Skip to content
Home » บทความ » ความต่างของโรคหูน้ำหนวกกับมะเร็งในหู

ความต่างของโรคหูน้ำหนวกกับมะเร็งในหู

เมื่อพูดถึงอาการเจ็บหู มีหนองไหล หรือการได้ยินลดลง หลายคนอาจนึกถึงโรคที่พบบ่อยที่สุดอย่าง หูน้ำหนวก (Otitis Media) ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในหูชั้นกลาง แต่ในบางกรณี อาการเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อทั่วไป แต่เป็นสัญญาณเตือนของ มะเร็งในหู (Ear Cancer) ซึ่งถึงแม้จะพบได้ไม่บ่อย แต่ก็มีความรุนแรงสูงและอันตรายถึงชีวิต

โรคหูน้ำหนวก (Otitis Media) คืออะไร

  • เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสในหูชั้นกลาง
  • มักสัมพันธ์กับการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น หวัด ไซนัสอักเสบ
  • กลไก: ท่อยูสเตเชียนอุดตัน → ความดันผิดปกติ → มีหนองสะสม → ปวดหูและแก้วหูโป่ง
  • อาการที่พบบ่อย: ปวดหูเฉียบพลัน มีไข้ น้ำหนองไหล (ถ้าแก้วหูทะลุ) และได้ยินลดลง

มะเร็งในหู (Ear Cancer) คืออะไร

  • โรคมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุผิวหรือเนื้อเยื่อในช่องหู, หูชั้นกลาง หรือหูชั้นใน
  • ชนิดที่พบบ่อยที่สุด: Squamous Cell Carcinoma (SCC)
  • ปัจจัยเสี่ยง: การติดเชื้อหูเรื้อรัง, สูบบุหรี่, การสัมผัสสารก่อมะเร็ง, รังสี
  • อาการ: มักค่อย ๆ เกิดขึ้น ไม่เฉียบพลัน เช่น
    • น้ำหนองไหลเรื้อรังปนเลือด
    • ปวดหูต่อเนื่อง
    • การได้ยินลดลงทีละน้อย
    • มีก้อนหรือแผลเรื้อรังในช่องหู
    • อาจมีอาการชาใบหน้า หากลุกลามไปเส้นประสาท

การวินิจฉัยแยกโรค

  • หูน้ำหนวก → ใช้ otoscope ตรวจพบแก้วหูบวม แดง มีหนอง
  • มะเร็งในหู → ตรวจพบก้อน แผล หรือเนื้องอกที่ไม่หาย ต้องทำ biopsy (ตัดชิ้นเนื้อ) ยืนยัน
  • หากผู้ป่วยมีอาการหูน้ำหนวกเรื้อรัง รักษาไม่หายภายใน 3 เดือน ควรสงสัยโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง

ความต่างที่สำคัญ: หูน้ำหนวก vs มะเร็งในหู

ประเด็นหูน้ำหนวก (Otitis Media)มะเร็งในหู (Ear Cancer)
ความชุกพบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กพบได้น้อยมาก (rare)
สาเหตุหลักการติดเชื้อแบคทีเรีย/ไวรัสการเปลี่ยนแปลงเซลล์จนกลายเป็นมะเร็ง
การเกิดโรคการอุดตันของท่อยูสเตเชียน → หนองสะสมการกลายพันธุ์ของเซลล์ → เนื้องอกลุกลาม
อาการเริ่มต้นปวดหูเฉียบพลัน ไข้สูงน้ำหนองปนเลือด เจ็บเรื้อรัง
ระยะเวลาอาการเฉียบพลัน 1–2 สัปดาห์เรื้อรัง เป็นเดือน–ปี
การตรวจร่างกายแก้วหูแดงโป่ง/ทะลุมีก้อน เนื้องอก หรือแผลเรื้อรัง
การรักษายาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด บางรายใส่ท่อระบายผ่าตัด รังสี เคมีบำบัด
ผลลัพธ์ส่วนใหญ่หายสนิทพยากรณ์โรคขึ้นกับระยะ พบช้าจะอันตรายสูง

แนวทางการรักษา มะเร็งในหู (Ear cancer / temporal bone & external auditory canal cancer)

