Skip to content
Home » บทความ » วัคซีนป้องกัน HPV กำลังเป็นหูดหงอนไก่อยู่ ฉีดได้หรือไม่ ?

วัคซีนป้องกัน HPV กำลังเป็นหูดหงอนไก่อยู่ ฉีดได้หรือไม่ ?

ถ้าคุณกำลังเป็นหูดหงอนไก่อยู่ในขณะนี้ สามารถฉีดวัคซีนป้องกัน HPV ได้ โดยทั่วไปวัคซีนป้องกัน HPV (เช่น Gardasil หรือ Cervarix) มีจุดประสงค์เพื่อ ป้องกันการติดเชื้อ HPV ชนิดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และหูดหงอนไก่ ไม่ใช่เพื่อรักษาการติดเชื้อที่มีอยู่แล้ว ความสำคัญของการได้รับวัคซีน HPV การฉีดวัคซีนป้องกัน HPV มีความสำคัญอย่างยิ่งในด้านสาธารณสุข เพราะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากมะเร็งที่มีสาเหตุมาจาก HPV โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นหนึ่งในมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้หญิงเป็นจำนวนมากทั่วโลก การทำวัคซีน HPV และกลุ่มเป้าหมาย เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่เป็นอันตราย โดยวัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสก่อนที่จะมีการสัมผัสกับเชื้อ วัคซีนป้องกัน HPV ที่ใช้ในปัจจุบันมีหลายชนิด เช่น Cervarix, Gardasil และ Gardasil 9 ซึ่งครอบคลุมสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งและหูดหงอนไก่ วัคซีนป้องกัน HPV นี้มักแนะนำให้ฉีดในเด็กหญิงและเด็กชายอายุระหว่าง 9-14 ปี ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอายุระหว่าง 15-26 ปีก็ยังสามารถรับวัคซีนได้ และในบางกรณีสามารถฉีดได้ถึงอายุ 45 ปี ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ นอกจากนี้ วัคซีนป้องกัน HPV ยังสามารถลดภาระของระบบสาธารณสุขในการรักษาผู้ป่วย ลดค่าใช้จ่ายในการรักษา และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชากรโดยรวม

อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนในช่วงที่คุณกำลังเป็นหูดหงอนไก่มีข้อพิจารณาดังนี้ :

✅ ข้อดีของการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV แม้ติดเชื้อแล้ว:

  • วัคซีนยังสามารถ ป้องกันการติดเชื้อ HPV ชนิดอื่นๆ ที่คุณยังไม่เคยได้รับมาก่อน
  • ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อซ้ำหรือมีหูดเพิ่มจากสายพันธุ์อื่น

⚠️ ข้อจำกัด:

  • วัคซีนจะ ไม่สามารถรักษาหูดหงอนไก่ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ได้
  • อาจต้องใช้การรักษาหูดที่มีอยู่ เช่น การจี้เย็น ทายา หรือเลเซอร์ ควบคู่ไป

❗คำแนะนำ:

ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด เพื่อ:

  • ประเมินสถานการณ์สุขภาพโดยรวม
  • วางแผนการรักษาและป้องกันอย่างเหมาะสม

✅ วัคซีนป้องกัน HPV มีอยู่ 3 ชนิดหลัก ที่ใช้กันทั่วโลก

โดยแต่ละชนิดแตกต่างกันที่จำนวนสายพันธุ์ของไวรัส HPV ที่ป้องกันได้ ดังนี้ :

🧬 ประเภทของวัคซีนป้องกัน HPV

1. Cervarix (ซิลวาริกซ์) – วัคซีนป้องกัน HPV ชนิด 2 สายพันธุ์ (Bivalent)

  • ป้องกันสายพันธุ์: HPV 16 และ 18
  • ประสิทธิภาพ:
    • ป้องกัน มะเร็งปากมดลูก ได้สูง (เพราะ 2 สายพันธุ์นี้เป็นสาเหตุหลัก)
  • ไม่ป้องกันหูดหงอนไก่
  • เหมาะกับ: ผู้ที่ต้องการป้องกันมะเร็งปากมดลูกโดยเฉพาะ

2. Gardasil (การ์ดาซิล) – วัคซีนป้องกัน HPV ชนิด 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent)

  • ป้องกันสายพันธุ์: HPV 6, 11, 16, และ 18
  • ประสิทธิภาพ:
    • HPV 6 และ 11 = สาเหตุหลักของ หูดหงอนไก่
    • HPV 16 และ 18 = สาเหตุหลักของ มะเร็งปากมดลูกและอวัยวะสืบพันธุ์
  • เหมาะกับ: ผู้ที่ต้องการป้องกันทั้งมะเร็งและหูดหงอนไก่

