Skip to content
Home » บทความ » โรคสะเก็ดเงิน คืออะไร? ทำไมโรคสะเก็ดเงินจึงไม่ควรละเลย

โรคสะเก็ดเงิน คืออะไร? ทำไมโรคสะเก็ดเงินจึงไม่ควรละเลย

โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) เป็นโรคเรื้อรังทางผิวหนังที่พบได้บ่อย และมีความซับซ้อนทางด้านภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งส่งผลให้เกิดการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเร็วกว่าปกติ จนทำให้เกิดคราบหนา สีขาวเงิน หรือแดง ลอกเป็นแผ่น เรียกว่า “สะเก็ด” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “โรคสะเก็ดเงิน” แม้ว่าโรคสะเก็ดเงินจะไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ แต่ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินจำนวนมากกลับต้องเผชิญกับปัญหาทางจิตใจและการตีตราทางสังคม นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ความเครียด และการใช้ชีวิตที่ลำบากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินมีรูปแบบการแสดงออกที่หลากหลาย ตั้งแต่แบบเล็กน้อยที่มีเพียงผื่นบางจุด ไปจนถึงแบบรุนแรงที่ลามทั่วร่างกาย ดังนั้นการทำความเข้าใจ กลไกการเกิดโรค ลักษณะอาการ ชนิดของโรคสะเก็ดเงิน และแนวทางการรักษาที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการดูแลผู้ป่วยให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

กลไกการเกิดโรคสะเก็ดเงิน

โรคสะเก็ดเงินเป็นผลลัพธ์ของความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเข้าใจได้ว่าเป็น “โรคออโตอิมมูน” ชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายเข้าใจผิดว่าเซลล์ผิวหนังของตนเองเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำลายเซลล์ผิวหนัง และเร่งให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่เร็วกว่าปกติ

1. ความผิดปกติของ T-cell

T-cell ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการอักเสบ เมื่อเกิดโรคสะเก็ดเงิน T-cell จะถูกกระตุ้นเกินปกติ จนทำให้เกิดการหลั่ง cytokines (เช่น TNF-α, IL-17, IL-23) ที่กระตุ้นให้ผิวหนังแบ่งตัวมากกว่าปกติหลายเท่า

2. การแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเร็วผิดปกติ

เซลล์ผิวหนังปกติใช้เวลาประมาณ 28 วันในการผลัดเซลล์ แต่ในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน เซลล์จะผลัดตัวในเวลาเพียง 3–5 วันเท่านั้น ทำให้เกิดการสะสมของเซลล์ที่ยังไม่สมบูรณ์บนผิวหนัง กลายเป็นแผ่นหนาและลอกเป็น “สะเก็ด”

3. กระบวนการอักเสบเรื้อรัง

ความผิดปกติของภูมิคุ้มกันทำให้เกิด การอักเสบเรื้อรังในชั้นผิวหนัง จึงพบว่าในบริเวณที่มีผื่นสะเก็ดเงินมักจะมีลักษณะแดง คัน และเจ็บร่วมด้วย

ลักษณะอาการของโรคสะเก็ดเงิน

โรคสะเก็ดเงินสามารถแสดงอาการได้หลายแบบ ขึ้นกับชนิดของโรคและบริเวณที่เป็น อาการหลัก ๆ ที่พบ ได้แก่:

  • ผื่นนูนแดง ขอบชัดเจน ปกคลุมด้วยสะเก็ดสีขาวเงิน
  • คัน ผิวแห้ง แตก หรือเลือดออก
  • มักเกิดที่ข้อศอก หัวเข่า หนังศีรษะ หลัง หรือหน้าอก
  • หากเป็นที่เล็บ อาจพบการเปลี่ยนสี เล็บหลุด หรือหนาขึ้น
  • ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจมีข้ออักเสบร่วมด้วย (Psoriatic Arthritis)

ชนิดของโรคสะเก็ดเงิน

โรคสะเก็ดเงินแบ่งออกได้หลายชนิดตามลักษณะและตำแหน่งของอาการที่ปรากฏ ดังนี้:

1. Plaque Psoriasis (ชนิดสะเก็ดเงินหนา) – พบบ่อยที่สุด

  • ลักษณะ: ผื่นแดง ขอบชัด มีสะเก็ดหนา สีเงินหรือขาว
  • พบบ่อยที่: ข้อศอก หัวเข่า หนังศีรษะ หลังส่วนล่าง
  • ร้อยละ 80–90 ของผู้ป่วยเป็นชนิดนี้

2. Guttate Psoriasis (ชนิดหยดน้ำ)

  • ลักษณะ: จุดเล็ก ๆ คล้ายหยดน้ำ กระจายทั่วร่างกาย
  • มักเกิดในเด็กหรือวัยรุ่น และเกิดตามหลังการติดเชื้อ (โดยเฉพาะคออักเสบจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส)

