Skip to content
Home » บทความ » ตุ่ม PPP คืออะไร? เกี่ยวกับหนองในไหม? ต่างจากหูดหงอนไก่อย่างไร?

ตุ่ม PPP คืออะไร? เกี่ยวกับหนองในไหม? ต่างจากหูดหงอนไก่อย่างไร?

ตุ่ม PPP คืออะไร? เกี่ยวกับหนองในไหม? เป็นคำถามที่ผู้ชายจำนวนมากสงสัยเมื่อพบตุ่มเล็ก ๆ บริเวณหัวอวัยวะเพศ โดยเฉพาะตุ่มที่เรียงตัวเป็นแถวรอบขอบหัวอวัยวะเพศ หลายคนเมื่อเห็นตุ่มลักษณะนี้อาจกังวลว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หูดหงอนไก่ หรือเริม

ความจริงแล้ว PPP หรือ Pearly Penile Papules ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และไม่ใช่หนองใน แต่เป็นลักษณะทางกายวิภาคที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติในผู้ชายบางคน โดยตุ่มมักมีขนาดเล็ก เรียบ สีเดียวกับผิวหรือออกขาวอมชมพู และเรียงตัวอย่างค่อนข้างสม่ำเสมอรอบขอบหัวอวัยวะเพศ

PPP จึงแตกต่างจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องสาเหตุ การติดต่อ และการรักษา

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบได้บ่อยคือ PPP อาจมีลักษณะคล้ายตุ่มจากโรคบางชนิด โดยเฉพาะหูดหงอนไก่จากเชื้อ HPV ทำให้บางคนเข้าใจผิดและซื้อยามารักษาเอง ซึ่งอาจทำให้ผิวบริเวณอวัยวะเพศระคายเคืองหรือเกิดแผลได้

บทความนี้จะอธิบายว่า ตุ่ม PPP คืออะไร เกิดจากอะไร เกี่ยวข้องกับหนองในหรือไม่ ติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่ PPP กับหูดหงอนไก่ต่างกันอย่างไร ต้องรักษาหรือไม่ และเมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ 👾🧬🔍🔎


🧫✨PPP คืออะไร?🧫✨

PPP ย่อมาจาก Pearly Penile Papules หรือบางครั้งเรียกว่า Pearly Penile Papules of the penis เป็นตุ่มขนาดเล็กที่สามารถพบได้บริเวณรอบขอบหัวอวัยวะเพศ โดยมักเรียงตัวเป็นแถวหรือหลายแถวอย่างเป็นระเบียบ

ลักษณะสำคัญคือ PPP ไม่ใช่โรคติดเชื้อ ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และไม่ใช่มะเร็ง

PPP เป็นลักษณะทางกายวิภาคที่พบได้ในผู้ชายจำนวนหนึ่ง และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีตุ่มดังกล่าวเคยมีเพศสัมพันธ์หรือมีพฤติกรรมทางเพศที่ผิดปกติ ในบางคนอาจสังเกตเห็น PPP ตั้งแต่วัยรุ่นหรือช่วงวัยหนุ่มสาว และตุ่มอาจคงอยู่เป็นเวลานานโดยไม่ได้ก่อปัญหาสุขภาพ


🧫✨ตุ่ม PPP มีลักษณะอย่างไร?

  • เป็นตุ่มขนาดเล็ก
  • ผิวเรียบ
  • สีเดียวกับผิว
  • อาจมีสีขาวหรือชมพูอ่อน
  • รูปร่างค่อนข้างกลมหรือรี
  • มักมีขนาดใกล้เคียงกัน
  • เรียงตัวเป็นแถว
  • มักอยู่บริเวณขอบหรือรอบ ๆ หัวอวัยวะเพศ
  • โดยทั่วไปไม่มีอาการเจ็บ
  • ไม่คันหรือแสบจากตัวตุ่มเอง
  • ไม่กลายเป็นแผล
  • ไม่ทำให้มีหนองหรือสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะ

ลักษณะการเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบเป็นหนึ่งในสิ่งที่ช่วยแยก PPP ออกจากหูดหงอนไก่ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้เพียงคำอธิบายจากอินเทอร์เน็ตเพื่อวินิจฉัยรอยโรคด้วยตนเอง เพราะตุ่มบริเวณอวัยวะเพศมีสาเหตุได้หลายอย่าง


🧬💥PPP เกี่ยวกับ หนองในไหม?

คำตอบ = ไม่เกี่ยวกันโดยตรง และ PPP ไม่ใช่อาการของโรคหนองใน

โรคหนองในเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ในผู้ชาย โรคหนองในอาจทำให้เกิดอาการ เช่น

  • ปัสสาวะแสบขัด
  • มีหนองหรือสารคัดหลั่งออกจากท่อปัสสาวะ
  • ปลายอวัยวะเพศระคายเคือง
  • ปวดหรือแสบขณะปัสสาวะ
  • บางรายอาจมีอาการปวดหรือบวมบริเวณอัณฑะ

ในทางตรงกันข้าม PPP เป็นตุ่มที่อยู่บริเวณผิวหนังรอบขอบหัวอวัยวะเพศ และ ไม่ได้เกิดจากเชื้อ Neisseria gonorrhoeae

ดังนั้น

PPP ไม่ใช่หนองใน และ PPP ไม่ได้เกิดจากการติดหนองใน

การมี PPP จึงไม่ได้หมายความว่ากำลังเป็นหนองใน


🦠🔬PPP เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่?

PPP ไม่ได้เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ และไม่สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นจึงไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น

การมี PPP จึงไม่ได้บ่งชี้ว่าบุคคลนั้นติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการพบ PPP ในภายหลังจากเริ่มมีเพศสัมพันธ์ก็ไม่ได้หมายความว่าได้รับตุ่มนี้มาจากคู่นอน


🦠🔬PPP ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ไหม?

= ไม่ติดต่อ

PPP ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อราที่สามารถแพร่จากคู่นอน ดังนั้น

PPP จึงแตกต่างจากหูดหงอนไก่ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ HPV และสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสทางเพศได้


🧼🫧PPP เกิดจากอะไร?

สาเหตุที่แท้จริงของ PPP ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนทั้งหมด แต่เชื่อว่าเป็น ลักษณะทางกายวิภาคตามธรรมชาติของร่างกาย ไม่ใช่ผลจากการติดเชื้อ

PPP ไม่ได้เกิดจาก

  • การมีเพศสัมพันธ์บ่อย
  • การช่วยตัวเอง
  • การไม่รักษาความสะอาด
  • การใช้สบู่ผิดชนิด
  • การติดหนองใน
  • การติดเชื้อ HPV
  • การติดเชื้อเริม

ดังนั้น หากพบ PPP ไม่ควรโทษตัวเองว่าเกิดจากพฤติกรรมทางเพศหรือสุขอนามัยที่ไม่ดี


🧼🫧PPP อันตรายไหม?

โดยทั่วไป PPP ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตุ่มไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็ง ไม่ทำให้มีบุตรยาก และไม่ได้ทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลง PPP โดยทั่วไปไม่มีผลต่อการปัสสาวะและไม่ได้ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

สิ่งที่สร้างปัญหามากกว่าตัวตุ่มคือ ความกังวลของผู้ที่พบตุ่ม เพราะบางคนกลัวว่าจะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือกังวลว่าคู่นอนจะเข้าใจผิด หากแพทย์ประเมินแล้วว่าเป็น PPP จริง ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรักษา


🧼🫧PPP คันหรือเจ็บไหม?

โดยทั่วไป PPP ไม่ทำให้เกิดอาการคันหรือเจ็บ


👾🧬PPP กับหูดหงอนไก่ต่างกันอย่างไร?

นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุด เพราะทั้งสองอย่างสามารถทำให้เกิดตุ่มบริเวณอวัยวะเพศชายได้

PPP เป็นลักษณะทางกายวิภาคตามธรรมชาติ ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ส่วน หูดหงอนไก่ เป็นรอยโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ HPV บางสายพันธุ์ โดยเฉพาะ HPV 6 และ HPV 11

ลักษณะโดยทั่วไปมีความแตกต่างกัน

ลักษณะPPPหูดหงอนไก่
สาเหตุลักษณะทางกายวิภาคHPV
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ใช่ใช่
ติดต่อจากเพศสัมพันธ์ไม่สามารถติดต่อได้
ตำแหน่งมักรอบขอบหัวอวัยวะเพศอาจพบหลายบริเวณของอวัยวะเพศ
การเรียงตัวมักเป็นระเบียบมักไม่สม่ำเสมอ
ผิวเรียบมักขรุขระ
ขนาดมักใกล้เคียงกันอาจมีหลายขนาด
รูปร่างตุ่มเล็กค่อนข้างสม่ำเสมออาจเป็นกลุ่มหรือคล้ายดอกกะหล่ำ
อาการมักไม่มีอาการส่วนใหญ่อาจไม่เจ็บ แต่อาจคันหรือระคายเคือง
จำเป็นต้องรักษาโดยทั่วไปไม่จำเป็นอาจรักษาหากเป็นหูด

อย่างไรก็ตาม ตารางนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น ไม่สามารถใช้แทนการตรวจโดยแพทย์ได้ในทุกกรณี


👾🧬PPP กับเริมต่างกันอย่างไร?

เริมที่อวัยวะเพศ เกิดจากเชื้อ Herpes simplex virus หรือ HSV และเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เริมมักมีลักษณะแตกต่างจาก PPP โดยอาจเริ่มจากตุ่มน้ำใสหรือกลุ่มตุ่มน้ำ ก่อนแตกกลายเป็นแผล และอาจมีอาการเจ็บ แสบ หรือคันร่วมด้วย

ส่วน PPP มักเป็นตุ่มเล็ก ผิวเรียบ เรียงตัวสม่ำเสมอ และไม่มีแผลหรือตุ่มน้ำ

ดังนั้น หากตุ่มมีอาการเจ็บ แสบ แตกเป็นแผล หรือเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรพบแพทย์ เพราะลักษณะดังกล่าวไม่ใช่ลักษณะทั่วไปของ PPP


👾🧬PPP กับ Fordyce spots เหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกัน แม้ทั้งสองอย่างจะเป็นภาวะที่ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และสามารถพบเป็นตุ่มเล็ก ๆ บริเวณอวัยวะเพศได้

Fordyce spots เกิดจากต่อมไขมันที่มองเห็นได้ชัดขึ้น มักเป็นตุ่มเล็กสีขาวหรือเหลือง และสามารถพบได้หลายบริเวณของผิวหนัง

ส่วน PPP มักพบเป็นตุ่มเรียงตัวบริเวณขอบหัวอวัยวะเพศอย่างค่อนข้างเป็นระเบียบ

ทั้งสองภาวนาไม่จำเป็นต้องรักษาหากไม่มีอาการ แต่หากไม่แน่ใจว่าตุ่มที่พบคืออะไร ควรให้แพทย์ตรวจ


👾🧬PPP เกี่ยวข้องกับ HPV หรือไม่?

PPP ไม่ใช่ HPV

HPV เป็นเชื้อไวรัสที่สามารถทำให้เกิดหูดหงอนไก่และรอยโรคอื่น ๆ ในบางคน

ส่วน PPP เป็นลักษณะทางกายวิภาคตามธรรมชาติ และไม่เกิดจากการติดเชื้อ HPV

ดังนั้น การมี PPP ไม่ได้หมายความว่าติด HPV และไม่จำเป็นต้องรักษา PPP ด้วยยารักษา HPV

อย่างไรก็ตาม ผู้ชายคนหนึ่งสามารถมี PPP และติด HPV ได้ในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเป็นคนละภาวะกัน

หากมีตุ่มหลายลักษณะ หรือมีตุ่มใหม่เกิดขึ้นนอกบริเวณที่มี PPP เดิม ควรตรวจเพื่อแยกสาเหตุ


💉💊PPP ต้องรักษาไหม?

โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องรักษา

เนื่องจาก PPP ไม่ใช่โรคและไม่ก่อให้เกิดอันตราย การรักษาจึงมักไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์

แต่บางคนอาจรู้สึกกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ หรือมีความกังวลว่าคู่นอนจะเข้าใจผิดว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ในกรณีดังกล่าว สามารถปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อประเมินว่าตุ่มเป็น PPP จริงหรือไม่ และพูดคุยเกี่ยวกับทางเลือกในการกำจัดตุ่ม


🩺🧸PPP เอาออกได้ไหม?

ในกรณีที่ต้องการกำจัด PPP ด้วยเหตุผลด้านความสวยงาม อาจมีวิธีทางการแพทย์บางอย่างที่แพทย์สามารถพิจารณาได้ เช่น

  • Laser
  • Electrosurgery
  • วิธีทำลายรอยโรคบางชนิด

วิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับจำนวน ตำแหน่ง และลักษณะของตุ่ม รวมถึงความเสี่ยงของการเกิดแผลเป็นหรือความผิดปกติของสีผิว

สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรบีบ แกะ ตัด หรือจี้ PPP เอง

และไม่ควรใช้ยากัดหูดที่ซื้อมาเอง เพราะยาบางชนิดออกแบบมาสำหรับหูดบริเวณผิวหนังทั่วไป ไม่เหมาะกับผิวบริเวณอวัยวะเพศ และอาจทำให้เกิดแผลไหม้หรือการอักเสบได้


👄💭PPP หายเองได้ไหม?

PPP ไม่ได้ถือเป็นโรคที่จำเป็นต้อง “รักษาให้หาย” เพราะเป็นลักษณะทางกายวิภาคตามธรรมชาติ

ตุ่มอาจคงอยู่เป็นเวลานาน และลักษณะอาจเปลี่ยนแปลงตามวัยได้

ดังนั้น การมี PPP จึงไม่จำเป็นต้องเฝ้ารอว่าตุ่มจะหายเหมือนการติดเชื้อ

หากไม่มีอาการและแพทย์ยืนยันว่าเป็น PPP ก็สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้


👄💭PPP ทำให้มีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ไหม?

