Skip to content
Home » บทความ » ซิฟิลิสจะมีแผลที่อวัยวะเพศแบบใด? ลักษณะแผลเป็นอย่างไร รักษายังไงให้หาย

ซิฟิลิสจะมีแผลที่อวัยวะเพศแบบใด? ลักษณะแผลเป็นอย่างไร รักษายังไงให้หาย

ซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum หนึ่งในอาการสำคัญของโรคคือการเกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งมักพบในระยะแรกหลังได้รับเชื้อ โดยแผลซิฟิลิสมีลักษณะค่อนข้างเฉพาะ คือมักเป็นแผลกลมหรือวงรี ขอบชัด พื้นแผลค่อนข้างแข็ง และที่สำคัญคือ มักไม่เจ็บ ไม่คัน และอาจหายได้เองแม้ยังไม่ได้รับการรักษา

หลายคนจึงเข้าใจผิดว่าแผลที่อวัยวะเพศหายแล้วหมายถึงโรคหายแล้ว ทั้งที่เชื้อซิฟิลิสอาจยังอยู่ในร่างกายและดำเนินเข้าสู่ระยะต่อไปได้ นอกจากนี้ แผลซิฟิลิสยังอาจมีลักษณะคล้ายแผลริมอ่อน เริม หรือแผลจากการเสียดสี ทำให้ไม่สามารถวินิจฉัยจากการมองด้วยตาเปล่าเพียงอย่างเดียว

บทความนี้จะอธิบายว่าแผลซิฟิลิสที่อวัยวะเพศมีลักษณะอย่างไร แตกต่างจากแผลริมอ่อนอย่างไร ควรตรวจด้วยวิธีไหน และต้องรักษาด้วยยาอะไรจึงจะหายขาด

ถาม–ตอบ: ซิฟิลิสจะมีแผลที่อวัยวะเพศแบบใด?

ถาม: แผลซิฟิลิสที่อวัยวะเพศมีลักษณะอย่างไร?

ตอบ: มักเป็นแผลกลมหรือวงรี ขอบแผลเรียบและชัดเจน พื้นแผลค่อนข้างแข็ง อาจมีน้ำเหลืองซึมเล็กน้อย โดยทั่วไปไม่เจ็บและไม่คัน เรียกว่าแผลริมแข็ง หรือ Syphilitic chancre

ถาม: แผลซิฟิลิสเป็นแผลเจ็บหรือไม่?

ตอบ: โดยทั่วไปแผลซิฟิลิสระยะแรกมักไม่เจ็บ ต่างจากแผลริมอ่อนและเริมที่มักมีอาการเจ็บหรือแสบ อย่างไรก็ตาม ลักษณะแผลอาจแตกต่างกันได้ในแต่ละคน

ถาม: แผลซิฟิลิสขึ้นตรงไหนของอวัยวะเพศ?

ตอบ: สามารถเกิดบริเวณหัวอวัยวะเพศ หนังหุ้มปลาย ลำอวัยวะเพศ โคนอวัยวะเพศ รอบปากช่องคลอด ปากมดลูก หรือบริเวณรอบทวารหนัก ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อ

ถาม: แผลซิฟิลิสมีหนองไหม?

ตอบ: โดยทั่วไปแผลซิฟิลิสไม่ได้มีหนองข้นแบบแผลติดเชื้อเป็นหนอง แต่อาจมีของเหลวใสหรือน้ำเหลืองซึมจากพื้นแผลได้ หากมีหนองมาก เจ็บมาก หรือแผลหลายตำแหน่ง ควรตรวจหาโรคอื่นร่วมด้วย

ถาม: แผลซิฟิลิสหายเองได้ไหม?

ตอบ: แผลอาจหายเองภายในประมาณ 3–6 สัปดาห์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเชื้อหมดไปแล้ว หากไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจเข้าสู่ระยะที่สองและระยะอื่นต่อไปได้

ถาม: ซิฟิลิสรักษาด้วยยาอะไร?

ตอบ: ยาหลักคือ Benzathine penicillin G ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ โดยขนาดและจำนวนครั้งขึ้นอยู่กับระยะของโรค ผู้ที่เป็นซิฟิลิสระยะแรก ระยะที่สอง หรือระยะแฝงระยะแรก มักใช้การฉีดครั้งเดียวตามแนวทางมาตรฐาน ส่วนระยะอื่นอาจต้องฉีดหลายสัปดาห์

ถาม: ถ้าแผลซิฟิลิสขึ้นที่อวัยวะเพศชาย จะมีหลายแผลไหม?

ตอบ: โดยทั่วไปมักพบแผลเดียว แต่บางรายอาจมีหลายแผลได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อหลายตำแหน่งหรือมีการติดเชื้อร่วมกับโรคอื่น

ถาม: ถ้าไม่มีแผลที่อวัยวะเพศ แปลว่าไม่เป็นซิฟิลิสใช่ไหม?

ตอบ: ไม่ใช่ค่ะ เพราะแผลอาจอยู่ในตำแหน่งที่มองไม่เห็น เช่น ภายในช่องคลอด ปากมดลูก หรือทวารหนัก นอกจากนี้ ผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่สังเกตเห็นแผล หรือเข้าสู่ระยะแฝงที่ไม่มีอาการแล้วก็ได้

แผลซิฟิลิสระยะแรกเรียกว่า แผลริมแข็ง (Chancre) เกิดจากเชื้อ Treponema pallidum เข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุหรือรอยถลอกเล็ก ๆ ระหว่างการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์

หลังได้รับเชื้อประมาณ 10–90 วัน โดยเฉลี่ยประมาณ 21 วัน อาจเริ่มเกิดแผลบริเวณที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย

ลักษณะสำคัญ ได้แก่

  • เป็นแผลกลมหรือวงรี
  • ขอบแผลค่อนข้างชัด
  • พื้นแผลแข็งเมื่อสัมผัส
  • มักไม่เจ็บและไม่คัน
  • อาจมีน้ำเหลืองใสซึมเล็กน้อย
  • อาจมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต โดยมักไม่เจ็บ

สิ่งที่ต้องระวังคือ แผลซิฟิลิสสามารถเกิดในตำแหน่งที่มองเห็นได้ยาก เช่น ภายในช่องคลอด ปากมดลูก หรือทวารหนัก ผู้ติดเชื้อจึงอาจไม่รู้ตัวว่ามีแผลอยู่

แผลซิฟิลิสต่างจากแผลริมอ่อนและเริมอย่างไร?

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดทำให้เกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศได้ แต่ลักษณะและสาเหตุแตกต่างกัน

**ข้อควรระวัง: ตารางนี้เป็นเพียงแนวทางสังเกตเบื้องต้น ไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้แน่นอน เพราะแผลจากซิฟิลิสบางรายอาจเจ็บหรือมีหลายแผล และอาจติดเชื้อหลายชนิดพร้อมกันได้

ซิฟิลิสติดต่อได้อย่างไร?

ซิฟิลิสติดต่อผ่านการสัมผัสแผลหรือบริเวณที่มีเชื้อโดยตรง โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปาก และทางทวารหนัก

ตัวอย่างเช่น หากผู้ติดเชื้อมีแผลซิฟิลิสบริเวณอวัยวะเพศ แล้วมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายของคู่นอนผ่านเยื่อบุหรือรอยถลอกเล็ก ๆ ได้

การใช้ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยง แต่ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด หากแผลอยู่บริเวณที่ถุงยางไม่ได้ครอบคลุมก็ยังมีโอกาสสัมผัสเชื้อได้

ซิฟิลิสตรวจอย่างไร?

หากสงสัยว่ามีแผลซิฟิลิส ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและประเมินรอยโรค โดยการตรวจที่ใช้บ่อย ได้แก่

1. การตรวจ RPR หรือ VDRL

เป็นการตรวจเลือดเพื่อประเมินการติดเชื้อและใช้ติดตามผลหลังรักษา โดยระดับไตเตอร์ (Titer) มักลดลงเมื่อรักษาได้ผล แต่ต้องแปลผลร่วมกับประวัติและการตรวจอื่น

2. การตรวจ Treponemal test

เป็นการตรวจหาแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเชื้อซิฟิลิส เช่น TPHA, TPPA หรือการตรวจชนิดอื่นที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ

ผลตรวจกลุ่มนี้อาจยังเป็นบวกได้แม้รักษาหายแล้ว จึงไม่เหมาะที่จะใช้ผลเพียงอย่างเดียวประเมินว่ากำลังติดเชื้ออยู่หรือไม่

3. การตรวจจากแผล หรือ หยดเลือด

ปัจจุบันมีชุดตรวจซิฟิลิสขายตามร้านยา โดยจะใช้หยอดเลือดมาตรวจหาเชื้อ และในบางสถานพยาบาลอาจตรวจหาเชื้อจากตัวอย่างแผลโดยตรง เช่น วิธีตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์หรือวิธีทางโมเลกุลตามความพร้อมของห้องปฏิบัติการ

หากเพิ่งสัมผัสเชื้อและตรวจเลือดในช่วงแรก ผลอาจยังเป็นลบได้ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำตามระยะเวลาและความเสี่ยง แม้ผลตรวจครั้งแรกจะไม่พบเชื้อก็ตาม

ซิฟิลิสรักษายังไง? ต้องกินยาอะไร?

การรักษาซิฟิลิสขึ้นอยู่กับระยะของโรค โดยยาหลักที่ใช้คือ Benzathine penicillin G ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ กรณีนี้ต้องรับยาฉีดที่โรงพยาบาลเท่านั้น หากผู้ป่วยแพ้ยา Penicillin พิจารณาจ่ายยากลุ่ม Doxycycline แทน

แนวทางการรักษาโดยทั่วไปมีดังนี้

ระยะของโรคแนวทางการรักษาที่ใช้บ่อย
ซิฟิลิสระยะแรกBenzathine penicillin G 2.4 ล้านยูนิต ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ครั้ง
ซิฟิลิสระยะที่สองBenzathine penicillin G 2.4 ล้านยูนิต ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ครั้ง
ซิฟิลิสระยะแฝงระยะแรกBenzathine penicillin G 2.4 ล้านยูนิต ฉีด 1 ครั้ง
ซิฟิลิสระยะแฝงระยะปลาย หรือไม่ทราบระยะเวลาBenzathine penicillin G 2.4 ล้านยูนิต สัปดาห์ละครั้ง ติดต่อกัน 3 สัปดาห์
ซิฟิลิสที่มีระบบประสาทหรือตาเกี่ยวข้องต้องใช้สูตรยาเฉพาะ โดยทั่วไปเป็น Penicillin G ทางหลอดเลือดดำ

ผู้ที่แพ้ Penicillin อาจมีทางเลือกในการรักษาแตกต่างกันตามระยะของโรค แต่ผู้ที่ตั้งครรภ์และเป็นซิฟิลิสจำเป็นต้องได้รับ Penicillin ตามแนวทาง เพราะเป็นยาที่มีหลักฐานว่าป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไปยังทารกได้ดีที่สุด หากมีประวัติแพ้ยาต้องแจ้งแพทย์เพื่อประเมินการดูแลที่เหมาะสม

ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพราะยารับประทานทั่วไปอาจไม่สามารถรักษาซิฟิลิสได้อย่างเหมาะสม และการเลือกสูตรยาผิดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา

แผลหายแล้ว แปลว่าซิฟิลิสหายหรือยัง?

คำตอบ คือ ไม่จำเป็นค่ะ เพราะแผลซิฟิลิสระยะแรกสามารถหายเองได้ภายในประมาณ 3–6 สัปดาห์ แม้ไม่ได้รับยา แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกายและอาจเข้าสู่ระยะที่สองได้

ซิฟิลิสระยะที่สอง อาจมีอาการ เช่น

  • ผื่นตามลำตัว ฝ่ามือ หรือฝ่าเท้า
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • มีไข้ อ่อนเพลีย หรือเจ็บคอ
  • มีรอยโรคบริเวณอวัยวะเพศหรือรอบทวารหนัก
  • ผมร่วงเป็นหย่อมในบางราย

หากไม่ได้รับการรักษา โรคอาจเข้าสู่ระยะแฝงที่ไม่มีอาการ และในระยะยาวบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อหัวใจ สมอง ระบบประสาท หรืออวัยวะอื่น ๆ ได้ ดังนั้น แม้แผลจะหายไปแล้วก็ควรตรวจและรักษาให้ถูกต้อง

หลังรักษาซิฟิลิสต้องตรวจซ้ำไหม?

จำเป็นต้องติดตามผลเลือดหลังรักษา โดยทั่วไปใช้การตรวจ RPR หรือ VDRL เปรียบเทียบระดับไตเตอร์กับผลก่อนรักษา

สำหรับผู้ที่เป็นซิฟิลิสระยะแรกหรือระยะที่สอง แพทย์มักนัดติดตามผลที่ 6 และ 12 เดือน หรือปรับตามความเสี่ยงและแนวทางการรักษา

หากระดับไตเตอร์ไม่ลดลงตามที่คาดหวัง หรือกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจต้องประเมินการติดเชื้อซ้ำ การรักษาล้มเหลว หรือภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ควรแจ้งคู่นอนให้เข้ารับการตรวจและรักษาตามข้อบ่งชี้ เพราะหากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ยังติดเชื้อ ก็อาจกลับมาติดซิฟิลิสซ้ำได้ แม้เคยรักษาหายแล้วก็ตาม

สรุป: ซิฟิลิสจะมีแผลที่อวัยวะเพศแบบใด รักษายังไง?

ซิฟิลิสระยะแรกมักมีแผลริมแข็ง (Chancre) ลักษณะเป็นแผลกลมหรือวงรี ขอบชัด พื้นแผลแข็ง และมักไม่เจ็บหรือคัน อาจเกิดบริเวณหัวอวัยวะเพศ หนังหุ้มปลาย ลำอวัยวะเพศ ช่องคลอด หรือรอบทวารหนัก

การรักษาหลักคือการฉีด Benzathine penicillin G โดยจำนวนครั้งขึ้นอยู่กับระยะของโรค ไม่ควรรอให้แผลหายเอง เพราะเชื้ออาจยังอยู่ในร่างกายและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะต่อไปได้

หากมีแผลบริเวณอวัยวะเพศ ควรตรวจซิฟิลิสและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ โดยเร็ว ไม่ควรตัดสินจากลักษณะแผลเพียงอย่างเดียว

ถ้าท่านมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