3. Inverse Psoriasis (ชนิดในร่มผ้า)

  • ลักษณะ: ผื่นแดงเรียบ ไม่มีสะเก็ด
  • พบบริเวณ: รักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวนม สะดือ
  • ผื่นมีลักษณะชื้นและเกิดง่ายเมื่อผิวสัมผัสและมีความชื้น

4. Pustular Psoriasis (ชนิดตุ่มหนอง)

  • ลักษณะ: ตุ่มหนองเล็ก ๆ สีขาวบนพื้นผิวแดง
  • มักเริ่มที่ฝ่ามือฝ่าเท้า หรืออาจกระจายทั่วร่างกาย (แบบรุนแรง)

5. Erythrodermic Psoriasis (ชนิดแดงทั่วตัว)

  • เป็นชนิดที่รุนแรงที่สุด
  • ลักษณะ: ผิวหนังแดงลอกทั่วตัว อาจมีไข้ หนาวสั่น
  • ต้องรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

6. Psoriatic Arthritis (ข้ออักเสบจากสะเก็ดเงิน)

  • ร่วมกับผื่นผิวหนัง จะมีอาการปวดบวมที่ข้อ นิ้วมือ ข้อนิ้ว หรือหลัง
  • อาจทำให้เกิดความพิการถาวรได้หากไม่ได้รับการรักษา

ปัจจัยกระตุ้นและปัจจัยเสี่ยงของโรคสะเก็ดเงิน

  • กรรมพันธุ์: มีประวัติคนในครอบครัวเป็น
  • ความเครียด: กระตุ้นให้โรคกำเริบได้
  • การติดเชื้อ: เช่น คออักเสบจากเชื้อ Streptococcus
  • ยาบางชนิด: เช่น lithium, beta-blockers, NSAIDs
  • แอลกอฮอล์ และบุหรี่
  • อากาศเย็นหรือผิวแห้ง
  • การบาดเจ็บของผิวหนัง เช่น แผลขีดข่วน

การวินิจฉัยโรคสะเก็ดเงิน

การวินิจฉัยทำได้จากการตรวจร่างกาย โดยแพทย์ผิวหนังจะพิจารณาจากลักษณะของผื่น หากจำเป็น อาจทำการขูดชั้นผิวหนัง หรือเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา (Skin Biopsy) เพื่อแยกโรคออกจากโรคผิวหนังชนิดอื่น เช่น โรคผื่นแพ้สัมผัส กลากเกลื้อน หรือลูปัส


การรักษาโรคสะเก็ดเงิน

1. ยาทาเฉพาะที่

  • Corticosteroids: ลดการอักเสบ
  • Vitamin D analogs (เช่น Calcipotriol): ลดการแบ่งเซลล์ผิวหนัง
  • Coal tar: ลดอาการคัน
  • Salicylic acid: ช่วยผลัดเซลล์ผิวหนัง

2. การฉายแสง (Phototherapy)

  • UVB narrowband: ใช้แสง UVB ปริมาณเฉพาะ
  • PUVA: ผสมยา psoralen กับการฉาย UVA
  • เหมาะกับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อยาทา

3. ยารับประทาน

  • Methotrexate: ยับยั้งการแบ่งเซลล์
  • Cyclosporine: กดภูมิคุ้มกัน
  • Acitretin: กลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ

4. ยาชีวภาพ (Biologic Agents)

เหมาะกับโรคสะเก็ดเงินชนิดรุนแรงหรือดื้อต่อยาอื่น เช่น:

  • TNF-α inhibitors: adalimumab, etanercept, infliximab
  • IL-17 inhibitors: secukinumab, ixekizumab
  • IL-23 inhibitors: guselkumab, risankizumab

การดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน

  • บำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ เพื่อป้องกันผิวแห้ง
  • หลีกเลี่ยงการเกา ลดการระคายเคือง
  • งดแอลกอฮอล์ และบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงความเครียด ด้วยการทำสมาธิหรือออกกำลังกายเบา ๆ
  • รับประทานอาหารที่ต้านการอักเสบ เช่น ผัก ผลไม้ น้ำมันปลา

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงิน

  1. โรคสะเก็ดเงินติดต่อได้? – ไม่จริง เป็นโรคไม่ติดต่อ
  2. ผู้ป่วยไม่ควรอาบน้ำบ่อย? – ไม่จริง ควรอาบน้ำและบำรุงผิวเสมอ
  3. การรักษาเพียงชั่วคราวจะหายขาด? – ไม่จริง โรคนี้รักษาไม่หายขาด แต่ควบคุมได้
  4. ใช้ยาชุด/สมุนไพรจะดีกว่ายาแพทย์แผนปัจจุบัน? – อาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน

สรุป: การใช้ชีวิตอย่างเข้าใจเมื่ออยู่กับโรคสะเก็ดเงิน

โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่ไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมให้อยู่นานโดยไม่กำเริบได้ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสม เข้าใจกลไกของโรค และดูแลตนเองอย่างเหมาะสม การมีชีวิตที่ดีและสมบูรณ์แบบก็เป็นไปได้

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรง โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