที่เคยใช้ได้ผลอาจมีประสิทธิภาพลดลงจากปัญหาเชื้อดื้อยา

สำหรับการติดเชื้อบริเวณคอ เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะ CDC ระบุว่าการติดเชื้อหนองในที่คอรักษาให้หายได้ยากกว่าการติดเชื้อบริเวณทางเดินปัสสาวะหรือทวารหนัก

ดังนั้นไม่ควรนำยาที่เคยใช้ในอดีตมาซื้อกินซ้ำ หรือใช้ยาของคนอื่นโดยไม่ผ่านการประเมิน

สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีหนองในบริเวณคอ CDC แนะนำให้ตรวจยืนยันผลการรักษา หรือ test of cure หลังรักษา 7–14 วัน โดยสามารถใช้การเพาะเชื้อหรือ NAAT ตามความเหมาะสม

เหตุผลหนึ่งคือเชื้อบริเวณคอมีโอกาสกำจัดได้ยากกว่าในบางตำแหน่ง

หากตรวจเร็วเกินไป ผล NAAT อาจมีโอกาสเป็นบวกจากสารพันธุกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ได้ CDC จึงระบุว่าการตรวจที่ 7 วันอาจมีโอกาสให้ผลบวกลวงมากขึ้น และควรพิจารณาบริบททางคลินิกร่วมด้วย

ผู้ที่ได้รับการรักษาจึงควรปฏิบัติตามนัดและไม่ควรคิดว่าอาการหายแล้วเท่ากับเชื้อหมดแน่นอน

หากอาการยังคงอยู่หลังการรักษา ไม่ควรซื้อยามาเพิ่มเอง

แพทย์อาจพิจารณาตรวจซ้ำ โดยเฉพาะการเพาะเชื้อและการตรวจความไวต่อยาปฏิชีวนะ หากสงสัยว่าการรักษาไม่ได้ผล CDC แนะนำให้ประเมินด้วยการเพาะเชื้อร่วมกับ NAAT ตามความเหมาะสม และตรวจ antimicrobial susceptibility หากเพาะพบเชื้อ

อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บคอที่ยังอยู่ไม่ได้แปลว่าหนองในรักษาไม่หายเสมอไป เพราะอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ไวรัส การอักเสบ หรือการติดเชื้อชนิดอื่น

แพทย์จึงต้องพิจารณาทั้งผลตรวจและอาการร่วมกัน

ได้

การรักษาหนองในครั้งหนึ่งไม่ได้ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันถาวร หากกลับไปสัมผัสเชื้ออีก ก็สามารถติดเชื้อซ้ำได้

สาเหตุที่พบได้ เช่น

  • คู่นอนยังไม่ได้รับการตรวจหรือรักษา
  • มีเพศสัมพันธ์ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
  • มีคู่นอนใหม่ที่มีเชื้อ
  • มีการสัมผัสทางเพศรูปแบบอื่นที่ไม่ได้ป้องกัน
  • มีเชื้ออยู่คนละตำแหน่งกับที่เคยตรวจ

CDC ระบุว่าการติดเชื้อซ้ำหลังรักษาพบได้ และในหลายกรณีการติดซ้ำมีแนวโน้มมาจากการได้รับเชื้อใหม่มากกว่าการรักษาไม่สำเร็จ

การลดความเสี่ยงควรเริ่มจากการลดโอกาสสัมผัสสารคัดหลั่งที่อาจมีเชื้อ

ในการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก การใช้ถุงยางอนามัยหรือ dental dam สามารถช่วยลดการสัมผัสโดยตรงระหว่างเยื่อบุช่องปากกับอวัยวะเพศได้

หากมีคู่นอนใหม่ มีคู่นอนหลายคน หรือมีเหตุการณ์ที่สงสัยว่าสัมผัสเชื้อ ควรปรึกษาสถานพยาบาลเรื่องการตรวจ

อย่าบอกเพียงว่า “มีเพศสัมพันธ์” แต่ควรแจ้งว่ามีการสัมผัสทางปาก ทางช่องคลอด หรือทางทวารหนัก เพราะตำแหน่งสัมผัสมีผลต่อการเลือกตำแหน่งตรวจ

