Skip to content
Home » บทความ » ยารักษาไมเกรน: รู้ไว้ก่อนช่วยคุณได้

ยารักษาไมเกรน: รู้ไว้ก่อนช่วยคุณได้

แม้ไมเกรนจะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่ก็เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมาก ยิ่งในผู้ที่มีอาการถี่ การปวดศีรษะแต่ละครั้งอาจส่งผลกระทบทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และสังคมได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยารักษาไมเกรน จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นยาเพื่อบรรเทาอาการเฉียบพลัน (acute treatment) หรือยาเพื่อป้องกันการเกิดไมเกรนในอนาคต (preventive treatment) ปัจจุบันมียาหลายกลุ่มที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบดั้งเดิม เช่น NSAIDs หรือ triptans และยารูปแบบใหม่ เช่น anti-CGRP monoclonal antibodies ที่เน้นรักษาเฉพาะกลไกของโรคไมเกรนโดยตรง ในบทความนี้ เราจะเจาะลึกถึง ยารักษาไมเกรน อย่างละเอียด ทั้งประเภทของยา กลไกการออกฤทธิ์ ข้อบ่งใช้ ผลข้างเคียง และแนวทางการเลือกใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มต่าง ๆ เพื่อให้คุณเข้าใจโรคไมเกรนได้อย่างรอบด้าน และสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ไมเกรนมักแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ:

  1. ไมเกรนชนิดมีออร่า (Migraine with aura): จะมีอาการนำก่อนการปวดศีรษะ เช่น เห็นแสงวูบวาบ มองภาพเบี้ยว เห็นจุดหรือเส้นซิกแซก หรือรู้สึกชาตามตัว
  2. ไมเกรนชนิดไม่มีออร่า (Migraine without aura): เป็นไมเกรนที่พบได้บ่อยที่สุด โดยไม่มีอาการนำก่อนเริ่มปวดศีรษะ

อาการปวดมักมีลักษณะต่อเนื่องหลายชั่วโมงถึงเป็นวัน โดยในบางรายอาจเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หลายครั้งต่อเดือน หรือรุนแรงจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและการทำงานอย่างมาก

หลักการใช้ ยารักษาไมเกรน

การใช้ยารักษาไมเกรนจะแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่:

  1. การรักษาแบบเฉียบพลัน (Acute Treatment): ใช้เมื่อมีอาการไมเกรนเกิดขึ้นทันที เป้าหมายคือบรรเทาอาการและฟื้นคืนการทำงานอย่างรวดเร็ว
  2. การรักษาแบบป้องกัน (Preventive Treatment): ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการบ่อยหรือรุนแรง เพื่อลดความถี่ ความรุนแรง และระยะเวลาของการปวดไมเกรน

การเลือกใช้ยารักษาไมเกรนต้องอาศัยข้อมูลจาก:

  • ความถี่และความรุนแรงของไมเกรน
  • ประวัติการตอบสนองต่อยา
  • โรคร่วม เช่น ความดันสูง ซึมเศร้า หรือนอนไม่หลับ
  • ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของยาในระยะยาว

ยารักษาไมเกรนในกลุ่มเฉียบพลัน

Triptans: กลไกแบบละเอียด

Triptans เป็นยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะต่อ receptor ของ serotonin โดยเฉพาะ 5-HT1B และ 5-HT1D receptors ซึ่งมีอยู่ที่หลอดเลือดในสมองและที่ปลายประสาทไตรเจมินัล เมื่อยา triptan จับกับ receptor เหล่านี้ จะเกิดผลดังนี้:

  1. ทำให้หลอดเลือดสมองที่ขยายตัวอยู่หดกลับคืนสู่ปกติ ลดอาการปวดศีรษะ
  2. ยับยั้งการปลดปล่อยสารสื่อประสาท (neuropeptides) เช่น CGRP ที่กระตุ้นการอักเสบของหลอดเลือด
  3. ยับยั้งการส่งสัญญาณความเจ็บปวดในระดับเส้นประสาทส่วนกลาง

ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่:

  • Sumatriptan
  • Rizatriptan
  • Zolmitriptan
  • Naratriptan

ข้อดี: ออกฤทธิ์เร็ว ตรงจุด และใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อ triptans

ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากฤทธิ์การหดตัวของหลอดเลือด

NSAIDs: บรรเทาอาการปวดไมเกรน

ยากลุ่ม NSAIDs (เช่น ibuprofen, naproxen) มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ โดยยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase (COX-1 และ COX-2) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต prostaglandins ที่ทำให้เกิดอาการอักเสบและความปวด

