Skip to content
Home » บทความ » ท่อปัสสาวะอักเสบ ตีบตัน: ฝันร้ายของชายที่เป็นหนองในแล้วไม่รักษา

ท่อปัสสาวะอักเสบ ตีบตัน: ฝันร้ายของชายที่เป็นหนองในแล้วไม่รักษา

โรคหนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาให้หายได้หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที แต่ผู้ชายจำนวนไม่น้อยกลับละเลยอาการในระยะแรก เพราะคิดว่าเป็นเพียงการอักเสบเล็กน้อยหรืออาการจะหายได้เอง ส่งผลให้เชื้อยังคงเพิ่มจำนวนและลุกลามไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของระบบทางเดินปัสสาวะ หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่น่ากังวลที่สุดคือ ท่อปัสสาวะอักเสบ ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา การอักเสบเรื้อรังอาจทำให้เกิดพังผืดและนำไปสู่ภาวะท่อปัสสาวะตีบ ส่งผลให้ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่สุด หรือในบางรายอาจถึงขั้นปัสสาวะไม่ออกและต้องเข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัด

หลายคนเข้าใจว่า ท่อปัสสาวะอักเสบ เป็นเพียงอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง หากเกิดจากโรคหนองในและไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม การอักเสบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องสามารถสร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อภายในท่อปัสสาวะได้อย่างถาวร และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจว่าหนองในสามารถนำไปสู่ภาวะท่อปัสสาวะตีบได้อย่างไร อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม วิธีรักษา และแนวทางป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้ชายในอนาคต

หนองใน (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae เชื้อสามารถแพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปาก และทางทวารหนัก รวมถึงสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกระหว่างการคลอดได้

ในผู้ชาย เชื้อมักเริ่มติดบริเวณท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดอาการ เช่น

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีอาการเลย ทำให้ไม่ได้เข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก

ท่อปัสสาวะเป็นทางเดินที่ทำหน้าที่นำปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะสู่ภายนอกร่างกาย

เมื่อเกิดการติดเชื้อหรือการระคายเคือง เยื่อบุภายในท่อปัสสาวะจะเกิดการอักเสบ บวม และมีเม็ดเลือดขาวเข้ามาต่อสู้กับเชื้อโรค จึงทำให้เกิดอาการแสบขัดและมีหนอง

หากได้รับการรักษาเร็ว การอักเสบมักหายได้โดยไม่เกิดผลเสียถาวร แต่หากปล่อยให้การอักเสบดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน โอกาสเกิดพังผืดและการตีบแคบของท่อปัสสาวะจะเพิ่มขึ้น

เมื่อเชื้อหนองในติดอยู่ภายในท่อปัสสาวะ ร่างกายจะตอบสนองด้วยกระบวนการอักเสบ

หากไม่มีการรักษา

  • เชื้อจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น
  • เยื่อบุท่อปัสสาวะถูกทำลาย
  • เกิดแผลภายใน
  • ร่างกายซ่อมแซมด้วยการสร้างพังผืด

พังผืดเหล่านี้ทำให้ช่องภายในท่อปัสสาวะแคบลงเรื่อย ๆ จนเกิดภาวะท่อปัสสาวะตีบ

เมื่อท่อปัสสาวะตีบ การไหลของปัสสาวะจะไม่สะดวก และอาจเกิดปัญหาตามมาอีกหลายประการ

ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้

  • ปัสสาวะเป็นสายเล็ก
  • ปัสสาวะไม่พุ่ง
  • ปัสสาวะใช้เวลานาน
  • ปัสสาวะไม่สุด
  • ต้องเบ่งเวลาปัสสาวะ
  • ปัสสาวะบ่อย
  • ปวดบริเวณท้องน้อย
  • มีปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะ

เมื่ออาการรุนแรงขึ้น อาจเกิดภาวะปัสสาวะไม่ออก ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบพบแพทย์