  1. ซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด
    • เวลาเป็นมา (เฉียบพลัน–เรื้อรัง), อาการน้ำหนองปนเลือด, ปวดหูเรื้อรัง, มีก้อน/แผลในช่องหู, การลุกลามของอาการหน้าเบี้ยว ฯลฯ
    • ตรวจ otoscopy / microscopy: มองหาก้อน แผลเรื้อรัง แก้วหูทะลุ
  2. การตรวจทางหูและการได้ยิน
    • Pure-tone audiometry, speech audiometry
    • Tympanometry (ถ้าจำเป็น) เพื่อประเมินหูชั้นกลาง
  3. ภาพถ่ายประกอบการวินิจฉัย
    • CT temporal bone (high-resolution) — ประเมินการทำลายกระดูก (EAC, mastoid, cochlea, petrous bone)
    • MRI with contrast — ประเมินการบุกรุกของเนื้อนุ่ม, perineural spread (PNS), การลุกลามสู่กะโหลกหรือเยื่อหุ้มสมอง
    • PET-CT — เมื่อต้องประเมินการแพร่กระจายระบบหรือระยะไกล
  4. พยาธิวิทยา
    • Biopsy / excisional biopsy ของก้อนหรือแผลในช่องหูเพื่อยืนยันชนิดเซลล์ (SCC เป็นชนิดที่พบบ่อยสุด) — การตัดชิ้นเนื้อต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจาย
  5. ประเมินการทำงานของเส้นประสาทหน้า (facial nerve) และการทำงานระบบทั่วไป
    • หากมีอาการชา/อ่อนแรงใบหน้า ให้ตรวจระดับและบันทึกหน้าที่ก่อนวางแผนผ่าตัด

การแบ่งระยะและปัจจัยที่มีผลต่อการวางแผนรักษา

การตัดสินใจรักษาขึ้นกับ:

  • ตำแหน่งต้นกำเนิด (External auditory canal / middle ear / temporal bone)
  • ขอบเขตการลุกลามที่เห็นบนภาพ (กระดูก, ต่อมน้ำเหลือง, ต่อมน้ำลาย, การบุกรุกต่อสมอง/กะโหลก)
  • ชนิดพยาธิวิทยา (SCC, adenoid cystic, basal cell, ceruminous adenocarcinoma ฯลฯ)
  • การมี perineural invasion (PNS) หรือไม่
  • สถานะ nodal (N) และ metastasis (M)
  • สภาพร่างกายของผู้ป่วย

(หมายเหตุ: มีหลายระบบ staging ที่ใช้ เช่น modified Pittsburgh staging สำหรับ EAC SCC — แต่ในทางปฏิบัติทีมมักใช้การประเมินแบบ local/locoregional/advanced เพื่อวางแผน)

หลักการรักษาตามสถานการณ์ (สรุปแบบใช้งานได้จริง)

A. มะเร็งจำเพาะที่ช่องทางหูชั้นนอก / EAC (ส่วนใหญ่เป็น SCC)

  • โรคจำกัดเฉพาะ EAC (early/limited disease)
    • ทางเลือกหลัก: Lateral temporal bone resection (LTBR) — ตัดเยื่อหุ้มช่องหูและชิ้นกระดูก EAC แบบเป็นชิ้น (en bloc) ร่วมกับ superficial parotidectomy หากใกล้ต่อมน้ำลาย และพิจารณา selective neck dissection หากมีข้อบ่งชี้ (คลำพบต่อมน้ำเหลืองหรือพยาธิวิทยาบอกว่า risk สูง)
    • หากขอบชิ้นเนื้อเป็นลบและไม่มีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม อาจไม่ต้องให้รังสีเสริม
  • โรคลุกลามสู่ middle ear / mastoid หรือลึกกว่า (locally advanced)
    • Subtotal temporal bone resection (STBR) หรือ total temporal bone resection (TTBR) ขึ้นกับขอบเขตการบุกรุก
    • ถูกตามด้วย adjuvant radiotherapy ถ้ามีขอบบวก, perineural invasion, หรือต่อมน้ำเหลืองบวก

B. มะเร็งหูชั้นกลาง / ไมเดิ้ลเอียร์

  • มักต้องการการผ่าตัดแบบกว้าง (temporal bone resection) + parotidectomy ± neck dissection ตามการแพร่กระจาย
  • เสริมด้วยรังสีรักษาหลังผ่าตัด (adjuvant RT) ในเกือบทุกกรณีที่มีการลุกลามหรือปัจจัยเสี่ยง