การรักษาเฉพาะตัวเองโดยไม่ให้คู่นอนได้รับการประเมิน อาจนำไปสู่การติดเชื้อซ้ำได้

ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะที่เหลือจากครั้งก่อน หรือซื้อยาตามคำแนะนำในอินเทอร์เน็ต เพราะเชื้อหนองในมีปัญหาดื้อยาและการเลือกยาที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้การดูแลซับซ้อนขึ้น

ช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นการป้องกันได้ 100%

ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับการใช้ให้ถูกต้องและสม่ำเสมอ รวมถึงบริเวณที่ถุงยางครอบคลุม

หากใช้ถุงยางระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ทางปากอย่างถูกต้อง ก็ช่วยลดการสัมผัสสารคัดหลั่งระหว่างบริเวณที่เกี่ยวข้องได้

อย่างไรก็ตาม หากมีการสัมผัสบริเวณที่ถุงยางไม่ได้ครอบคลุม หรือถุงยางแตกหรือหลุด ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้น

ดังนั้นการป้องกันที่เหมาะสมควรประกอบด้วยการใช้ barrier method การตรวจเมื่อมีความเสี่ยง และการสื่อสารกับคู่นอน

บริเวณคอเป็นตำแหน่งที่ได้รับความสนใจจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องการดื้อยาของหนองใน

WHO ระบุว่าการติดเชื้อหนองในบริเวณคอมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาการรักษาล้มเหลวและการดื้อยา โดยมีรายงานเชื้อที่ดื้อต่อยาบางชนิด และการติดเชื้อบริเวณคอจำนวนมากไม่มีอาการ

นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ติดเชื้อบริเวณคอจะรักษาไม่หาย แต่เป็นเหตุผลว่าทำไมการใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์และการติดตามผลหลังรักษาจึงสำคัญ

การกินยาผิดชนิด ขนาดไม่เหมาะสม หรือหยุดยาเอง อาจทำให้การจัดการโรคยุ่งยากขึ้น และไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อ “ป้องกันไว้ก่อน” โดยไม่มีข้อบ่งชี้

หากมีการมีเพศสัมพันธ์ทางปากกับคู่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีหนองใน ควรแจ้งประวัติการสัมผัสให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ

การตรวจจะขึ้นอยู่กับลักษณะการสัมผัส ระยะเวลา และแนวทางของสถานพยาบาล

สิ่งสำคัญคืออย่ารอให้เกิดอาการก่อนจึงค่อยคิดเรื่องตรวจ เพราะหนองในบริเวณคอจำนวนมากไม่มีอาการ

หากตรวจพบเชื้อ ควรทำตามแผนการรักษาและคำแนะนำเกี่ยวกับการงดมีเพศสัมพันธ์และการจัดการคู่นอนอย่างเคร่งครัด

ไม่เสมอไป

คราบขาวบริเวณคอหรือทอนซิลอาจเกิดจากการติดเชื้อหลายชนิด เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียบางประเภท ต่อมทอนซิลอักเสบ หรือสาเหตุอื่น

คำว่า “หนองใน” เป็นชื่อโรคที่เกิดจากเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ไม่ใช่คำเรียกอาการที่มีหนองบริเวณคอทุกชนิด

ดังนั้นไม่ควรดูจากลักษณะคอเพียงอย่างเดียวแล้วสรุปว่าเป็นโรคนี้

หากมีประวัติทางเพศที่เกี่ยวข้อง ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพราะจะช่วยให้แพทย์เลือกการตรวจที่ตรงกับความเสี่ยงมากขึ้น

ควรพิจารณาปรึกษาแพทย์หรือคลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หากมีสถานการณ์ เช่น

  1. มีเพศสัมพันธ์ทางปากกับผู้ที่เป็นหนองใน
  2. มีอาการเจ็บคอหลังมีความเสี่ยงทางเพศ
  3. มีคู่นอนแจ้งภายหลังว่าตรวจพบหนองใน
  4. มีอาการผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศร่วมด้วย
  5. มีสารคัดหลั่งผิดปกติ
  6. มีเหตุการณ์ถุงยางแตกหรือหลุดระหว่างการมีเพศสัมพันธ์
  7. เคยรักษาหนองในแล้วแต่ยังมีอาการหรือสงสัยว่าติดซ้ำ

