โรคจอประสาทตาเสื่อม หรือ Macular Degeneration เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุทั่วโลก โรคนี้เกิดจากความเสื่อมของบริเวณ Macula ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของจอประสาทตาที่ควบคุมการมองเห็นตรงกลาง ผู้ป่วยโรคนี้มักมีอาการ มองเห็นภาพตรงกลางพร่ามัว เห็นภาพบิดเบี้ยว หรืออ่านหนังสือยากขึ้น แม้ว่าการมองเห็นรอบข้างยังคงปกติ

โรคจอประสาทตาเสื่อมคืออะไร
โรคจอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของ Macula ซึ่งเป็นบริเวณตรงกลางของจอประสาทตา (Retina)
Macula มีหน้าที่สำคัญในการ
- มองเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ
- อ่านหนังสือ
- จดจำใบหน้า
- มองเห็นวัตถุที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อ Macula เสื่อมลง การมองเห็นตรงกลางจะค่อย ๆ แย่ลง
แต่ การมองเห็นด้านข้าง (Peripheral vision) มักยังคงอยู่
Macula คืออะไร

Macula เป็นบริเวณเล็ก ๆ ตรงกลางของจอประสาทตา
มีหน้าที่สำคัญต่อการมองเห็นที่ต้องใช้ความละเอียดสูง เช่น
- การอ่านตัวหนังสือ
- การขับรถ
- การดูโทรศัพท์มือถือ
- การแยกสี
หากบริเวณนี้เกิดความเสียหาย การมองเห็นจะได้รับผลกระทบอย่างมาก
โรคจอประสาทตาเสื่อมพบได้บ่อยแค่ไหน
โรคนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ
สถิติทั่วโลกพบว่า
- เป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียการมองเห็นในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี
- ผู้ป่วยทั่วโลกมากกว่า 200 ล้านคน
ในประเทศไทยพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
ประเภทของโรคจอประสาทตาเสื่อม
โรคนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก
1. จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง (Dry AMD)
เป็นชนิดที่พบมากที่สุด
ประมาณ 80–90% ของผู้ป่วย
เกิดจากการสะสมของสารที่เรียกว่า Drusen ใต้จอประสาทตา
ลักษณะสำคัญ
- ดำเนินโรคช้า
- การมองเห็นค่อย ๆ แย่ลง
2. จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD)
พบประมาณ 10–20%
แต่เป็นชนิดที่รุนแรงกว่า
เกิดจาก
- การสร้างเส้นเลือดผิดปกติใต้จอประสาทตา
- เส้นเลือดรั่วหรือมีเลือดออก
ทำให้การมองเห็นลดลงอย่างรวดเร็ว

สาเหตุของโรคจอประสาทตาเสื่อม
แม้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
อายุ
อายุเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด
พบมากในผู้ที่มีอายุ มากกว่า 50 ปี
พันธุกรรม
หากมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น
การสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้
ถึง 2–4 เท่า
ความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจและหลอดเลือดอาจเพิ่มความเสี่ยง
แสงแดดและรังสี UV
การได้รับแสงแดดมากเป็นเวลานานอาจทำให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้น
✅ อาการของโรคจอประสาทตาเสื่อม
อาการมักเริ่มต้นอย่างช้า ๆ
ผู้ป่วยหลายคนอาจไม่รู้ตัวในระยะแรก
อาการที่พบบ่อย ได้แก่
🚨มองเห็นภาพตรงกลางพร่ามัว
การมองเห็นตรงกลางจะเริ่มไม่ชัด
เห็นเส้นตรงบิดเบี้ยว
เช่น
- เส้นในตาราง
- ขอบประตู
ดูเหมือนโค้งงอ
🚨มองเห็นจุดดำตรงกลางภาพ
เรียกว่า Central scotoma
🚨อ่านหนังสือลำบาก
ต้องใช้แสงมากขึ้น
🚨การมองเห็นสีผิดปกติ
สีอาจดูซีดลง
การดำเนินโรค
โรคนี้มักดำเนินอย่างช้า ๆ
ในระยะแรกอาจไม่มีอาการ
เมื่อโรคลุกลาม
การมองเห็นจะลดลง
โดยเฉพาะในชนิด Wet AMD ที่อาจสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว
การตรวจวินิจฉัยโรค
แพทย์จักษุจะใช้หลายวิธีในการวินิจฉัย