3. Gardasil 9 – วัคซีนชนิด 9 สายพันธุ์ (Nonavalent)

  • ป้องกันสายพันธุ์: HPV 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52, และ 58
  • ประสิทธิภาพ:
    • ครอบคลุมสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 90%
    • ยังป้องกัน หูดหงอนไก่ จากสายพันธุ์ 6 และ 11
  • เหมาะกับ: ผู้ที่ต้องการการป้องกันครอบคลุมมากที่สุด
วัคซีนป้องกัน HPV
วัคซีนป้องกัน HPV

💉 ตารางการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV

  • อายุ <15 ปี: ฉีด 2 เข็ม (ห่างกัน 6-12 เดือน)
  • อายุ ≥15 ปี: ฉีด 3 เข็ม (เดือนที่ 0, 1-2 และ 6)
  • ฉีดได้ทั้งเพศชายและหญิง (แนะนำเริ่มตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป)

ความอันตรายของการไม่ได้รับวัคซีนป้องกัน HPV

การละเลยหรือไม่ได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) โดยเฉพาะในช่วงวัยที่เหมาะสม อาจส่งผลให้บุคคลนั้นตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ซึ่งมีความร้ายแรงมาก โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่เกิดจากเชื้อไวรัส HPV ซึ่งในบางกรณีอาจไม่แสดงอาการจนกระทั่งเข้าสู่ระยะลุกลาม ส่งผลต่อชีวิต สุขภาพ และคุณภาพชีวิตโดยรวมอย่างรุนแรง

ต่อไปนี้คือ อันตรายหลักๆ ของการไม่ได้รับวัคซีน HPV:


1. เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV ได้ง่ายขึ้น

ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมีโอกาสสูงในการติดเชื้อ HPV โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง (high-risk types) ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในร่างกายและพัฒนาเป็นมะเร็งได้ โดยการติดเชื้อนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก และในหลายกรณีไม่มีอาการ ทำให้ไม่รู้ว่าตนเองเป็นพาหะ


2. เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูก

หนึ่งในอันตรายที่ร้ายแรงที่สุดของการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงคือการเกิดมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากในผู้หญิงทั่วโลก การไม่ฉีดวัคซีนจะทำให้ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสเหล่านี้ และหากตรวจพบโรคในระยะลุกลาม อัตราการรอดชีวิตจะลดลงอย่างมาก


3. เสี่ยงต่อมะเร็งชนิดอื่น ๆ ที่เกิดจาก HPV

นอกจากมะเร็งปากมดลูกแล้ว เชื้อ HPV ยังเป็นสาเหตุของมะเร็งชนิดอื่น เช่น:

  • มะเร็งช่องคลอด
  • มะเร็งปากช่องคลอด
  • มะเร็งทวารหนัก
  • มะเร็งอวัยวะเพศชาย
  • มะเร็งในช่องปากและลำคอ

โดยเฉพาะในเพศชาย การติดเชื้อ HPV ก็สามารถนำไปสู่มะเร็งได้เช่นกัน แม้ว่าความเสี่ยงจะน้อยกว่าในผู้หญิง แต่ก็ไม่ควรมองข้าม


4. เสี่ยงต่อการเป็นหูดที่อวัยวะเพศ (Genital Warts)

HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น สายพันธุ์ 6 และ 11 สามารถทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ ซึ่งถึงแม้จะไม่เป็นมะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดความไม่สบายตัว รบกวนจิตใจ และอาจต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ง่าย


5. สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว

ผู้ที่ไม่รับวัคซีนจะไม่มีภูมิคุ้มกันต่อ HPV และหากติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ก็อาจเป็นพาหะแพร่เชื้อให้คู่ของตนผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือแม้กระทั่งทางปาก ซึ่งทำให้ผู้อื่นตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่เจตนา


6. สูญเสียโอกาสในการป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพ

วัคซีน HPV เป็นหนึ่งในวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้มากกว่า 90% หากฉีดก่อนมีเพศสัมพันธ์ การละเลยการฉีดวัคซีนจึงเป็นการพลาดโอกาสในการป้องกันโรคร้ายแรงด้วยวิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่สุด


7. ภาระทางเศรษฐกิจและจิตใจ

การรักษามะเร็งและโรคที่เกิดจาก HPV นั้นมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งในแง่ของค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ การสูญเสียรายได้จากการทำงาน และผลกระทบทางจิตใจต่อผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งสามารถป้องกันได้หากได้รับวัคซีนตั้งแต่เนิ่น ๆ

**หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรง
โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan Qrcode ด้านล่าง