ในทางจิตวิทยา “ความเห็นอกเห็นใจ” หรือ Empathy ไม่ใช่เพียงความสงสาร แต่เป็นกระบวนการทางประสาทที่ซับซ้อน ซึ่งทำให้มนุษย์สามารถเชื่อมโยงตนเองเข้ากับโลกภายในของผู้อื่น รับรู้ว่าคนตรงหน้ากำลังรู้สึกอย่างไร เข้าใจเหตุผลของอารมณ์นั้น และเกิดการตอบสนองทางใจที่สอดคล้อง เช่น ความสงสาร ความห่วงใย ความอ่อนโยน หรือความปรารถนาจะช่วยเหลือ ดังนั้น เมื่อบุคคล ขาดความเห็นอกเห็นใจ โลกภายในของคนอื่นจะไม่ถูก “รับรู้” อย่างแท้จริง ความเจ็บปวดของผู้อื่นอาจถูกมองเป็นเพียงข้อมูล ไม่ใช่ประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ควรค่าแก่การใส่ใจ ส่งผลให้การสื่อสารทางใจ การสร้างความผูกพัน และการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวเกิดความยากลำบาก ขาดความเห็นอกเห็นใจ เป็นลักษณะทางจิตใจที่หมายถึง ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ และรู้สึกร่วมกับอารมณ์ของผู้อื่นลดลง หรือแทบไม่เกิดขึ้นเลย
บุคคลที่ขาดความเห็นอกเห็นใจมักไม่เข้าใจว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไร ไม่สามารถเชื่อมโยงตนเองกับความทุกข์ ความสุข ความกลัว หรือความเจ็บปวดของผู้อื่นได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้การสื่อสาร ความสัมพันธ์ และการอยู่ร่วมกับสังคมเกิดความขัดแย้งได้ง่าย ในทางจิตวิทยา Empathy ไม่ใช่เพียง “ความสงสาร” แต่เป็นกระบวนการซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับสมองหลายส่วน ระบบประสาท สารสื่อประสาท และพัฒนาการทางอารมณ์ตั้งแต่วัยเด็ก ดังนั้นภาวะ ขาดความเห็นอกเห็นใจ จึงไม่ใช่แค่นิสัยไม่ดี แต่เป็นโครงสร้างทางจิตและประสาทที่อาจพัฒนาไปในทิศทางที่แตกต่างจากคนทั่วไป
ลักษณะนิสัยที่แสดงออกเป็นอย่างไร
- ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น
พูดหรือทำสิ่งที่ทำร้ายจิตใจผู้อื่นโดยไม่รู้สึกผิด หรือไม่เข้าใจว่าคำพูดของตนส่งผลกระทบอย่างไร - มองทุกอย่างจากมุมของตนเองเป็นหลัก
คิดว่าความต้องการ ความถูกต้อง หรือความสบายของตนสำคัญกว่าคนอื่น ขาดการมองมุมมองของผู้อื่น - ขาดความสงสารหรือความสะเทือนใจ
เมื่อเห็นผู้อื่นทุกข์ เจ็บป่วย สูญเสีย อาจรู้สึกเฉย ๆ หรือรู้สึกรำคาญมากกว่าสงสาร - ใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือ
มีแนวโน้มเอาเปรียบ หลอกลวง หรือควบคุมผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงผลทางอารมณ์ของอีกฝ่าย - รับผิดชอบต่อความรู้สึกคนอื่นต่ำ
เมื่อทำให้ใครเสียใจ มักโทษคนอื่น หรือบอกว่า “คิดมากไปเอง” มากกว่าจะยอมรับความผิด - ความสัมพันธ์ตื้นเขิน
สร้างความสัมพันธ์ลึกซึ้งได้ยาก เพราะไม่เข้าใจอารมณ์ ความผูกพัน หรือความต้องการทางใจของผู้อื่น - แสดงอารมณ์ไม่สอดคล้องสถานการณ์
เช่น หัวเราะเมื่อคนอื่นเศร้า พูดติดตลกในสถานการณ์สูญเสีย หรือไม่แสดงความเห็นใจเมื่อควรแสดง
ในทางจิตวิทยา ลักษณะนี้อาจพบได้ใน
- บุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (Narcissistic traits)
- บุคลิกภาพต่อต้านสังคม (Antisocial personality)
