แม้ไมเกรนจะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่ก็เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมาก ยิ่งในผู้ที่มีอาการถี่ การปวดศีรษะแต่ละครั้งอาจส่งผลกระทบทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และสังคมได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยารักษาไมเกรน จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นยาเพื่อบรรเทาอาการเฉียบพลัน (acute treatment) หรือยาเพื่อป้องกันการเกิดไมเกรนในอนาคต (preventive treatment) ปัจจุบันมียาหลายกลุ่มที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบดั้งเดิม เช่น NSAIDs หรือ triptans และยารูปแบบใหม่ เช่น anti-CGRP monoclonal antibodies ที่เน้นรักษาเฉพาะกลไกของโรคไมเกรนโดยตรง ในบทความนี้ เราจะเจาะลึกถึง ยารักษาไมเกรน อย่างละเอียด ทั้งประเภทของยา กลไกการออกฤทธิ์ ข้อบ่งใช้ ผลข้างเคียง และแนวทางการเลือกใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มต่าง ๆ เพื่อให้คุณเข้าใจโรคไมเกรนได้อย่างรอบด้าน และสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
ไมเกรนมักแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ:
- ไมเกรนชนิดมีออร่า (Migraine with aura): จะมีอาการนำก่อนการปวดศีรษะ เช่น เห็นแสงวูบวาบ มองภาพเบี้ยว เห็นจุดหรือเส้นซิกแซก หรือรู้สึกชาตามตัว
- ไมเกรนชนิดไม่มีออร่า (Migraine without aura): เป็นไมเกรนที่พบได้บ่อยที่สุด โดยไม่มีอาการนำก่อนเริ่มปวดศีรษะ
อาการปวดมักมีลักษณะต่อเนื่องหลายชั่วโมงถึงเป็นวัน โดยในบางรายอาจเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หลายครั้งต่อเดือน หรือรุนแรงจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและการทำงานอย่างมาก
หลักการใช้ ยารักษาไมเกรน
การใช้ยารักษาไมเกรนจะแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่:
- การรักษาแบบเฉียบพลัน (Acute Treatment): ใช้เมื่อมีอาการไมเกรนเกิดขึ้นทันที เป้าหมายคือบรรเทาอาการและฟื้นคืนการทำงานอย่างรวดเร็ว
- การรักษาแบบป้องกัน (Preventive Treatment): ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการบ่อยหรือรุนแรง เพื่อลดความถี่ ความรุนแรง และระยะเวลาของการปวดไมเกรน
การเลือกใช้ยารักษาไมเกรนต้องอาศัยข้อมูลจาก:
- ความถี่และความรุนแรงของไมเกรน
- ประวัติการตอบสนองต่อยา
- โรคร่วม เช่น ความดันสูง ซึมเศร้า หรือนอนไม่หลับ
- ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของยาในระยะยาว
ยารักษาไมเกรนในกลุ่มเฉียบพลัน

Triptans: กลไกแบบละเอียด
Triptans เป็นยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะต่อ receptor ของ serotonin โดยเฉพาะ 5-HT1B และ 5-HT1D receptors ซึ่งมีอยู่ที่หลอดเลือดในสมองและที่ปลายประสาทไตรเจมินัล เมื่อยา triptan จับกับ receptor เหล่านี้ จะเกิดผลดังนี้:
- ทำให้หลอดเลือดสมองที่ขยายตัวอยู่หดกลับคืนสู่ปกติ ลดอาการปวดศีรษะ
- ยับยั้งการปลดปล่อยสารสื่อประสาท (neuropeptides) เช่น CGRP ที่กระตุ้นการอักเสบของหลอดเลือด
- ยับยั้งการส่งสัญญาณความเจ็บปวดในระดับเส้นประสาทส่วนกลาง
ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่:
- Sumatriptan
- Rizatriptan
- Zolmitriptan
- Naratriptan
ข้อดี: ออกฤทธิ์เร็ว ตรงจุด และใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อ triptans
ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากฤทธิ์การหดตัวของหลอดเลือด
NSAIDs: บรรเทาอาการปวดไมเกรน