การเข้ารับการตรวจไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นหนองในเสมอไป แต่ช่วยให้ทราบสาเหตุและรับการดูแลที่เหมาะสม

หนองในไม่ได้เกิดเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ แต่สามารถติดเชื้อบริเวณคอได้ โดยเฉพาะหลังการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก จุดที่ต้องระวังคือการติดเชื้อบริเวณคอจำนวนมากไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เจ็บคอและคอแดง ทำให้หลายคนไม่รู้ตัว

ดังนั้น คอเป็นหนองในได้ไหม จึงไม่ใช่เพียงคำถามทางทฤษฎี แต่เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจหากมีประวัติสัมผัสทางเพศที่มีความเสี่ยง การตรวจต้องเลือกตำแหน่งให้ตรงกับการสัมผัส เพราะการตรวจปัสสาวะเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถบอกการติดเชื้อบริเวณคอได้

หากตรวจพบหนองในที่คอ ควรรับการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ และ CDC แนะนำให้ตรวจยืนยันผลการรักษาอีกครั้งหลังการรักษา 7–14 วันสำหรับการติดเชื้อบริเวณคอ

สุดท้าย การไม่มีอาการไม่ได้เท่ากับไม่มีเชื้อ และการมีอาการเจ็บคอก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นหนองในเสมอไป วิธีที่ชัดเจนที่สุดคือประเมินจากประวัติความเสี่ยงและตรวจในตำแหน่งที่เหมาะสม หากมีความเสี่ยงหรือสงสัยว่ามีการสัมผัสเชื้อ ควรเข้ารับคำแนะนำจากสถานพยาบาลแทนการซื้อยามารักษาเอง

ได้ การมีเพศสัมพันธ์ทางปากสามารถทำให้คอสัมผัสกับเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ได้ และการติดเชื้อบริเวณคออาจไม่มีอาการ

ไม่ใช่ การติดเชื้อบริเวณคอส่วนใหญ่สามารถไม่มีอาการได้ จึงไม่ควรใช้การไม่มีอาการเป็นหลักฐานว่าไม่มีเชื้อ

ไม่แน่นอน เจ็บคอมีสาเหตุได้หลายอย่าง การมีประวัติสัมผัสทางเพศอาจเป็นเหตุผลให้พิจารณาตรวจ แต่ต้องใช้ผลตรวจและการประเมินทางการแพทย์ในการวินิจฉัย

ไม่ควรสรุปเช่นนั้น เพราะการติดเชื้ออาจเกิดคนละตำแหน่ง หากมีการสัมผัสทางปาก ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์เพื่อพิจารณาการตรวจบริเวณคอด้วย

รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม แต่ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและเลือกแนวทางรักษา เนื่องจากปัญหาเชื้อดื้อยาหนองในมีความสำคัญมากขึ้นทั่วโลก

เนื่องจาก CDC แนะนำให้ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีหนองในบริเวณคอตรวจยืนยันผลการรักษา 7–14 วันหลังการรักษา เพื่อประเมินว่าการติดเชื้อได้รับการกำจัดแล้วหรือไม่

ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับประวัติการสัมผัสทั้งหมด รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก เพื่อประเมินว่าควรตรวจบริเวณใดและควรจัดการคู่นอนอย่างไร ไม่ควรซื้อยามากินเอง

การใช้ถุงยางหรือ barrier method อย่างถูกต้องช่วยลดการสัมผัสเชื้อ แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถป้องกันได้ทุกสถานการณ์ หากมีการสัมผัสบริเวณอื่นหรือถุงยางแตกหรือหลุด ความเสี่ยงอาจยังมีอยู่

สามารถติดเชื้อซ้ำได้หากมีการสัมผัสเชื้ออีกครั้ง การเคยรักษาหายไม่ได้ทำให้มีภูมิคุ้มกันถาวรต่อหนองใน

ใช้ถุงยางหรือ barrier method ให้เหมาะสมกับกิจกรรมทางเพศ ตรวจ STI เมื่อมีความเสี่ยง แจ้งคู่นอนเมื่อพบการติดเชื้อ และเข้ารับการตรวจในตำแหน่งที่ตรงกับการสัมผัส โดยเฉพาะเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางปาก

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