- คนที่มีประสบการณ์ถูกกระทบกระเทือนทางใจรุนแรง จนปิดกั้นอารมณ์
- ภาวะออทิสติกบางรูปแบบ (เข้าใจอารมณ์คนอื่นยาก แต่ไม่ได้ตั้งใจร้าย)

🚨 สาเหตุของการขาดความเห็นอกเห็นใจ
ปัจจัยทางชีวภาพ
- พันธุกรรม
- โครงสร้างสมองบางส่วนพัฒนาแตกต่าง
- ความผิดปกติของสารสื่อประสาท
พัฒนาการในวัยเด็ก
- เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ขาดความอบอุ่น , ถูกทอดทิ้ง ถูกทารุณกรรม , พ่อแม่ขาดการตอบสนองทางอารมณ์
- การขาดความเห็นอกเห็นใจมักมีรากมาจากประสบการณ์ในวัยเด็ก ถูกเลี้ยงดูแบบเคร่งครัด ไร้การปลอบโยน อาจเรียนรู้ตั้งแต่ต้นว่าอารมณ์ไม่ใช่สิ่งที่ควรแสดงออกหรือไม่ใช่สิ่งที่ได้รับการใส่ใจ สมองจึงพัฒนาเครือข่ายการรับรู้อารมณ์อย่างจำกัด
- ในกรณีที่เด็กเผชิญกับความรุนแรง การทอดทิ้ง หรือการทารุณกรรมซ้ำ ๆ ระบบประสาทอาจสร้างกลไกป้องกันตัวด้วยการ “ปิด” การรับรู้อารมณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดเรื้อรัง เมื่อเติบโตขึ้น กลไกนี้อาจคงอยู่ ทำให้บุคคลมีภาวะด้านชาและขาดความสามารถในการเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้อื่น
บาดแผลทางใจ (Trauma)
สมองอาจปิดระบบอารมณ์เพื่อป้องกันความเจ็บปวด จนกลายเป็นความด้านชา
📌ผลกระทบต่อความรัก ครอบครัว และการทำงาน
1. ในความสัมพันธ์เชิงคู่รัก การขาดความเห็นอกเห็นใจทำให้เกิดช่องว่างทางอารมณ์ คู่ครองอาจรู้สึกว่าตนไม่ถูกเข้าใจ ไม่ได้รับการปลอบโยน และต้องเผชิญปัญหาทางใจเพียงลำพัง ความขัดแย้งมักเกิดจากการที่อีกฝ่ายมองปัญหาในเชิงเหตุผล ขณะที่ฝ่ายหนึ่งต้องการการรับฟังและการยอมรับความรู้สึก
2. ในครอบครัว เด็กที่เติบโตกับผู้ปกครองที่ขาดความเห็นอกเห็นใจอาจพัฒนาแบบแผนการปิดกั้นอารมณ์ หรือมีความยากลำบากในการสร้างความผูกพันทางใจในอนาคต
3. ในที่ทำงาน ผู้ที่ขาดความเห็นอกเห็นใจอาจมีประสิทธิภาพเชิงงาน แต่ขาดทักษะความเป็นผู้นำเชิงมนุษยสัมพันธ์ ทำให้บรรยากาศการทำงานตึงเครียด และเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยทางใจในทีม
การประเมินและแนวทางบำบัด
จิตแพทย์และนักจิตวิทยาจะประเมินระดับความเห็นอกเห็นใจผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก แบบทดสอบทางจิตวิทยา และการสังเกตพฤติกรรมในบริบทสังคม การบำบัดอาจมุ่งพัฒนา การรับรู้อารมณ์ของตนเอง การเข้าใจมุมมองผู้อื่น และการเชื่อมโยงอารมณ์กับการตัดสินใจเชิงศีลธรรม
การบำบัดเชิงความคิดและพฤติกรรม การบำบัดที่มุ่งพัฒนาความสามารถในการเข้าใจสภาวะจิตใจของผู้อื่น และการฝึกสติ ล้วนช่วยกระตุ้นเครือข่ายสมองที่เกี่ยวข้องกับ Empathy ให้ทำงานดีขึ้นในบางกรณี

ตัวอย่างสถานการณ์จริง
– เมื่อเพื่อนร้องไห้เพราะสูญเสียคนรัก คนที่ขาดความเห็นอกเห็นใจอาจพูดว่า “ก็คนเราต้องตายทุกคน” โดยไม่ตระหนักว่าคำพูดนั้นทำร้ายจิตใจเพียงใด
– เมื่อคู่รักเครียดและต้องการเพียงการรับฟัง แต่อีกฝ่ายกลับให้คำแนะนำเชิงแก้ปัญหาอย่างเย็นชา
– เมื่อเด็กแสดงความกลัว ผู้ใหญ่กลับตำหนิว่า “ขี้แย” แทนการปลอบโยน
