พยาธิในช่องคลอดเกิดจากปรสิต ชื่อ Trichomonas vaginalis ซึ่งอาศัยอยู่ในระบบทางเดินสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะ สามารถติดต่อจากผู้ติดเชื้อไปยังคู่นอนผ่านการมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะการสัมผัสสารคัดหลั่งและเยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศ
การติดเชื้อนี้พบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย แต่ผู้หญิงมักแสดงอาการชัดเจนกว่า ขณะที่ผู้ชายอาจมีเชื้อโดยไม่รู้ตัว ทำให้สามารถถ่ายทอดเชื้อให้คู่นอนได้แม้ไม่มีอาการผิดปกติ
พยาธิในช่องคลอดไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย จึงไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะทุกชนิด และไม่ควรนำยารักษาหนองในหรือหนองในเทียมมาใช้แทนกันเอง

พยาธิในช่องคลอดมีอาการอย่างไร?
1. ตกขาวผิดปกติ : อาจมีตกขาวมากขึ้น สีเหลืองหรือเขียว บางรายมีลักษณะเป็นฟองและมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
2. คันหรือแสบช่องคลอด : อาจมีอาการคัน แดง ระคายเคือง หรือเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ โดยเฉพาะเมื่อมีการอักเสบ
3. ปัสสาวะแสบขัด : อาจเกิดจากการอักเสบบริเวณทางเดินปัสสาวะหรืออวัยวะเพศ แต่เป็นอาการที่พบได้ในโรคอื่นเช่นกัน
🦠ในผู้ชาย : อาจมีอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะ คันหรือระคายเคืองในท่อปัสสาวะ หรือมีสารคัดหลั่งผิดปกติ อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นพยาธิในช่องคลอด เพราะอาจเกิดจากหนองใน หนองในเทียม หรือการติดเชื้ออื่นได้
**หากไม่มีอาการก็ยังมีโอกาสติดเชื้อ จึงควรพิจารณาตรวจเมื่อคู่นอนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้
ถาม–ตอบ: พยาธิในช่องคลอด คือโรคอะไร?
ถาม: พยาธิในช่องคลอดคืออะไร?
ตอบ: พยาธิในช่องคลอด หรือ Trichomoniasis เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากปรสิตเซลล์เดียวชื่อ Trichomonas vaginalis ไม่ใช่พยาธิตัวกลมที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เชื้อสามารถทำให้เกิดการอักเสบและตกขาวผิดปกติ โดยผู้หญิงอาจมีตกขาวสีเหลืองหรือเขียว มีกลิ่นเหม็น คันหรือแสบช่องคลอด ส่วนผู้ชายจำนวนมากอาจไม่มีอาการ

ถาม: พยาธิในช่องคลอดกินยาอะไร?
ตอบ: ยาที่ใช้รักษาหลักคือ Metronidazole (เมโทรนิดาโซล) หรือในบางกรณีอาจใช้ Tinidazole (ทินิดาโซล) ตามดุลยพินิจของแพทย์ สำหรับผู้หญิง แนวทางรักษาที่ใช้บ่อยคือ Metronidazole 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน ส่วนผู้ชายอาจใช้สูตรยาแตกต่างกัน จึงไม่ควรซื้อยามากินเองโดยไม่ประเมินความเหมาะสม และปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์
ถาม: พยาธิในช่องคลอดติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไหม?
ตอบ: ติดต่อได้ โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย เชื้อสามารถถ่ายทอดระหว่างคู่นอนได้ แม้ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการก็ตาม
ถาม: ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงที่เป็นพยาธิในช่องคลอด จะติดไหม?
ตอบ: มีโอกาสติดเชื้อได้ ผู้ชายอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการ ซึ่งหากมีอาการ ได้แก่ ระคายเคืองท่อปัสสาวะ ปัสสาวะแสบขัด หรือมีสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะ หากแฟนได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและรักษาพร้อมกัน
ถาม: พยาธิในช่องคลอดมีอาการอย่างไร?
ตอบ: ผู้หญิงอาจมีตกขาวมากผิดปกติ สีเหลืองหรือเขียว มีกลิ่นเหม็น คันหรือแสบช่องคลอด และปัสสาวะแสบขัด แต่บางรายไม่มีอาการ ส่วนผู้ชายมักไม่มีอาการชัดเจนหรืออาจมีอาการระคายเคืองบริเวณท่อปัสสาวะ
ถาม: พยาธิในช่องคลอดหายเองได้ไหม?
ตอบ: ไม่ควรรอให้หายเอง เพราะเชื้ออาจคงอยู่เป็นเวลานานและแพร่ไปยังคู่นอนได้ ควรตรวจยืนยันและรับยาตามแพทย์สั่ง แม้อาการจะลดลงก็ไม่ได้หมายความว่าเชื้อหมดไปแล้ว
ถาม: แฟนรักษาพยาธิในช่องคลอดแล้วมีเพศสัมพันธ์กับแฟนได้ไหม?