การตรวจจอประสาทตา
โดยใช้เครื่องตรวจตาเฉพาะ
Amsler Grid Test
เป็นตารางเส้นตรงสำหรับตรวจการบิดเบี้ยวของภาพ
OCT (Optical Coherence Tomography)
เป็นการสแกนจอประสาทตาแบบละเอียด
Fluorescein Angiography
ใช้ตรวจเส้นเลือดในจอประสาทตา
การรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อม
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด
แต่สามารถชะลอการดำเนินโรคได้
การใช้ยา Anti-VEGF
ใช้รักษา Wet AMD
ยาที่ใช้ เช่น
- Ranibizumab
- Aflibercept
- Bevacizumab
ยาจะฉีดเข้าไปในลูกตา ช่วยหยุดการเติบโตของเส้นเลือดผิดปกติ
การใช้เลเซอร์
บางกรณีอาจใช้เลเซอร์รักษา
อาหารเสริม AREDS
สูตรวิตามินที่ช่วยชะลอโรค
ประกอบด้วย
- Vitamin C
- Vitamin E
- Zinc
- Lutein
- Zeaxanthin
อาหารที่ช่วยบำรุงจอประสาทตา
การรับประทานอาหารที่ดีต่อดวงตาช่วยลดความเสี่ยง
เช่น
- ผักใบเขียว
- ปลา
- แครอท
- ไข่
- ถั่ว
สารอาหารสำคัญ ได้แก่
- Omega-3
- Lutein
- Zeaxanthin
- Vitamin A
วิธีป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม
แม้ไม่สามารถป้องกันได้ 100%
แต่สามารถลดความเสี่ยงได้
เลิกสูบบุหรี่
เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด
ใส่แว่นกันแดด
ช่วยลดรังสี UV
ตรวจตาเป็นประจำ
โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
เน้นผักผลไม้และปลา
ควบคุมโรคเรื้อรัง
เช่น
- เบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
การใช้ชีวิตกับโรคจอประสาทตาเสื่อม
ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติในหลายกรณี
การปรับตัวที่ช่วยได้ เช่น
- ใช้แว่นขยาย
- ใช้แสงสว่างมากขึ้น
- ใช้อุปกรณ์ช่วยอ่านหนังสือ
เทคโนโลยีสมัยใหม่ยังช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ดีขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคจอประสาทตาเสื่อม
โรคจอประสาทตาเสื่อมหายได้ไหม
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด
แต่สามารถชะลอโรคได้
โรคจอประสาทตาเสื่อมทำให้ตาบอดไหม
ในบางกรณีอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นตรงกลาง
แต่การมองเห็นรอบข้างมักยังอยู่
โรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่
บางกรณีมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม
ควรตรวจตาบ่อยแค่ไหน
ผู้ที่อายุเกิน 50 ปีควรตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง
สรุป
โรค จอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration) เป็นโรคตาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นทั่วโลก โรคนี้เกิดจากความเสื่อมของ Macula ซึ่งมีหน้าที่สำคัญต่อการมองเห็นตรงกลาง แม้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่การวินิจฉัยเร็วและการรักษาที่เหมาะสมสามารถช่วยชะลอการดำเนินโรคได้
การดูแลสุขภาพดวงตา เช่น
- เลิกสูบบุหรี่
- รับประทานอาหารที่ดีต่อดวงตา
- ตรวจตาเป็นประจำ
สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคนี้ได้
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