โรคจิตเภท (Schizophrenia) เป็นหนึ่งในโรคทางจิตเวชที่มีความซับซ้อนและรุนแรงที่สุด โดยจัดอยู่ในกลุ่มโรคจิต (Psychotic disorders) ที่ส่งผลกระทบต่อความคิด การรับรู้ อารมณ์ และพฤติกรรมของผู้ป่วยอย่างชัดเจน โรคนี้มีความสำคัญในด้านสาธารณสุขทั่วโลก เนื่องจากมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ความสามารถในการทำงาน การเข้าสังคม และความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างมาก
คำว่า “จิตเภท” มาจากรากศัพท์ภาษากรีก “schizo” หมายถึง การแยกออก และ “phrenia” หมายถึง จิตใจ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะที่ผู้ป่วยมีการแยกตัวออกจากความเป็นจริง และประสบกับความผิดปกติของความคิด การรับรู้ และอารมณ์
ในปัจจุบัน ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรคจิตเภทมีอัตราการเกิดประมาณ 0.3–0.7% ของประชากรทั่วโลก ซึ่งถือว่าไม่สูง แต่ผลกระทบที่ตามมามีความรุนแรงและต่อเนื่องตลอดชีวิตหากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม

โรคจิตเภทคืออะไร
โรคจิตเภท (Schizophrenia) เป็นโรคทางจิตเวชที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง โดยเฉพาะการทำงานของสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) และโครงสร้างของสมองบางส่วน ทำให้เกิดอาการผิดปกติทางความคิด การรับรู้ และพฤติกรรม
ผู้ป่วยโรคจิตเภทมักมีอาการหลงผิด (Delusions) ประสาทหลอน (Hallucinations) พูดหรือคิดไม่เป็นระเบียบ (Disorganized speech/thinking) และมีพฤติกรรมที่ผิดปกติจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
อาการสำคัญของโรคจิตเภท
อาการของโรคจิตเภทแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
1. อาการทางบวก (Positive symptoms)
คืออาการที่ผู้ป่วยมีประสบการณ์หรือพฤติกรรมที่ “มากกว่าปกติ” เช่น
- อาการหลงผิด (Delusions): เชื่อในสิ่งที่ไม่จริง เช่น คิดว่ามีคนสะกดรอยตาม คิดว่าตนเองเป็นบุคคลสำคัญหรือมีพลังพิเศษ
- อาการประสาทหลอน (Hallucinations): ได้ยินเสียง เห็นภาพ หรือรับรู้สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง โดยอาการที่พบบ่อยที่สุดคือ หูแว่ว (Auditory hallucinations)
- ความคิดและการพูดที่ผิดปกติ (Disorganized speech): พูดไม่เป็นประโยค สับสน ใช้คำที่ไม่เชื่อมโยงกัน
- พฤติกรรมผิดปกติรุนแรง (Grossly disorganized behavior): เช่น หัวเราะหรือร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล เคลื่อนไหวซ้ำ ๆ หรือไม่เคลื่อนไหวเลย (Catatonia)
2. อาการทางลบ (Negative symptoms)
คืออาการที่แสดงถึงการขาดหายของการทำงานปกติ เช่น
- อารมณ์แบนราบ (Flat affect) ไม่แสดงสีหน้า
- การพูดน้อยลง (Alogia)
- ขาดแรงจูงใจ (Avolition) ไม่สนใจทำกิจกรรม
- การแยกตัวจากสังคม (Social withdrawal)
3. อาการด้านความคิดและการรู้คิด (Cognitive symptoms)
เช่น
- สมาธิสั้น
- ความจำบกพร่อง
- ความสามารถในการวางแผนและตัดสินใจลดลง

อาการของโรคจิตเภทในเด็กและผู้ใหญ่
อาการในเด็ก
แม้จะพบได้น้อย แต่โรคจิตเภทในเด็ก (Childhood-onset schizophrenia) มีความรุนแรงและพัฒนาอย่างรวดเร็ว เด็กที่ป่วยอาจมีอาการดังนี้
- พฤติกรรมแปลกไปจากเดิม เช่น พูดคนเดียว หัวเราะหรือร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล
- พัฒนาการด้านภาษาและสังคมล่าช้า
- ประสาทหลอน เช่น ได้ยินเสียงที่ไม่มีอยู่จริง
- สมาธิสั้น และไม่สนใจสิ่งรอบตัว
อาการในผู้ใหญ่
ในผู้ใหญ่อาการจะชัดเจนและตรงกับเกณฑ์การวินิจฉัยของ DSM-5 ได้แก่
- หลงผิด (Delusions)
- ประสาทหลอน (Hallucinations)
- การพูดไม่เป็นระเบียบ (Disorganized speech)
- พฤติกรรมผิดปกติอย่างชัดเจน
- อาการทางลบ เช่น อารมณ์แบนราบ
สาเหตุของโรคจิตเภท
โรคจิตเภทเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
- พันธุกรรม (Genetics): หากพ่อหรือแม่ป่วยด้วยโรคนี้ ลูกมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปถึง 10 เท่า
- ความผิดปกติของสารสื่อประสาท (Neurotransmitters): โดยเฉพาะโดพามีน (Dopamine) และกลูตาเมต (Glutamate)
- โครงสร้างสมองผิดปกติ (Brain structure abnormalities): เช่น สมองส่วน Hippocampus และ Prefrontal cortex มีขนาดเล็กกว่าปกติ
- ปัจจัยสิ่งแวดล้อม (Environmental factors): การคลอดก่อนกำหนด ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ การใช้สารเสพติด เช่น กัญชา LSD
- ปัจจัยด้านจิตสังคม (Psychosocial factors): ความเครียด การถูกละเมิดในวัยเด็ก
กลไกการเกิดโรคจิตเภทอย่างละเอียด
นักวิจัยเชื่อว่าโรคจิตเภทเกิดจาก ความผิดปกติของวงจรสมองและการสื่อสารของสารสื่อประสาท โดยเฉพาะ
- ทฤษฎีโดพามีน (Dopamine hypothesis): โรคจิตเภทเกี่ยวข้องกับการทำงานที่มากเกินไปของโดพามีนในเส้นทาง Mesolimbic pathway ซึ่งทำให้เกิดอาการหลงผิดและประสาทหลอน ขณะเดียวกันเส้นทาง Mesocortical pathway มีโดพามีนต่ำเกินไป ทำให้เกิดอาการทางลบและความบกพร่องด้านการรู้คิด
- กลูตาเมต (Glutamate dysfunction): ความผิดปกติของตัวรับ NMDA receptor ทำให้สมองไม่สามารถประมวลผลข้อมูลได้อย่างถูกต้อง
- ความผิดปกติของโครงสร้างสมอง: การศึกษาด้วย MRI พบว่าผู้ป่วยมีโพรงสมองขยายใหญ่ขึ้น สมองส่วน Prefrontal cortex และ Hippocampus มีการหดตัว
การวินิจฉัยโรคจิตเภท
การวินิจฉัยใช้เกณฑ์ DSM-5 โดยต้องมีอาการอย่างน้อย 2 ข้อ ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 1 เดือน และมีผลต่อการทำงานรวมเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน เช่น
- หลงผิด
- ประสาทหลอน
- การพูดไม่เป็นระเบียบ
- พฤติกรรมผิดปกติ
- อาการทางลบ
การรักษาโรคจิตเภท
1. การใช้ยา (Pharmacotherapy)
ยาต้านโรคจิต (Antipsychotics) เป็นการรักษาหลัก แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
- ยา Antipsychotic รุ่นเก่า (Typical/First-generation): เช่น Haloperidol, Chlorpromazine ออกฤทธิ์ยับยั้งโดพามีน มีผลข้างเคียงด้านการเคลื่อนไหว (Extrapyramidal symptoms)
- ยา Antipsychotic รุ่นใหม่ (Atypical/Second-generation): เช่น Risperidone, Olanzapine, Clozapine ออกฤทธิ์ต่อ Dopamine และ Serotonin ลดผลข้างเคียง และช่วยอาการทางลบได้ดีกว่า
2. การบำบัดทางจิตสังคม (Psychosocial interventions)
- การบำบัดพฤติกรรม-ความคิด (CBT)
- การบำบัดครอบครัว
- การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม
สัญญาณที่ควรรีบพบแพทย์
ควรพบจิตแพทย์หากมีอาการดังนี้
- หูแว่ว เห็นภาพหลอน หรือมีความเชื่อผิด ๆ รุนแรง
- พูดหรือคิดสับสน
- มีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น ไม่ดูแลตัวเอง ก้าวร้าว
- แยกตัวจากสังคม ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
- มีแนวโน้มทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
👉คนบ้า ถือ เป็นโรคจิตเภทไหม
คำว่า “คนบ้า” เป็นคำที่คนทั่วไปใช้เรียกบุคคลที่มีพฤติกรรมผิดปกติรุนแรง ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ แต่ ไม่ใช่คำศัพท์ทางการแพทย์ และไม่สามารถสรุปได้ว่าคนที่ถูกเรียกว่า “บ้า” จะต้องเป็น โรคจิตเภท (Schizophrenia) เสมอไป
ในทางการแพทย์ โรคจิตเภท เป็นเพียงหนึ่งในหลายโรคทางจิตเวชที่ทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมผิดปกติ เช่น หูแว่ว หลงผิด พูดไม่เป็นระเบียบ หรือแยกตัวจากสังคม แต่ยังมีโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ที่อาจทำให้ถูกเข้าใจว่า “บ้า” ได้เช่นกัน เช่น
- โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) ในระยะอาการรุนแรง
- โรคจิตจากสารเสพติด (Substance-induced psychotic disorder)
- ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ที่มีอาการหลงผิดหรือก้าวร้าว
- โรคซึมเศร้ารุนแรงที่มีอาการโรคจิต (Psychotic depression)
ดังนั้น คนที่ถูกเรียกว่า “คนบ้า” อาจเป็นโรคจิตเภทก็ได้ แต่ก็อาจเป็นโรคจิตเวชชนิดอื่น หรือแม้แต่ภาวะทางสมองที่ผิดปกติ ซึ่งต้องอาศัย การตรวจวินิจฉัยโดยจิตแพทย์ จึงจะระบุได้อย่างถูกต้อง
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ
