ภาวะที่เรียกว่า หนองในที่ข้อต่อ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะผู้ป่วยบางรายอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดข้อ เดินลำบาก หรือขยับข้อไม่ได้ โดยไม่มีอาการทางอวัยวะเพศชัดเจน ทำให้การวินิจฉัยล่าช้าและเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของข้อต่อถาวร
หลายคนอาจสงสัยว่า หนองในที่ข้อต่อ เกิดขึ้นได้อย่างไร เชื้อจากอวัยวะเพศจะไปถึงข้อได้จริงหรือไม่ และมีอาการแตกต่างจากโรคข้ออักเสบทั่วไปอย่างไร บทความนี้จะอธิบายกลไกการแพร่กระจายของเชื้อ อาการที่ควรระวัง วิธีตรวจวินิจฉัย การรักษา และแนวทางป้องกันเพื่อไม่ให้โรคหนองในลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
หนองในคืออะไร?
หนองใน (Gonorrhea) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนักโดยไม่ได้ป้องกัน
ตำแหน่งที่พบการติดเชื้อได้บ่อย ได้แก่
- ท่อปัสสาวะ
- ปากมดลูก
- ช่องคลอด
- คอหอย
- ทวารหนัก
ผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการเลย โดยเฉพาะผู้หญิงและผู้ที่ติดเชื้อที่คอหอยหรือทวารหนัก
เชื้อหนองในหลุดเข้ากระแสเลือดได้อย่างไร?
โดยปกติ เชื้อจะอยู่ที่เยื่อบุบริเวณที่ติดเชื้อ แต่ในบางกรณี เชื้อสามารถผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ ภาวะนี้เรียกว่า Disseminated Gonococcal Infection (DGI) หรือการติดเชื้อหนองในชนิดแพร่กระจาย
เมื่อเชื้ออยู่ในกระแสเลือด ก็สามารถเดินทางไปยัง
- ข้อต่อ
- เอ็น
- ผิวหนัง
- เยื่อหุ้มหัวใจ (พบได้น้อย)
- อวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงมากขึ้น?
แม้จะพบไม่บ่อย แต่ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นในผู้ที่
- ไม่ได้รับการรักษาหนองในตั้งแต่ระยะแรก
- มีคู่นอนหลายคน
- มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
- ตั้งครรภ์
- เคยมีประวัติหนองในมาก่อน
- มีการติดเชื้อที่คอหอยซึ่งมักไม่มีอาการและไม่ได้รับการรักษา
อาการของหนองในที่ข้อต่อ
อาการสำคัญคือ ปวดข้ออย่างเฉียบพลัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังการติดเชื้อหนองในที่อวัยวะเพศหลายวันหรือหลายสัปดาห์
ลักษณะที่พบบ่อย
- ปวดข้อรุนแรง
- ข้อบวม แดง ร้อน
- ขยับข้อได้ลำบาก
- เดินหรือใช้งานข้อไม่ได้ตามปกติ
- มีไข้หรือรู้สึกไม่สบายตัวร่วมด้วย
ข้อที่พบบ่อย ได้แก่
- ข้อเข่า
- ข้อเท้า
- ข้อมือ
- ข้อศอก
- ข้อนิ้วมือ
โดยมากมักเกิดที่ ข้อเดียว แต่บางรายอาจปวดหลายข้อพร้อมกันได้
อาการทางผิวหนังที่อาจพบร่วมกัน
ผู้ป่วยบางรายอาจมีผื่นหรือจุดแดงเล็ก ๆ ที่มือ เท้า หรือแขนขา ซึ่งอาจกลายเป็นตุ่มหนองเล็ก ๆ ได้
ลักษณะนี้ช่วยให้แพทย์นึกถึงภาวะติดเชื้อหนองในชนิดแพร่กระจายมากขึ้น
ทำไมบางคนปวดข้อแต่ไม่มีหนองไหล?
