โรคหนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาให้หายได้หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที แต่ผู้ชายจำนวนไม่น้อยกลับละเลยอาการในระยะแรก เพราะคิดว่าเป็นเพียงการอักเสบเล็กน้อยหรืออาการจะหายได้เอง ส่งผลให้เชื้อยังคงเพิ่มจำนวนและลุกลามไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของระบบทางเดินปัสสาวะ หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่น่ากังวลที่สุดคือ ท่อปัสสาวะอักเสบ ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา การอักเสบเรื้อรังอาจทำให้เกิดพังผืดและนำไปสู่ภาวะท่อปัสสาวะตีบ ส่งผลให้ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่สุด หรือในบางรายอาจถึงขั้นปัสสาวะไม่ออกและต้องเข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัด
หลายคนเข้าใจว่า ท่อปัสสาวะอักเสบ เป็นเพียงอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง หากเกิดจากโรคหนองในและไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม การอักเสบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องสามารถสร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อภายในท่อปัสสาวะได้อย่างถาวร และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจว่าหนองในสามารถนำไปสู่ภาวะท่อปัสสาวะตีบได้อย่างไร อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม วิธีรักษา และแนวทางป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้ชายในอนาคต
หนองในคืออะไร?
หนองใน (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae เชื้อสามารถแพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปาก และทางทวารหนัก รวมถึงสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกระหว่างการคลอดได้
ในผู้ชาย เชื้อมักเริ่มติดบริเวณท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดอาการ เช่น
- ปัสสาวะแสบขัด
- มีหนองสีเหลืองหรือสีเขียวไหลจากปลายอวัยวะเพศ
- ปวดหรือระคายเคืองบริเวณท่อปัสสาวะ
- ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีอาการเลย ทำให้ไม่ได้เข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก

ท่อปัสสาวะอักเสบคืออะไร?
ท่อปัสสาวะเป็นทางเดินที่ทำหน้าที่นำปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะสู่ภายนอกร่างกาย
เมื่อเกิดการติดเชื้อหรือการระคายเคือง เยื่อบุภายในท่อปัสสาวะจะเกิดการอักเสบ บวม และมีเม็ดเลือดขาวเข้ามาต่อสู้กับเชื้อโรค จึงทำให้เกิดอาการแสบขัดและมีหนอง
หากได้รับการรักษาเร็ว การอักเสบมักหายได้โดยไม่เกิดผลเสียถาวร แต่หากปล่อยให้การอักเสบดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน โอกาสเกิดพังผืดและการตีบแคบของท่อปัสสาวะจะเพิ่มขึ้น
หนองในทำให้ท่อปัสสาวะตีบได้อย่างไร?
เมื่อเชื้อหนองในติดอยู่ภายในท่อปัสสาวะ ร่างกายจะตอบสนองด้วยกระบวนการอักเสบ
หากไม่มีการรักษา
- เชื้อจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น
- เยื่อบุท่อปัสสาวะถูกทำลาย
- เกิดแผลภายใน
- ร่างกายซ่อมแซมด้วยการสร้างพังผืด
พังผืดเหล่านี้ทำให้ช่องภายในท่อปัสสาวะแคบลงเรื่อย ๆ จนเกิดภาวะท่อปัสสาวะตีบ
เมื่อท่อปัสสาวะตีบ การไหลของปัสสาวะจะไม่สะดวก และอาจเกิดปัญหาตามมาอีกหลายประการ
อาการของท่อปัสสาวะตีบ
ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้
- ปัสสาวะเป็นสายเล็ก
- ปัสสาวะไม่พุ่ง
- ปัสสาวะใช้เวลานาน
- ปัสสาวะไม่สุด
- ต้องเบ่งเวลาปัสสาวะ
- ปัสสาวะบ่อย
- ปวดบริเวณท้องน้อย
- มีปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะ
เมื่ออาการรุนแรงขึ้น อาจเกิดภาวะปัสสาวะไม่ออก ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบพบแพทย์
ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?