ยากลุ่ม NSAIDs (เช่น ibuprofen, naproxen) มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ โดยยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase (COX-1 และ COX-2) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต prostaglandins ที่ทำให้เกิดอาการอักเสบและความปวด
NSAIDs สามารถลดความรุนแรงของอาการปวดไมเกรนได้ โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น และมักใช้ร่วมกับยาอื่นในผู้ป่วยที่มีอาการปวดไม่รุนแรงถึงปานกลาง
ข้อดี: หาซื้อได้ง่าย ราคาประหยัด ใช้ได้ในหลายกลุ่มผู้ป่วย
ข้อควรระวัง: ระวังผลข้างเคียงที่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหาร เช่น แผลในกระเพาะอาหาร หรือการทำงานของไต
Ergotamine: ยาเก่า กลไกเฉพาะ
Ergotamine และ Dihydroergotamine เป็นยาที่มีฤทธิ์ต่อ serotonin receptor คล้ายกับ triptans แต่จับกับ receptor ได้หลายชนิดมากกว่า และมีฤทธิ์ต่อ dopamine และ adrenergic receptors ด้วย
- หดตัวของหลอดเลือดสมอง
- ยับยั้งการส่งสัญญาณปวด
- ยับยั้งการอักเสบของหลอดเลือดในสมอง
ข้อดี: ใช้ในผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อยาอื่น
ข้อควรระวัง: มีผลข้างเคียงมาก เช่น คลื่นไส้ เวียนศีรษะ อาจเกิดภาวะหลอดเลือดหดตัวมากเกินไป หากใช้เกินขนาดอาจเกิดภาวะ ergotism
ยารักษาไมเกรนแบบป้องกัน

การรักษาแบบป้องกัน (Preventive Treatment) มีเป้าหมายเพื่อ:
- ลดความถี่ของการเกิดไมเกรน
- ลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการ
- เพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาแบบเฉียบพลัน
โดยมักพิจารณาใช้เมื่อ:
- ผู้ป่วยมีไมเกรนบ่อย (มากกว่า 4 ครั้งต่อเดือน)
- อาการรุนแรงจนกระทบต่อชีวิตประจำวัน
- ไม่สามารถควบคุมอาการด้วยการรักษาเฉียบพลันเพียงอย่างเดียว
กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาแบบป้องกันไมเกรนได้แก่:
Beta-blockers
ยากลุ่มนี้ เช่น propranolol และ metoprolol มีฤทธิ์ลดความตื่นตัวของระบบประสาทอัตโนมัติ และอาจลดการกระตุ้นของเส้นประสาทไตรเจมินัล ซึ่งมีบทบาทในไมเกรน
กลไกการออกฤทธิ์:
- ยับยั้ง beta-adrenergic receptor ที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นของระบบ sympathetic
- ลดการหดเกร็งของหลอดเลือด และลดการปล่อยสารอักเสบในสมอง
ข้อดี: ราคาถูก ใช้ในผู้ที่มีโรคความดันโลหิตร่วมด้วยได้ดี
ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีหอบหืดหรือหัวใจเต้นช้า
Antidepressants (TCAs, SSRIs, SNRIs)
ตัวอย่างเช่น amitriptyline (TCA), fluoxetine (SSRI) และ venlafaxine (SNRI)
กลไกการออกฤทธิ์:
- ปรับระดับ serotonin และ norepinephrine ในสมองให้สมดุล
- มีผลลดความไวของสมองต่อสิ่งกระตุ้นไมเกรน
ข้อดี: ใช้ได้ในผู้ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย
ข้อควรระวัง: อาจทำให้ง่วงซึม ปากแห้ง น้ำหนักขึ้น
Anticonvulsants
เช่น topiramate และ valproate
กลไกการออกฤทธิ์:
- ยับยั้งการปล่อยสัญญาณไฟฟ้าผิดปกติในสมอง
- ลดการทำงานมากเกินไปของเซลล์ประสาทในช่วงไมเกรน
ข้อดี: มีประสิทธิภาพสูงในบางราย
ข้อควรระวัง: อาจมีผลข้างเคียงด้านความจำ การทรงตัว และน้ำหนักตัว
Anti-CGRP monoclonal antibodies

เป็นยารูปแบบใหม่ที่ออกฤทธิ์โดยตรงกับ CGRP หรือ receptor ของมัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอักเสบและความเจ็บปวดในไมเกรน
กลไกการออกฤทธิ์:
- ยับยั้ง CGRP หรือ CGRP receptor โดยตรง
- ป้องกันการขยายตัวของหลอดเลือด และลดการส่งสัญญาณปวด
ตัวอย่างยา:
- Erenumab (anti-CGRP receptor)
- Fremanezumab, Galcanezumab (anti-CGRP ligand)
ข้อดี: มีความจำเพาะเจาะจงสูง ผลข้างเคียงน้อย ใช้ได้เดือนละครั้งหรือไตรมาสละครั้ง (ฉีดใต้ผิวหนัง)
ข้อควรระวัง: ราคาค่อนข้างสูง และควรอยู่ในการดูแลของแพทย์
เปรียบเทียบยารักษาไมเกรนแต่ละกลุ่ม
ตารางด้านล่างแสดงการเปรียบเทียบกลุ่มยารักษาไมเกรน ทั้งกลุ่มเฉียบพลันและป้องกัน โดยพิจารณาจากกลไกการออกฤทธิ์ ความเหมาะสมของผู้ป่วย และข้อควรระวัง:
| กลุ่มยา | ตัวอย่างยา | กลไกการออกฤทธิ์ | ใช้เมื่อ | ข้อดี | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|---|---|
| Triptans | Sumatriptan, Rizatriptan | กระตุ้น 5-HT1B/1D receptor ยับยั้ง CGRP | ระยะเฉียบพลัน | ออกฤทธิ์เร็ว ตรงจุด | ห้ามใช้ในโรคหลอดเลือดหัวใจ |
| NSAIDs | Ibuprofen, Naproxen | ยับยั้ง COX ลด prostaglandins | ปวดไม่รุนแรง-ปานกลาง | ใช้ง่าย ราคาถูก | กระเพาะอาหาร ไต |
| Ergotamine | Dihydroergotamine | หดหลอดเลือด ยับยั้ง neuropeptides | เฉียบพลัน (เฉพาะกรณี) | ใช้เมื่อไม่ตอบสนองยาอื่น | Ergotism, คลื่นไส้ |
| Beta-blockers | Propranolol, Metoprolol | ลดการกระตุ้น sympathetic | ป้องกัน | ดีในผู้มีความดันสูง | ห้ามใช้ในหอบหืด |
| Antidepressants | Amitriptyline, Venlafaxine | ปรับ serotonin/norepinephrine | ป้องกัน | ดีในซึมเศร้าร่วม | ง่วงซึม, น้ำหนักขึ้น |
| Anticonvulsants | Topiramate, Valproate | ลดไฟฟ้าสมองผิดปกติ | ป้องกัน | มีประสิทธิภาพ | ความจำบกพร่อง, น้ำหนักเพิ่ม |
| Anti-CGRP | Erenumab, Fremanezumab | ยับยั้ง CGRP/receptor | ป้องกัน | ใช้เดือนละครั้ง, น้อยผลข้างเคียง | ราคาสูง |
จากตารางข้างต้นเห็นได้ว่า การเลือกใช้ยารักษาไมเกรนขึ้นอยู่กับความรุนแรง ลักษณะอาการ และความเหมาะสมเฉพาะราย การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
กลไกการออกฤทธิ์ของยาไมเกรน
Triptans – กลไกการออกฤทธิ์
- Triptans กระตุ้น 5-HT1B และ 5-HT1D receptors ที่อยู่บนหลอดเลือดสมองและปลายเส้นประสาทไตรเจมินัล
- ทำให้หลอดเลือดที่ขยายตัวหดกลับ ลดการปลดปล่อย CGRP
- ลดการส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมอง
Anti-CGRP Monoclonal Antibodies – กลไกการออกฤทธิ์
- ยับยั้งการจับตัวของ CGRP กับ receptor โดยตรง
- ป้องกันการอักเสบและการขยายตัวของหลอดเลือดที่นำไปสู่การปวดไมเกรน
- ยานี้มีผลยาวนาน ใช้เดือนละครั้งหรือไตรมาสละครั้ง
การใช้ยาไมเกรนในกลุ่มพิเศษ
หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
- ควรหลีกเลี่ยงการใช้ triptans และ ergotamine เนื่องจากอาจกระตุ้นการหดตัวของมดลูกหรือมีผลต่อทารก
- NSAIDs อาจใช้ได้ในช่วงไตรมาสแรกและสอง แต่ควรหลีกเลี่ยงในไตรมาสที่สาม
- ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาใด ๆ อย่างเคร่งครัด
ผู้สูงอายุ
- มีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม beta-blockers และ antidepressants
- ต้องปรับขนาดยาหรือเปลี่ยนไปใช้ยาที่ปลอดภัยกว่า เช่น anti-CGRP ที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า
ผู้ป่วยโรคประจำตัว
- โรคหัวใจ: หลีกเลี่ยง triptans, ergotamine
- โรคไต: หลีกเลี่ยง NSAIDs
- โรคซึมเศร้า: พิจารณาใช้ antidepressants ที่เหมาะสม
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรง โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE ด้านล่างได้เลยค่ะ