แม้ภาวะท่อปัสสาวะตีบจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่

  • ผู้ที่เป็นหนองในแต่ไม่ได้รักษา
  • ผู้ที่รักษาไม่ครบตามแพทย์สั่ง
  • ผู้ที่กลับมาติดเชื้อซ้ำหลายครั้ง
  • ผู้ที่มีประวัติบาดเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ
  • ผู้ที่เคยสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน

การรักษาตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมาก

เมื่อท่อปัสสาวะตีบมากขึ้น อาจส่งผลให้เกิด

ผู้ป่วยต้องออกแรงเบ่งมากขึ้นทุกครั้งที่ปัสสาวะ

ปัสสาวะที่ค้างอยู่เป็นเวลานานเอื้อต่อการเจริญของแบคทีเรีย

เกิดจากปัสสาวะตกค้างเป็นเวลานาน

หากมีการอุดกั้นรุนแรง อาจส่งผลต่อการทำงานของไตในระยะยาว

แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจเพิ่มเติม เช่น

การตรวจอย่างละเอียดช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสม

การรักษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะตามแนวทางมาตรฐาน

ผู้ป่วยควรรับประทานยาให้ครบ และงดเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหาย

หากเกิดพังผืดแล้ว อาจต้องใช้วิธีต่าง ๆ เช่น

  • ขยายท่อปัสสาวะ
  • ส่องกล้องรักษา
  • ผ่าตัดซ่อมแซมท่อปัสสาวะ

วิธีรักษาจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของการตีบ

หากได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการ

  • ลดการอักเสบ
  • ลดโอกาสเกิดพังผืด
  • ลดความเสี่ยงของท่อปัสสาวะตีบ
  • ลดโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

การพบแพทย์เร็วถือเป็นวิธีป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ดีที่สุด

ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้

  • ปัสสาวะแสบขัด
  • มีหนองไหลจากอวัยวะเพศ
  • ปัสสาวะเป็นสายเล็กลง
  • ปัสสาวะไม่สุด
  • ปวดอวัยวะเพศ
  • มีไข้ร่วมกับปวดท้องน้อย
  • ปัสสาวะไม่ออก

ยิ่งได้รับการรักษาเร็ว ผลการรักษายิ่งดี

การป้องกันสามารถทำได้โดย

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ
  • พบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งให้ครบ
  • แจ้งคู่นอนให้เข้ารับการตรวจหากพบการติดเชื้อ

แนวทางเหล่านี้ช่วยลดโอกาสเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

โดยทั่วไปไม่สามารถหายเองได้ หากเกิดพังผืดแล้วมักต้องได้รับการรักษาจากแพทย์

ไม่ใช่ ผู้ที่ได้รับการรักษาเร็วและครบถ้วนมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก

หากได้รับเชื้อใหม่ก็สามารถติดเชื้อซ้ำได้ จึงควรป้องกันทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์

หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้ปัสสาวะลำบาก ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อย และส่งผลต่อคุณภาพชีวิต

ท่อปัสสาวะอักเสบ จากโรคหนองในอาจดูเหมือนเป็นอาการที่ไม่รุนแรงในระยะแรก แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา การอักเสบเรื้อรังสามารถนำไปสู่การเกิดพังผืดและภาวะท่อปัสสาวะตีบ ซึ่งอาจส่งผลให้ปัสสาวะลำบาก ติดเชื้อซ้ำ และในรายที่รุนแรงอาจต้องเข้ารับการผ่าตัด

ดังนั้นเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น ปัสสาวะแสบขัด มีหนองไหลจากอวัยวะเพศ หรือสงสัยว่าติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว การรักษา ท่อปัสสาวะอักเสบ ตั้งแต่ระยะแรก รับประทานยาให้ครบ และติดตามผลการรักษาตามนัด จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ระบบทางเดินปัสสาวะกลับมาทำงานได้ตามปกติ

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