แม้ภาวะท่อปัสสาวะตีบจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่
- ผู้ที่เป็นหนองในแต่ไม่ได้รักษา
- ผู้ที่รักษาไม่ครบตามแพทย์สั่ง
- ผู้ที่กลับมาติดเชื้อซ้ำหลายครั้ง
- ผู้ที่มีประวัติบาดเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ
- ผู้ที่เคยสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน
การรักษาตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมาก
ภาวะแทรกซ้อนหากปล่อยไว้
เมื่อท่อปัสสาวะตีบมากขึ้น อาจส่งผลให้เกิด
กระเพาะปัสสาวะทำงานหนัก
ผู้ป่วยต้องออกแรงเบ่งมากขึ้นทุกครั้งที่ปัสสาวะ
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ปัสสาวะที่ค้างอยู่เป็นเวลานานเอื้อต่อการเจริญของแบคทีเรีย
นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
เกิดจากปัสสาวะตกค้างเป็นเวลานาน
ไตเสื่อม
หากมีการอุดกั้นรุนแรง อาจส่งผลต่อการทำงานของไตในระยะยาว
วิธีวินิจฉัย
แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจเพิ่มเติม เช่น
- ตรวจปัสสาวะ
- ตรวจสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะ
- ตรวจหาเชื้อด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการ
- ตรวจการไหลของปัสสาวะ
- ส่องกล้องท่อปัสสาวะในบางราย
- เอกซเรย์ท่อปัสสาวะเมื่อสงสัยภาวะตีบ
การตรวจอย่างละเอียดช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสม

การรักษาท่อปัสสาวะอักเสบจากหนองใน
การรักษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
รักษาการติดเชื้อ
แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะตามแนวทางมาตรฐาน
ผู้ป่วยควรรับประทานยาให้ครบ และงดเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหาย
รักษาภาวะตีบ
หากเกิดพังผืดแล้ว อาจต้องใช้วิธีต่าง ๆ เช่น
- ขยายท่อปัสสาวะ
- ส่องกล้องรักษา
- ผ่าตัดซ่อมแซมท่อปัสสาวะ
วิธีรักษาจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของการตีบ
รักษาหนองในเร็วช่วยป้องกันได้หรือไม่?
คำตอบคือ ได้
หากได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการ
- ลดการอักเสบ
- ลดโอกาสเกิดพังผืด
- ลดความเสี่ยงของท่อปัสสาวะตีบ
- ลดโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่น
การพบแพทย์เร็วถือเป็นวิธีป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ดีที่สุด
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้
- ปัสสาวะแสบขัด
- มีหนองไหลจากอวัยวะเพศ
- ปัสสาวะเป็นสายเล็กลง
- ปัสสาวะไม่สุด
- ปวดอวัยวะเพศ
- มีไข้ร่วมกับปวดท้องน้อย
- ปัสสาวะไม่ออก
ยิ่งได้รับการรักษาเร็ว ผลการรักษายิ่งดี
วิธีป้องกันหนองในและภาวะท่อปัสสาวะตีบ
การป้องกันสามารถทำได้โดย
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
- ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ
- พบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งให้ครบ
- แจ้งคู่นอนให้เข้ารับการตรวจหากพบการติดเชื้อ
แนวทางเหล่านี้ช่วยลดโอกาสเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย
ท่อปัสสาวะตีบหายเองได้หรือไม่?
โดยทั่วไปไม่สามารถหายเองได้ หากเกิดพังผืดแล้วมักต้องได้รับการรักษาจากแพทย์
หนองในทุกคนจะเกิดท่อปัสสาวะตีบหรือไม่?
ไม่ใช่ ผู้ที่ได้รับการรักษาเร็วและครบถ้วนมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก
หลังรักษาแล้วจะกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?
หากได้รับเชื้อใหม่ก็สามารถติดเชื้อซ้ำได้ จึงควรป้องกันทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
ภาวะท่อปัสสาวะตีบมีผลต่อการใช้ชีวิตหรือไม่?
หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้ปัสสาวะลำบาก ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อย และส่งผลต่อคุณภาพชีวิต
สรุป
ท่อปัสสาวะอักเสบ จากโรคหนองในอาจดูเหมือนเป็นอาการที่ไม่รุนแรงในระยะแรก แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา การอักเสบเรื้อรังสามารถนำไปสู่การเกิดพังผืดและภาวะท่อปัสสาวะตีบ ซึ่งอาจส่งผลให้ปัสสาวะลำบาก ติดเชื้อซ้ำ และในรายที่รุนแรงอาจต้องเข้ารับการผ่าตัด
ดังนั้นเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น ปัสสาวะแสบขัด มีหนองไหลจากอวัยวะเพศ หรือสงสัยว่าติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว การรักษา ท่อปัสสาวะอักเสบ ตั้งแต่ระยะแรก รับประทานยาให้ครบ และติดตามผลการรักษาตามนัด จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ระบบทางเดินปัสสาวะกลับมาทำงานได้ตามปกติ
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