C. กรณีที่เป็น ไม่สามารถผ่าตัดได้ (unresectable) หรือผู้ป่วยแพทย์ผ่าตัดไม่ได้

  • Definitive chemoradiation — รังสีรักษาขนาดสูง (definitive dose) ร่วมกับเคมีบำบัดควบคู่ (concurrent cisplatin) พิจารณาเป็นทางเลือกเพื่อลดขนาด/ควบคุมโรค
  • พยาบาลบรรเทาอาการ (palliative RT) เมื่อต้องการควบคุมอาการปวดหรือน้ำหนอง

D. มะเร็งที่มีการแพร่กระจายต่อมน้ำเหลืองหรือระยะไกล

  • การผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง (neck dissection) หากคลำพบหรือพิสูจน์ได้ว่ามีการแพร่กระจาย
  • Systemic therapy (palliative or disease-control) — มักเป็น regimen แบบ platinum-based chemotherapy; พิจารณา imunotherapy/targeted therapy ตามชนิดและการทดสอบโมเลกุล (e.g., PD-L1 ในกรณี SCC ของศีรษะ-คอ — แต่ข้อมูลจำเพาะสำหรับ ear cancer ค่อนข้างจำกัด)

รังสีรักษา (Radiation therapy) — หลักปฏิบัติทั่วไป

  • Adjuvant RT หลังผ่าตัด: ปริมาณโดยทั่วไปประมาณ 60–66 Gy (ใน 2 Gy/fr) ให้กับ tumor bed และช่องทางต่อมน้ำเหลืองตามดุลยพินิจ
  • Definitive RT (ไม่ผ่าตัด): 66–70 Gy กับ concurrent chemotherapy (เช่น cisplatin) ในการรักษาเชิงรุก
  • เทคนิค: IMRT/VMAT เพื่อให้ dose conformal ลดพิษต่อโครงสร้างใกล้เคียง (สมอง หูชั้นใน ต่อมน้ำลาย ฯลฯ)
  • กรณี Perineural invasion (PNS): ให้ครอบคลุมเส้นประสาทที่ลุกลามจนถึงช่องโคนสมอง (skull base foramina)

ข้อสำคัญ: ขนาดและแผนการรังสีต้องออกแบบโดยทีมรังสีรักษาที่มีความชำนาญ และปรับตามการผ่าตัด ขอบชิ้นเนื้อ และการบุกรุกของเนื้อเยื่อ

เคมีบำบัด (Systemic therapy)

  • ในบทบาท concurrent chemoradiation: ยามาตรฐานมักใช้ cisplatin (ตัวอย่างเช่น 100 mg/m² ทุก 3 สัปดาห์ หรือ weekly 40 mg/m²) — dosing ต้องปรับตามสภาพผู้ป่วย
  • สำหรับ metastatic / recurrent disease: platinum-based doublets (cisplatin/carboplatin + 5-FU หรือ taxane) เป็นตัวเลือกหนึ่ง; immunotherapy (checkpoint inhibitors) อาจพิจารณาในบางกรณีตามหลักฐานจาก head & neck SCC ทั่วไป แต่ข้อมูลจำเพาะต่อมะเร็งหูค่อนข้างจำกัด
  • สำหรับ histology พิเศษ (เช่น adenoid cystic) — การตอบสนองต่อเคมีจำกัด; รังสีและการควบคุม perineural invasion เป็นหัวใจหลัก

การจัดการเส้นประสาทหน้า (Facial nerve)

  • หากเนื้องอกบุกรุก facial nerve อาจจำเป็นต้อง ตัดออก (sacrifice) และทำ nerve grafting / dynamic reconstruction / facial reanimation ในขั้นตอนเดียวหรือตามหลังผ่าตัด
  • การตัดสินใจขึ้นกับตำแหน่งการบุกรุกและโอกาสรักษาโรคต่อเนื่อง

การฟื้นฟูและการดูแลหลังการรักษา

  • การฟื้นฟูการได้ยิน: ถ้าการผ่าตัดหรือรังสีทำให้สูญเสียการได้ยิน ให้พิจารณา bone-anchored hearing aids (BAHA), middle ear implant, หรือการรักษาทางการได้ยินอื่น ๆ
  • การฟื้นฟูใบหน้า: หาก facial nerve ได้รับผลกระทบ — พิจารณาการผ่าตัดแก้ไข หรือ therapy ทางกายภาพ
  • การซ่อมแซมแผลและ reconstruction: free flap (ALT, radial forearm) หรือ local flap ตามขนาด defect
  • ดูแลแผลและป้องกันการติดเชื้อ หลังผ่าตัดใหญ่