นี่คือจุดที่ทำให้การวินิจฉัยยาก
ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีการติดเชื้อแพร่กระจาย ไม่มีอาการทางอวัยวะเพศเลย หรืออาการเดิมหายไปแล้ว ทำให้ไม่เชื่อมโยงกับโรคหนองใน
ดังนั้น หากมีอาการปวดข้อเฉียบพลันร่วมกับประวัติเสี่ยงทางเพศ แพทย์อาจต้องพิจารณาโรคนี้ไว้เสมอ

หนองในที่ข้อต่อแตกต่างจากข้ออักเสบทั่วไปอย่างไร?
| ลักษณะ | หนองในที่ข้อต่อ | ข้อเสื่อมทั่วไป |
|---|---|---|
| เริ่มอาการ | เฉียบพลัน | ค่อยเป็นค่อยไป |
| อาการปวด | รุนแรง | มักปวดเมื่อใช้งาน |
| ข้อบวมแดงร้อน | พบบ่อย | มักไม่ชัดเจน |
| มีไข้ | อาจพบ | ไม่พบ |
| เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ | ใช่ | ไม่ใช่ |
ภาวะเอ็นอักเสบจากหนองใน
นอกจากข้ออักเสบแล้ว เชื้อยังสามารถทำให้เกิด tenosynovitis หรือการอักเสบของปลอกเอ็นได้
อาการที่พบบ่อย ได้แก่
- ปวดตามแนวเอ็น
- นิ้วมือบวม
- กำมือแล้วเจ็บ
- ขยับข้อมือหรือข้อเท้าแล้วปวดมาก
อาการนี้พบได้ค่อนข้างบ่อยใน DGI และอาจเกิดร่วมกับปวดข้อหลายตำแหน่ง
การตรวจวินิจฉัยทำอย่างไร?
แพทย์จะอาศัยทั้งประวัติ อาการ และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การซักประวัติ
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันหรือไม่
- มีคู่นอนหลายคนหรือไม่
- เคยมีอาการหนองไหล ตกขาว หรือปัสสาวะแสบหรือไม่
- มีอาการเจ็บคอหลังออรัลเซ็กส์หรือไม่
การตรวจร่างกาย
- ตรวจข้อที่ปวด
- ตรวจการบวม แดง ร้อน
- ตรวจผื่นหรือรอยโรคที่ผิวหนัง
การตรวจเพิ่มเติม
- ตรวจปัสสาวะ
- ตรวจสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศ
- ป้ายตัวอย่างจากคอหอยหรือทวารหนักตามประวัติ
- เจาะน้ำในข้อเพื่อตรวจหาเชื้อ
- ตรวจเลือดเพื่อประเมินการอักเสบ
การเจาะน้ำในข้อสำคัญอย่างไร?
หากข้อบวมมาก แพทย์อาจใช้เข็มดูดน้ำในข้อออกมาตรวจ
การตรวจนี้ช่วย
- แยกจากข้ออักเสบติดเชื้อชนิดอื่น
- ประเมินจำนวนเม็ดเลือดขาวในข้อ
- เพาะเชื้อหรือใช้วิธีตรวจทางโมเลกุลเพื่อหาเชื้อหนองใน
การรักษา
การรักษาหลักคือ ยาปฏิชีวนะตามแนวทางมาตรฐาน
ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อแพร่กระจายมักต้องได้รับ
- ยาฉีดในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล
- การติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
- การประเมินว่ามีภาวะแทรกซ้อนอื่นร่วมด้วยหรือไม่
ในบางกรณีอาจต้องนอนโรงพยาบาล โดยเฉพาะเมื่อ
- ปวดข้อรุนแรง
- เดินไม่ได้
- มีไข้สูง
- สงสัยติดเชื้อในหลายอวัยวะ
ต้องรักษาคู่นอนด้วยหรือไม่?