PPP ไม่ได้ทำให้เกิดความผิดปกติของการแข็งตัว ไม่ได้ทำให้ปัสสาวะผิดปกติ และไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการมีเพศสัมพันธ์

นอกจากนี้ PPP ไม่สามารถแพร่ให้คู่นอนได้ อย่างไรก็ตาม หากมีตุ่มที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยและมีประวัติเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ ควรตรวจให้แน่ใจก่อนว่าไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น


👄💭ถ้ามี PPP ต้องตรวจหนองในไหม?

การมี PPP เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าต้องตรวจหนองใน

แต่หากมีประวัติเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับคู่นอนที่ไม่ทราบสถานะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือมีอาการที่เข้าได้กับหนองใน ก็ควรพิจารณาตรวจตามความเสี่ยง

อาการที่ควรให้ความสนใจ ได้แก่

ปัสสาวะแสบขัด มีหนองหรือสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะ ปลายอวัยวะเพศอักเสบ หรือมีอาการปวดบริเวณอัณฑะ

ดังนั้นควรแยกสองเรื่องออกจากกัน

PPP = ไม่ใช่หนองใน

แต่ การมี PPP ไม่ได้ทำให้คน ๆ นั้นไม่มีโอกาสติดหนองในจากการมีเพศสัมพันธ์ คนที่มี PPP สามารถติดหนองในหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป


⏰⏳ถ้ามีตุ่ม PPP แล้วมีหนองด้วย เป็นอะไร?

หากมี “หนอง” จริง ไม่ควรสรุปว่าเป็น PPP

PPP โดยทั่วไปไม่ได้ทำให้เกิดหนอง

หากพบตุ่มร่วมกับหนอง อาจต้องพิจารณาสาเหตุอื่น เช่น การอักเสบของรูขุมขน การติดเชื้อแบคทีเรีย หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด โดยเฉพาะหากมีสารคัดหลั่งออกจากท่อปัสสาวะร่วมกับปัสสาวะแสบ

กรณีนี้ควรพบแพทย์เพื่อแยกโรค เพราะการรักษาจะแตกต่างกันตามสาเหตุ


⏰⏳เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์หากมีตุ่มที่อวัยวะเพศ?

ควรไปพบแพทย์หากไม่แน่ใจว่าตุ่มที่พบเป็น PPP หรือเป็นรอยโรคจากโรคอื่น โดยเฉพาะเมื่อมีลักษณะผิดปกติ เช่น

  • ตุ่มเพิ่งเกิดขึ้นและไม่เคยมีมาก่อน
  • ตุ่มเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว
  • ตุ่มโตขึ้น
  • ตุ่มมีพื้นผิวขรุขระ
  • ตุ่มรวมกันเป็นก้อน
  • ตุ่มมีลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ
  • มีตุ่มน้ำ
  • มีแผล
  • มีเลือดออก
  • มีอาการเจ็บหรือแสบ
  • มีอาการคันมาก
  • มีหนอง
  • มีสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะ
  • ปัสสาวะแสบขัด
  • มีประวัติเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โดยเฉพาะหากตุ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากลักษณะเดิม หรือเกิดหลังมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง ควรตรวจเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์


🌸🫶สรุป ตุ่ม PPP คืออะไร เกี่ยวกับหนองในไหม?

PPP หรือ Pearly Penile Papules คือ ตุ่มขนาดเล็กที่มักเรียงตัวเป็นแถวบริเวณขอบหัวอวัยวะเพศชาย เป็นลักษณะทางกายวิภาคที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติ ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโดยทั่วไปไม่เป็นอันตราย PPP ไม่เกี่ยวกับหนองใน เพราะหนองในเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ขณะที่ PPP ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส

PPP ยังแตกต่างจาก หูดหงอนไก่ ซึ่งเกิดจาก HPV บางสายพันธุ์ โดย PPP มักมีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ผิวเรียบ และเรียงตัวค่อนข้างสม่ำเสมอรอบขอบหัวอวัยวะเพศ ส่วนหูดหงอนไก่มักมีผิวขรุขระและการเรียงตัวไม่สม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม ตุ่มบริเวณอวัยวะเพศสามารถมีสาเหตุได้หลายอย่าง และบางชนิดมีลักษณะคล้ายกัน การดูจากคำบรรยายหรือรูปภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถวินิจฉัยได้แน่นอน

หากตุ่มมี อาการเจ็บ แสบ คัน มีแผล มีหนอง โตขึ้น เพิ่มจำนวน หรือมีสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

สำหรับ PPP ที่ได้รับการยืนยันแล้วและไม่มีอาการ โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องรักษา และสามารถใช้ชีวิตรวมถึงมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ เพราะไม่สามารถแพร่ให้คู่นอนได้


หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