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

  • การสูญเสียการได้ยินถาวร
  • Facial palsy (ชั่วคราวหรือถาวร)
  • CSF leak, meningitis (หากบุกรุกกะโหลก)
  • Wound infection หรือ osteoradionecrosis หลังกระจายรังสี
  • ปัญหาการรับประทาน/พูด/กลืน (เมื่อมีการผ่าตัดขนาดใหญ่)

การติดตามผล (Follow-up)

  • ระยะเวลาเข้มข้นปีแรก: ทุก 1–3 เดือนในปีแรก แล้วค่อย ๆ ห่างขึ้นเป็น 3–6 เดือนในปี 2–3 และ 6–12 เดือนหลังจากนั้น
  • การตรวจ otoscopy และการประเมินการได้ยินเป็นประจำ
  • Imaging: CT/MRI หรือ PET-CT ตามดุลยพินิจ (มักทำเมื่อสงสัยการลุกลาม หรือใน follow-up ระยะ 6–12 เดือนตามข้อบ่งชี้)
  • การติดตามยาวนานเพราะบางชนิด (เช่น adenoid cystic) มีโอกาสเกิดการลุกลามระยะไกลเป็นเวลาหลายปี

ตัวอย่าง “Algorithm” สั้น ๆ (แนวคิด)

  1. พบก้อน/แผลในช่องหู → Biopsy → ถ้าเป็นมะเร็ง → ต่อ imaging (CT, MRI, PET-CT ตามจำเป็น)
  2. MDT meeting → ประเมิน resectability
    • Resectable (early/locally resectable) → ผ่าตัดกว้าง (LTBR/STBR/TTBR) ± parotidectomy ± neck dissection → adjuvant RT ถ้าจำเป็น
    • Unresectable / high surgical risk → definitive chemoradiation (concurrent cisplatin + RT) หรือ palliative RT/chemo
  3. ถ้ามี nodal disease → neck dissection + adjuvant RT
  4. ติดตามระยะยาวและฟื้นฟูการได้ยิน/ใบหน้า/คุณภาพชีวิต

ข้อควรพิจารณาพิเศษตามพยาธิวิทยา

  • Squamous cell carcinoma (SCC): ปฏิบัติเช่น head & neck SCC — ผ่าตัดกว้าง ± adjuvant RT/CRT ขึ้นกับปัจจัยเสี่ยง
  • Adenoid cystic carcinoma: ชอบ perineural spread — ต้องให้ความสำคัญกับ MRI เพื่อดู PNS และมักให้รังสีเสริมแม้การตัดก้อนดูเหมือนสะอาด
  • Ceruminous gland tumors / adenocarcinoma: ประเมินตามชนิดและความรุนแรง — การตัดก้อนกว้างมักเป็นแกนหลัก

ข้อสรุปสำหรับแนวทางการรักษามะเร็งหูสั้น ๆ

  • มะเร็งในหูเป็นมะเร็งที่พบน้อยแต่การรักษาซับซ้อน จำเป็นต้องประเมินด้วย imaging และพยาธิวิทยา ก่อนตัดสินใจรักษา
  • หลักการ: หากเป็นไปได้ควร ผ่าตัดกว้างเป็นหลัก ตามด้วย adjuvant radiotherapy ในกรณีความเสี่ยงสูง/ขอบบวก/Perineural invasion หรือ nodal disease
  • สำหรับผู้ที่ไม่สามารถผ่าตัด: chemoradiation เชิงรุกเป็นทางเลือก
  • การรักษาต้องปรับให้เหมาะกับตำแหน่ง ชนิดเซลล์ ระยะโรค และสภาพผู้ป่วย — และทำในศูนย์ที่มีทีมสหสาขา
มะเร็งในหู2

สรุป

หูน้ำหนวก และ มะเร็งในหู แม้จะมีอาการบางอย่างคล้ายกัน เช่น น้ำหนองไหลและการได้ยินลดลง แต่โรคทั้งสองต่างกันโดยสิ้นเชิง หูน้ำหนวกเป็นโรคติดเชื้อที่รักษาหายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ในขณะที่มะเร็งในหูเป็นโรคที่หายากแต่รุนแรง ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดและการรักษามะเร็งแบบผสมผสาน

ดังนั้น หากผู้ป่วยมีอาการ น้ำหนองไหลเรื้อรัง ปนเลือด ปวดหูเรื้อรัง หรือมีก้อนในหู ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย เพราะอาจไม่ใช่แค่หูน้ำหนวก แต่เป็นสัญญาณเตือนของ มะเร็งในหู ซึ่งการวินิจฉัยเร็วช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