NSAIDs สามารถลดความรุนแรงของอาการปวดไมเกรนได้ โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น และมักใช้ร่วมกับยาอื่นในผู้ป่วยที่มีอาการปวดไม่รุนแรงถึงปานกลาง

ข้อดี: หาซื้อได้ง่าย ราคาประหยัด ใช้ได้ในหลายกลุ่มผู้ป่วย

ข้อควรระวัง: ระวังผลข้างเคียงที่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหาร เช่น แผลในกระเพาะอาหาร หรือการทำงานของไต

Ergotamine: ยาเก่า กลไกเฉพาะ

Ergotamine และ Dihydroergotamine เป็นยาที่มีฤทธิ์ต่อ serotonin receptor คล้ายกับ triptans แต่จับกับ receptor ได้หลายชนิดมากกว่า และมีฤทธิ์ต่อ dopamine และ adrenergic receptors ด้วย

  • หดตัวของหลอดเลือดสมอง
  • ยับยั้งการส่งสัญญาณปวด
  • ยับยั้งการอักเสบของหลอดเลือดในสมอง

ข้อดี: ใช้ในผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อยาอื่น

ข้อควรระวัง: มีผลข้างเคียงมาก เช่น คลื่นไส้ เวียนศีรษะ อาจเกิดภาวะหลอดเลือดหดตัวมากเกินไป หากใช้เกินขนาดอาจเกิดภาวะ ergotism

ยารักษาไมเกรนแบบป้องกัน

การรักษาแบบป้องกัน (Preventive Treatment) มีเป้าหมายเพื่อ:

  • ลดความถี่ของการเกิดไมเกรน
  • ลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการ
  • เพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาแบบเฉียบพลัน

โดยมักพิจารณาใช้เมื่อ:

  • ผู้ป่วยมีไมเกรนบ่อย (มากกว่า 4 ครั้งต่อเดือน)
  • อาการรุนแรงจนกระทบต่อชีวิตประจำวัน
  • ไม่สามารถควบคุมอาการด้วยการรักษาเฉียบพลันเพียงอย่างเดียว

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาแบบป้องกันไมเกรนได้แก่:

Beta-blockers

ยากลุ่มนี้ เช่น propranolol และ metoprolol มีฤทธิ์ลดความตื่นตัวของระบบประสาทอัตโนมัติ และอาจลดการกระตุ้นของเส้นประสาทไตรเจมินัล ซึ่งมีบทบาทในไมเกรน

กลไกการออกฤทธิ์:

  • ยับยั้ง beta-adrenergic receptor ที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นของระบบ sympathetic
  • ลดการหดเกร็งของหลอดเลือด และลดการปล่อยสารอักเสบในสมอง

ข้อดี: ราคาถูก ใช้ในผู้ที่มีโรคความดันโลหิตร่วมด้วยได้ดี

ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีหอบหืดหรือหัวใจเต้นช้า

Antidepressants (TCAs, SSRIs, SNRIs)

ตัวอย่างเช่น amitriptyline (TCA), fluoxetine (SSRI) และ venlafaxine (SNRI)

กลไกการออกฤทธิ์:

  • ปรับระดับ serotonin และ norepinephrine ในสมองให้สมดุล
  • มีผลลดความไวของสมองต่อสิ่งกระตุ้นไมเกรน

ข้อดี: ใช้ได้ในผู้ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

ข้อควรระวัง: อาจทำให้ง่วงซึม ปากแห้ง น้ำหนักขึ้น

Anticonvulsants

เช่น topiramate และ valproate

กลไกการออกฤทธิ์:

  • ยับยั้งการปล่อยสัญญาณไฟฟ้าผิดปกติในสมอง
  • ลดการทำงานมากเกินไปของเซลล์ประสาทในช่วงไมเกรน

ข้อดี: มีประสิทธิภาพสูงในบางราย

ข้อควรระวัง: อาจมีผลข้างเคียงด้านความจำ การทรงตัว และน้ำหนักตัว

Anti-CGRP monoclonal antibodies

เป็นยารูปแบบใหม่ที่ออกฤทธิ์โดยตรงกับ CGRP หรือ receptor ของมัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอักเสบและความเจ็บปวดในไมเกรน

กลไกการออกฤทธิ์:

  • ยับยั้ง CGRP หรือ CGRP receptor โดยตรง
  • ป้องกันการขยายตัวของหลอดเลือด และลดการส่งสัญญาณปวด

ตัวอย่างยา:

  • Erenumab (anti-CGRP receptor)
  • Fremanezumab, Galcanezumab (anti-CGRP ligand)

ข้อดี: มีความจำเพาะเจาะจงสูง ผลข้างเคียงน้อย ใช้ได้เดือนละครั้งหรือไตรมาสละครั้ง (ฉีดใต้ผิวหนัง)

ข้อควรระวัง: ราคาค่อนข้างสูง และควรอยู่ในการดูแลของแพทย์

เปรียบเทียบยารักษาไมเกรนแต่ละกลุ่ม

ตารางด้านล่างแสดงการเปรียบเทียบกลุ่มยารักษาไมเกรน ทั้งกลุ่มเฉียบพลันและป้องกัน โดยพิจารณาจากกลไกการออกฤทธิ์ ความเหมาะสมของผู้ป่วย และข้อควรระวัง:

กลุ่มยาตัวอย่างยากลไกการออกฤทธิ์ใช้เมื่อข้อดีข้อควรระวัง
TriptansSumatriptan, Rizatriptanกระตุ้น 5-HT1B/1D receptor ยับยั้ง CGRPระยะเฉียบพลันออกฤทธิ์เร็ว ตรงจุดห้ามใช้ในโรคหลอดเลือดหัวใจ
NSAIDsIbuprofen, Naproxenยับยั้ง COX ลด prostaglandinsปวดไม่รุนแรง-ปานกลางใช้ง่าย ราคาถูกกระเพาะอาหาร ไต
ErgotamineDihydroergotamineหดหลอดเลือด ยับยั้ง neuropeptidesเฉียบพลัน (เฉพาะกรณี)ใช้เมื่อไม่ตอบสนองยาอื่นErgotism, คลื่นไส้
Beta-blockersPropranolol, Metoprololลดการกระตุ้น sympatheticป้องกันดีในผู้มีความดันสูงห้ามใช้ในหอบหืด
AntidepressantsAmitriptyline, Venlafaxineปรับ serotonin/norepinephrineป้องกันดีในซึมเศร้าร่วมง่วงซึม, น้ำหนักขึ้น
AnticonvulsantsTopiramate, Valproateลดไฟฟ้าสมองผิดปกติป้องกันมีประสิทธิภาพความจำบกพร่อง, น้ำหนักเพิ่ม
Anti-CGRPErenumab, Fremanezumabยับยั้ง CGRP/receptorป้องกันใช้เดือนละครั้ง, น้อยผลข้างเคียงราคาสูง

จากตารางข้างต้นเห็นได้ว่า การเลือกใช้ยารักษาไมเกรนขึ้นอยู่กับความรุนแรง ลักษณะอาการ และความเหมาะสมเฉพาะราย การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง


กลไกการออกฤทธิ์ของยาไมเกรน

Triptans – กลไกการออกฤทธิ์

  • Triptans กระตุ้น 5-HT1B และ 5-HT1D receptors ที่อยู่บนหลอดเลือดสมองและปลายเส้นประสาทไตรเจมินัล
  • ทำให้หลอดเลือดที่ขยายตัวหดกลับ ลดการปลดปล่อย CGRP
  • ลดการส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมอง

Anti-CGRP Monoclonal Antibodies – กลไกการออกฤทธิ์

  • ยับยั้งการจับตัวของ CGRP กับ receptor โดยตรง
  • ป้องกันการอักเสบและการขยายตัวของหลอดเลือดที่นำไปสู่การปวดไมเกรน
  • ยานี้มีผลยาวนาน ใช้เดือนละครั้งหรือไตรมาสละครั้ง

การใช้ยาไมเกรนในกลุ่มพิเศษ

หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ triptans และ ergotamine เนื่องจากอาจกระตุ้นการหดตัวของมดลูกหรือมีผลต่อทารก
  • NSAIDs อาจใช้ได้ในช่วงไตรมาสแรกและสอง แต่ควรหลีกเลี่ยงในไตรมาสที่สาม
  • ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาใด ๆ อย่างเคร่งครัด

ผู้สูงอายุ

  • มีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม beta-blockers และ antidepressants
  • ต้องปรับขนาดยาหรือเปลี่ยนไปใช้ยาที่ปลอดภัยกว่า เช่น anti-CGRP ที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า

ผู้ป่วยโรคประจำตัว

  • โรคหัวใจ: หลีกเลี่ยง triptans, ergotamine
  • โรคไต: หลีกเลี่ยง NSAIDs
  • โรคซึมเศร้า: พิจารณาใช้ antidepressants ที่เหมาะสม

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรง โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE ด้านล่างได้เลยค่ะ