จำเป็นอย่างยิ่ง
แม้คู่นอนจะไม่มีอาการ ก็ควรได้รับการประเมินและรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกัน
- การแพร่เชื้อกลับไปกลับมา
- การติดเชื้อซ้ำ
- การแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

ภาวะแทรกซ้อนหากรักษาช้า
หากปล่อยไว้นาน เชื้ออาจทำลายกระดูกอ่อนและโครงสร้างของข้อต่อ ทำให้เกิด
- ข้อเคลื่อนไหวติดขัด
- ปวดเรื้อรัง
- ข้อผิดรูป
- สูญเสียการใช้งานของข้อบางส่วน
- การติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด
นี่คือเหตุผลที่อาการปวดข้อเฉียบพลันร่วมกับประวัติเสี่ยงทางเพศไม่ควรถูกมองข้าม
วิธีป้องกันไม่ให้หนองในลุกลาม
ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้มาก
ตรวจเมื่อมีความเสี่ยง
โดยเฉพาะหลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือเมื่อคู่นอนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหนองใน
รักษาให้ครบ
อย่าหยุดยาเองแม้อาการจะดีขึ้น
หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง
การใช้ยาไม่ถูกต้องอาจทำให้เชื้อไม่หายและเพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
หนองในเป็นได้เฉพาะที่อวัยวะเพศ
ไม่จริง เชื้อสามารถแพร่กระจายไปยังข้อ ผิวหนัง และอวัยวะอื่นได้ในบางกรณี
ปวดข้อไม่เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ไม่จริง ข้ออักเสบจากหนองในเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีอยู่จริง แม้จะพบไม่บ่อย
ถ้าไม่มีหนองไหลก็ไม่ใช่หนองใน
ไม่จริง ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อแพร่กระจายอาจไม่มีอาการทางอวัยวะเพศเลย
กินยาแก้ปวดอย่างเดียวก็พอ
ไม่พอ เพราะสาเหตุคือการติดเชื้อแบคทีเรียที่ต้องได้รับยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม
เมื่อใดควรรีบพบแพทย์?
ควรรีบไปโรงพยาบาลหากมี
- ปวดข้อเฉียบพลันรุนแรง
- ข้อบวมแดงร้อน
- เดินไม่ได้หรือขยับข้อไม่ได้
- มีไข้ร่วมกับปวดข้อ
- มีผื่นร่วมกับอาการปวดข้อ
- มีประวัติเสี่ยงทางเพศในช่วงที่ผ่านมา
คำถามที่พบบ่อย
หนองในที่ข้อต่อพบได้บ่อยไหม?
พบได้น้อยเมื่อเทียบกับหนองในที่อวัยวะเพศ แต่เป็นภาวะสำคัญเพราะอาจรุนแรงและทำลายข้อต่อได้
ปวดเข่าหลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง ต้องสงสัยทันทีหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเป็นหนองในเสมอไป แต่หากปวดบวมเฉียบพลัน มีไข้ หรือมีประวัติเสี่ยง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน
รักษาหายแล้วข้อจะกลับมาเป็นปกติไหม?
หากได้รับการรักษาเร็ว ส่วนใหญ่สามารถฟื้นตัวได้ดี แต่ถ้าปล่อยไว้นานจนเกิดความเสียหายของข้อต่อ อาจมีอาการหลงเหลือได้
ถุงยางช่วยป้องกันภาวะนี้ได้ไหม?
ช่วยได้ เพราะการป้องกันการติดหนองในตั้งแต่แรกคือวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดและข้อต่อ
สรุป
หนองในที่ข้อต่อ เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคหนองในที่เกิดจากเชื้อแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดและไปยังข้อต่อ ทำให้เกิดอาการปวด บวม แดง ร้อน และขยับข้อได้ลำบาก แม้จะพบไม่บ่อย แต่มีความสำคัญมากเพราะอาจทำลายข้อต่อถาวรได้หากรักษาช้า
สิ่งที่น่ากังวลคือผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการหนองไหลหรืออาการทางอวัยวะเพศเลย ทำให้ไม่เชื่อมโยงกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้น หากมีอาการปวดข้อเฉียบพลันร่วมกับประวัติเสี่ยงทางเพศ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสม
การใช้ถุงยางอนามัย การตรวจเมื่อมีความเสี่ยง และการรักษาหนองในตั้งแต่ระยะแรก คือวิธีสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้เชื้อลุกลามจนเกิด หนองในที่ข้อต่อ และภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอื่น ๆ
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