ตอบ: ควรงดมีเพศสัมพันธ์จนทั้งผู้ติดเชื้อและคู่นอนได้รับการรักษาครบ ไม่มีอาการ และเป็นไปตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
ยาที่ใช้รักษาพยาธิในช่องคลอด
ยาที่ใช้รักษาพยาธิในช่องคลอดเป็นยากลุ่ม nitroimidazole ได้แก่ Metronidazole และ Tinidazole โดยแพทย์จะเลือกชนิดและสูตรยาตามเพศ ประวัติการรักษา การตั้งครรภ์ โรคร่วม และข้อห้ามใช้ยา
| ยา | การใช้รักษา |
|---|---|
| Metronidazole | เป็นยาหลักที่ใช้รักษาพยาธิในช่องคลอด |
| Tinidazole | เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในบางกรณี |
| ยาทาหรือยาเหน็บเฉพาะที่ | โดยทั่วไปไม่ใช่การรักษาทดแทนยารับประทานที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ |
ในผู้หญิง แนวทางมาตรฐานที่ใช้บ่อยคือ Metronidazole 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน ส่วนผู้ชายอาจได้รับ Metronidazole 2 กรัม รับประทานครั้งเดียวตามแนวทางที่ใช้ในบางประเทศ ทั้งนี้ สูตรยาต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและสั่งจ่าย ไม่ควรใช้ขนาดยานี้เป็นคำแนะนำให้ซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ข้อควรระวัง: แจ้งแพทย์หากตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีโรคประจำตัว หรือใช้ยาอื่นอยู่ ควรรับประทานยาตามคำสั่งให้ครบ และสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างใช้ยาและหลังหยุดยา เนื่องจากคำแนะนำอาจแตกต่างกันตามชนิดยาและแนวทางที่ใช้
พยาธิในช่องคลอดต่างจากหนองในอย่างไร?
ทั้งสองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ แต่เกิดจากเชื้อคนละชนิดและใช้ยารักษาต่างกัน
| หัวข้อ | พยาธิในช่องคลอด | หนองใน |
|---|---|---|
| เชื้อสาเหตุ | ปรสิต T. vaginalis | แบคทีเรีย N. gonorrhoeae |
| อาการในผู้หญิง | ตกขาวมีกลิ่น คันหรือแสบ | ตกขาวผิดปกติ ปัสสาวะแสบขัด หรือไม่มีอาการ |
| อาการในผู้ชาย | มักไม่มีอาการ อาจระคายเคืองท่อปัสสาวะ | อาจมีหนองจากท่อปัสสาวะและปัสสาวะแสบขัด |
| ยาที่ใช้รักษา | Metronidazole หรือ Tinidazole | ยาปฏิชีวนะตามแนวทางรักษาหนองใน |
| การดูแลคู่นอน | คู่นอนควรได้รับการรักษาพร้อมกัน | คู่นอนควรได้รับการประเมินและรักษาตามข้อบ่งชี้ |
**หากมีตกขาวเหม็นมาก ไม่ควรตัดสินจากสีหรือกลิ่นเพียงอย่างเดียว เพราะอาจเกิดจากภาวะแบคทีเรียในช่องคลอดเสียสมดุล (BV) หนองใน หนองในเทียม หรือพยาธิในช่องคลอดได้ การตรวจช่วยให้เลือกยารักษาได้ถูกต้อง
ถ้าแฟนเป็นพยาธิในช่องคลอด ต้องรักษาด้วยไหม?
หากแฟนได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ Trichomonas vaginalis คู่นอนควรได้รับการประเมินและรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ แม้จะไม่มีอาการ เพราะผู้ชายอาจเป็นพาหะและแพร่เชื้อกลับไปยังแฟนได้
ระหว่างรักษาควรงดมีเพศสัมพันธ์จนทั้งคู่รักษาครบและอาการหาย หากกลับมามีอาการอีก ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ โดยเฉพาะการติดเชื้อซ้ำจากคู่นอน การใช้ยาไม่ครบ หรือการรักษาที่ไม่ได้ผล
สำหรับผู้หญิงที่เคยเป็นพยาธิในช่องคลอด แนวทางทางการแพทย์แนะนำให้พิจารณาตรวจซ้ำประมาณ 3 เดือนหลังการรักษา เนื่องจากการติดเชื้อซ้ำพบได้บ่อย ส่วนผู้ชายอาจพิจารณาตรวจซ้ำตามอาการและความเสี่ยง
สรุป: พยาธิในช่องคลอดคือโรคอะไร กินยาอะไร?
พยาธิในช่องคลอดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากปรสิต Trichomonas vaginalis ผู้หญิงอาจมีตกขาวสีเหลืองหรือเขียว มีกลิ่นเหม็น คันหรือแสบช่องคลอด ส่วนผู้ชายอาจไม่มีอาการแต่ยังสามารถติดเชื้อได้
ยาที่ใช้รักษาหลักคือ Metronidazole และอาจใช้ Tinidazole ในบางกรณี ควรตรวจและรับยาตามแพทย์สั่ง พร้อมให้คู่นอนได้รับการประเมินและรักษาเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ ไม่ควรซื้อยารักษาหนองในหรือยาเหน็บมาใช้แทนเอง
FAQ: คำถามที่พบบ่อย
1. พยาธิในช่องคลอดเป็นพยาธิจริงไหม?
เป็นปรสิตเซลล์เดียว ไม่ใช่พยาธิตัวกลมที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
2. พยาธิในช่องคลอดติดต่อจากห้องน้ำได้ไหม?
การติดต่อหลักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช่การใช้ห้องน้ำสาธารณะตามปกติ
3. กิน Metronidazole แล้วหายทันทีไหม?
ไม่จำเป็นต้องหายทันที ควรกินยาครบตามแพทย์สั่ง หากอาการไม่ดีขึ้นหรือกลับมาเป็นซ้ำควรพบแพทย์
4. ผู้ชายที่ไม่มีอาการต้องรักษาหรือไม่?
หากคู่นอนได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและรับการรักษาตามข้อบ่งชี้ แม้ไม่มีอาการ
5. พยาธิในช่องคลอดทำให้มีบุตรยากไหม?
หลักฐานยังไม่ชัดเจนว่าทำให้มีบุตรยากโดยตรงในทุกกรณี แต่การติดเชื้ออาจสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนทางระบบสืบพันธุ์และผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ระหว่างตั้งครรภ์ จึงควรได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ

