Skip to content
Home » บทความ » หิด แตกต่างจาก หูด อย่างไร?

หิด แตกต่างจาก หูด อย่างไร?

หิด แตกต่าง จากหูดอย่างไร? ความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อการป้องกันและรักษาที่เหมาะสม ในระบบสาธารณสุขและสุขภาพผิวหนัง มักมีคำถามอยู่เสมอเกี่ยวกับโรคผิวหนังที่มีลักษณะคล้ายกัน เช่น “หิด” และ “หูด” ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าทั้งสองโรคนี้เหมือนกันหรือเป็นโรคติดต่อชนิดเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง หิดและหูดเป็นโรคผิวหนังที่มีสาเหตุ กลไกการเกิด อาการแสดง การรักษา และความอันตรายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเข้าใจผิด ยังช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้อย่างถูกต้องและทันท่วงทีอีกด้วย

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างหิดกับหูด

ในทางกลับกัน “หูด” (Warts) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) ซึ่งก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนังอย่างผิดปกติ ทำให้เกิดตุ่มเนื้อแข็งนูนตามผิวหนัง หูดไม่ทำให้คันรุนแรงแบบหิด และมีหลายชนิด เช่น หูดธรรมดา หูดฝ่ามือฝ่าเท้า หรือหูดที่อวัยวะเพศ การติดต่อของหูดมักเกิดผ่านการสัมผัสผิวหนังโดยตรง หรือจากพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัส เช่น พื้นห้องน้ำสาธารณะ

“หิด” (Scabies) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อของไรหิดชนิด Sarcoptes scabiei var. hominis ซึ่งเป็นปรสิตขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไรหิดจะเจาะเข้าสู่ผิวหนังเพื่อวางไข่ ทำให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน หิดสามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสทางกายภาพ เช่น การนอนร่วมกัน ใช้เสื้อผ้าหรือผ้าปูที่นอนร่วมกัน

🔬 โรคหิดเกิดจากอะไร ?

  • เกิดจาก ตัวไรหิด (Scabies mite) เข้าผิวหนังแล้ว ขุดอุโมงค์ใต้ผิว เพื่อวางไข่
  • โรคหิด (Scabies) คือ โรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อไรหิด ชื่อว่า Sarcoptes scabiei ซึ่งเป็นสัตว์ขนาดเล็กมาก (มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) ที่เจาะเข้าไปอาศัยและวางไข่ในผิวหนังของคน ทำให้เกิดอาการคันรุนแรง โดยเฉพาะตอนกลางคืน
  • แพร่เชื้อผ่านการสัมผัสผิวหนังโดยตรง เช่น นอนด้วยกัน

🔬 โรคหิด หายเองได้ไหม ?

  • โรคหิดไม่สามารถหายเองได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
  • เนื่องจาก ไรหิด Sarcoptes scabiei จะเจาะผิวหนัง วางไข่ และขยายพันธุ์ต่อไปเรื่อย ๆ
  • หิดติดต่อได้ง่ายมากในคนในบ้านหรือคนใกล้ชิด
  • การเกา ทำให้เกิดแผล และติดเชื้ออื่นตามมา เช่น ฝี หนอง หรือเซลลูไลติส

✅โรคหิดรักษาให้หายขาดได้ โดย:

  • ทายาฆ่าไรหิด (เช่น Permethrin 5%) ให้ทั่วร่างกาย
  • รับประทานยา เช่น Ivermectin (ในบางกรณี)
  • รักษาคนในบ้านพร้อมกัน
  • ซักเครื่องนอน เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ด้วยน้ำร้อนและอบแห้ง

⚠️ อาการของโรคหิด

  • คันมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน
  • ผิวหนังมี ตุ่มแดงเล็ก ๆ หรือ ผื่น
  • บางรายมี เส้นบาง ๆ ใต้ผิวหนัง เป็นทางเดินของไร
  • บริเวณที่พบบ่อย:
    • ง่ามนิ้วมือ
    • ข้อมือ ข้อศอก
    • รอบเอว ก้น อวัยวะเพศ
    • หัวนม (ในผู้หญิง) หรือถุงอัณฑะ (ในผู้ชาย)

🧴 การรักษาโรคหิด

  • ยาทาฆ่าไรหิด เช่น:
    • Permethrin 5% (ทาทิ้งไว้ 8–12 ชม. แล้วล้างออก)
    • Benzyl benzoate
  • ยารับประทานรักษาหิด (ในบางราย) เช่น Ivermectin
  • ซักผ้า ผ้าปูที่นอน เสื้อผ้า ด้วยน้ำร้อนและอบแห้ง
  • **ควรรักษาพร้อมกันทั้งครอบครัว เพื่อป้องกันติดซ้ำ

🛡️ การป้องกันโรคหิด

  • ไม่ใช้เสื้อผ้า ผ้าห่ม หรือเตียงร่วมกับผู้อื่น
  • รักษาความสะอาดของร่างกายและที่อยู่อาศัย
  • หากมีอาการคันร่วมกับตุ่ม ต้องรีบพบแพทย์ เพราะหิดสามารถติดต่อได้ง่ายมาก

🛡️ ความอันตรายของหิด: โรคผิวหนังที่ไม่ควรมองข้าม

“หิด” (Scabies) อาจดูเป็นโรคผิวหนังที่ไม่รุนแรงในสายตาของหลายคน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หิดสามารถสร้างความทุกข์ทรมานและความเสียหายต่อสุขภาพได้มากกว่าที่คาดคิด หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง หิดสามารถลุกลามเป็นปัญหาทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคมได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ

ด้านล่างคือรายละเอียดของ ความอันตรายของหิด ที่ควรทำความเข้าใจอย่างถี่ถ้วน:


1. อาการคันรุนแรงที่กระทบคุณภาพชีวิต

หนึ่งในอาการหลักของหิดคือ “คันมาก” โดยเฉพาะในเวลากลางคืน อาการคันนี้เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายต่อโปรตีนจากไรหิดและไข่ของมัน ซึ่งกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ทางผิวหนัง ความคันที่รุนแรงอาจรบกวนการนอนหลับ ส่งผลต่อการทำงาน การเรียน และสุขภาพจิตของผู้ป่วย ทำให้รู้สึกหงุดหงิด อ่อนเพลีย และหมดพลัง


2. การติดเชื้อแทรกซ้อนจากการเกา

อาการคันมักทำให้ผู้ป่วยเกาผิวหนังจนถลอก เป็นแผล และอักเสบ ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรีย เช่น Staphylococcus aureus หรือ Streptococcus pyogenes เข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ผลที่ตามมาคือเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน เช่น

  • แผลพุพอง (Impetigo)
  • ฝีหรือหนองใต้ผิวหนัง
  • การอักเสบของชั้นผิวหนัง (Cellulitis)
  • โรคไตอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Post-streptococcal glomerulonephritis)

ในบางกรณีโดยเฉพาะเด็ก การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล


3. หิดชนิดรุนแรง: หิดสะเก็ด (Crusted Scabies)

หิดสะเก็ด หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “Norwegian scabies” เป็นรูปแบบที่รุนแรงของโรคหิด พบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วย HIV, ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการทางร่างกาย ลักษณะของหิดชนิดนี้คือมีผื่นหนาเป็นสะเก็ดแข็งตามผิวหนังจำนวนมาก และมีไรหิดอยู่ในผิวหนังนับล้านตัว ทำให้ติดต่อง่ายและแพร่เชื้อได้รุนแรงกว่าหิดธรรมดาหลายเท่า


4. การแพร่ระบาดในชุมชน

หิดสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านการสัมผัสทางผิวหนังโดยตรง หรือจากสิ่งของใช้ร่วมกัน เช่น เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว ในสถานที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันมาก เช่น โรงเรียน หอพัก ค่ายทหาร หรือบ้านพักคนชรา หิดอาจกลายเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่ต้องควบคุมและรักษาอย่างจริงจัง หากไม่มีการวางแผนการจัดการโรคอย่างเหมาะสม


5. ผลกระทบด้านจิตใจและสังคม

นอกจากผลกระทบทางร่างกาย หิดยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ต้องเข้าสังคม การมีผื่นแดง คัน และแผลตามร่างกายอาจนำไปสู่การถูกตีตรา (stigma) และความเครียดสะสม บางคนอาจหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนเพราะกลัวการถูกมองว่า “สกปรก” หรือเป็นโรคติดต่อที่น่ารังเกียจ


6. การดื้อยาและการติดเชื้อซ้ำ

การรักษาหิดจำเป็นต้องทำอย่างครบวงจร โดยต้องรักษาทั้งตัวผู้ป่วยและผู้ที่ใกล้ชิด รวมถึงทำความสะอาดสิ่งของต่าง ๆ หากมีการใช้ยาผิดวิธี เช่น ทายาไม่ทั่วถึง ล้างออกก่อนเวลา หรือไม่รักษาผู้สัมผัสร่วม อาจทำให้การติดเชื้อไม่หายขาด และเกิดการติดเชื้อซ้ำบ่อยครั้ง ในบางกรณีอาจเกิดภาวะดื้อยา หรือเกิดการระบาดเป็นวงกว้าง

หากคุณสงสัยว่าอาการของตัวเองคือหิดหรือไม่ และยังไม่แน่ใจหลังดูภาพเปรียบเทียบ สามารถปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือหากยังไม่สะดวกสามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรง
โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan Qrcode ด้านล่าง