– เมื่อพนักงานหมดไฟ หัวหน้างานกลับมองว่าเป็นความอ่อนแอ ไม่ใช่สัญญาณของภาวะเครียดเรื้อรัง
สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนการไม่สามารถรับรู้ “โลกภายใน” ของผู้อื่น และเป็นรูปแบบที่พบซ้ำ ๆ ในผู้ที่ขาดความเห็นอกเห็นใจ
⚠️ กรณีศึกษาเชิงคลินิก และตัวอย่างสถานการณ์จริงของภาวะขาดความเห็นอกเห็นใจ
❗ กรณีที่ 1: คู่รักที่ไม่เคยได้รับการปลอบโยน
หญิงวัย 32 ปี มาพบจิตแพทย์ด้วยอาการซึมเศร้าและรู้สึกโดดเดี่ยว แม้จะมีแฟนอยู่ด้วยกันมาหลายปี เธอเล่าว่า เมื่อใดก็ตามที่เธอเครียดจากงาน สูญเสียคนในครอบครัว หรือมีความกังวล แฟนมักตอบสนองด้วยคำพูดเชิงเหตุผล เช่น “ก็คิดบวกสิ” “เรื่องแค่นี้เอง” หรือ “ร้องไห้ไปก็ไม่ช่วยอะไร” โดยไม่เคยแสดงท่าทีเข้าใจหรือปลอบโยน
ในมุมมองของแฟน เขามองว่าตนเอง “ช่วยแก้ปัญหา” แล้ว แต่ในมุมของหญิงสาว เธอรู้สึกว่าอารมณ์ของตนไม่เคยถูกยอมรับ ความเจ็บปวดไม่เคยถูกมองเห็น ความสัมพันธ์จึงขาดความอบอุ่นทางใจ ทั้งที่ไม่มีการทำร้ายร่างกายหรือการนอกใจ แต่กลับทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวลึกกว่าการอยู่คนเดียวเสียอีก
การประเมินทางคลินิกพบว่า ชายคนนี้มีความสามารถด้านเหตุผลและการวิเคราะห์ดีมาก แต่มีระดับ Affective Empathy ต่ำ คือเข้าใจอารมณ์ผู้อื่นเชิงเหตุผลได้ แต่ไม่เกิดการสั่นสะเทือนทางอารมณ์ในตนเอง สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นทำงานต่ำ ทำให้เขาไม่รู้ว่าการ “อยู่ข้าง ๆ อย่างเข้าใจ” สำคัญต่อความผูกพันเพียงใด
❗กรณีที่ 2: พ่อแม่ที่ไม่เข้าใจโลกภายในของลูก
เด็กหญิงวัย 10 ปี มีอาการวิตกกังวลรุนแรงและกลัวการไปโรงเรียน แม่ของเด็กมักตำหนิว่า “เรื่องแค่นี้ทำไมต้องร้องไห้” “คนอื่นเขายังทนได้” และบังคับให้ลูก “เข้มแข็ง” โดยไม่รับฟังความกลัวหรือความทุกข์ของเด็ก
ในระยะยาว เด็กเรียนรู้ว่าอารมณ์ของตนไม่สำคัญ ไม่ควรถูกพูดถึง และไม่มีใครเข้าใจ ทำให้ระบบประสาทพัฒนาในรูปแบบที่ต้องกดทับความรู้สึก เมื่อโตขึ้น เด็กกลุ่มนี้มักมีปัญหาในการเข้าใจอารมณ์ของตนเอง และอาจพัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดความสามารถในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเช่นเดียวกัน
ในเชิงสมอง การขาดการตอบสนองทางอารมณ์จากผู้เลี้ยงดูในวัยต้น ทำให้เครือข่ายสมองที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงอารมณ์และความผูกพัน เช่น ระบบ limbic และ prefrontal cortex พัฒนาได้ไม่เต็มที่ ส่งผลต่อความสามารถในการสร้างความผูกพันและ Empathy ในอนาคต
❗กรณีที่ 3: ผู้บริหารที่เก่งงานแต่ทำลายใจลูกน้อง
ผู้จัดการวัย 45 ปี มีผลงานยอดเยี่ยม เด็ดขาด และตัดสินใจรวดเร็ว แต่ลูกน้องจำนวนมากลาออกเพราะรู้สึกถูกกดดันและไม่ได้รับความเข้าใจ เมื่อมีพนักงานล้มป่วย สูญเสียคนในครอบครัว หรือมีปัญหาส่วนตัว เขามองว่าเป็น “ข้ออ้าง” และคาดหวังให้ทุกคนทำงานได้ตามปกติ
ในมุมของเขา เขาไม่ได้ตั้งใจร้าย เพียงมองว่าการแยกอารมณ์ออกจากงานคือความเป็นมืออาชีพ แต่การขาดความเห็นอกเห็นใจทำให้เขาไม่สามารถรับรู้ภาวะอ่อนล้าทางใจของทีม ส่งผลให้บรรยากาศการทำงานตึงเครียด และประสิทธิภาพระยะยาวลดลง
ลักษณะนี้พบได้บ่อยในบุคลิกภาพที่เน้นการควบคุม เหตุผล และความสำเร็จเป็นหลัก ขณะที่ระบบประมวลผลอารมณ์ผู้อื่นทำงานต่ำ ทำให้ไม่สามารถสร้างความผูกพันเชิงมนุษยสัมพันธ์ได้ดี
❗กรณีที่ 4: บุคลิกภาพหลงตัวเองและการขาดความเห็นอกเห็นใจ
ชายวัย 38 ปี มีลักษณะหลงตัวเอง ต้องการการยอมรับสูง และไม่สามารถทนต่อการถูกวิจารณ์ได้ เมื่อคู่รักเจ็บปวดจากคำพูดหรือการกระทำของเขา เขามักโต้กลับว่า “เธออ่อนไหวเกินไป” หรือ “ทุกอย่างต้องหมุนรอบฉันไม่ได้หรือไง”
ในกรณีนี้ ความสามารถด้าน Cognitive Empathy อาจยังมีอยู่ คือรู้ว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไร แต่ไม่เกิด Affective Empathy คือไม่รู้สึกร่วม และไม่ให้คุณค่ากับอารมณ์ผู้อื่น เพราะภาพลักษณ์และความต้องการของตนสำคัญกว่า
ในสมองของบุคคลกลุ่มนี้ มักพบการทำงานของวงจรที่เกี่ยวข้องกับการให้รางวัลและภาพลักษณ์ตนเองเด่นชัด ขณะที่วงจรที่เกี่ยวข้องกับความผูกพันและความรู้สึกร่วมทำงานต่ำ
❗กรณีที่ 5: ไซโคพาธและการขาดทั้งความเห็นใจและความรู้สึกผิด
ในกรณีที่รุนแรงที่สุด เช่น บุคลิกภาพแบบไซโคพาธ บุคคลอาจเข้าใจอารมณ์ผู้อื่นได้ดีมาก แต่ใช้ความเข้าใจนั้นเพื่อควบคุม หลอกลวง หรือทำร้ายโดยไม่รู้สึกผิด สมองส่วน amygdala และ ventromedial prefrontal cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้จากความกลัวและความรู้สึกผิด มักทำงานต่ำ ทำให้ไม่เกิดการยับยั้งทางศีลธรรมจากความเจ็บปวดของผู้อื่น
วิธีป้องกันการตกเป็นเหยื่อของคนที่ขาด Empathy
การขาดความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่เพียงปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็น “ปัจจัยเสี่ยงเชิงความสัมพันธ์” ที่ทำให้เกิด
– การควบคุม
– การเอาเปรียบ
– ความสัมพันธ์เป็นพิษ
– Gaslighting
– การทำร้ายเชิงอารมณ์แบบเรื้อรัง
หลักป้องกันทางจิตวิทยาที่ใช้ในคลินิกมี 6 ระดับ
- แยก “คำพูดสวย” ออกจาก “พฤติกรรมจริง”
คนที่ขาด Empathy มักพูดเก่ง เข้าใจทฤษฎีอารมณ์ แต่พฤติกรรมไม่สอดคล้อง
ถ้า
– พูดปลอบ แต่ไม่เคยช่วย
– ขอโทษ แต่ทำซ้ำ
– เข้าใจ แต่ไม่เคยปรับตัว
ถือเป็น red flag ทางคลินิก - สังเกตการตอบสนองต่อความทุกข์ของคุณ
คนปกติจะ
– ชะลอ
– หยุด
– เปลี่ยนโทน
– ปรับพฤติกรรม
คนที่ขาด Empathy จะ
– รำคาญ
– เปลี่ยนเรื่อง
– โทษคุณว่าอ่อนไหว
– ทำให้คุณรู้สึกผิดที่รู้สึก - วางขอบเขต (Psychological Boundary)
ขอบเขตไม่ใช่การทะเลาะ
แต่คือการกำหนดว่า
– พฤติกรรมแบบไหนยอมรับ
– แบบไหนจะไม่ทน
และต้อง “บังคับใช้จริง” ไม่ใช่แค่พูด - หยุดหวังว่าเขาจะ “เข้าใจในสักวัน”
สมองที่ขาด affective empathy ไม่ได้เรียนรู้จากการอธิบาย
การคาดหวังให้เขา “สำนึก” เท่ากับคุณกำลังอยู่ในวงจรบาดเจ็บซ้ำ - เสริม Self-validation
เหยื่อมักสูญเสียความเชื่อมั่นในอารมณ์ตนเอง
ต้องฝึก
– เชื่อความรู้สึกตน
– ไม่ต้องรอการยอมรับจากคนไร้ Empathy
– ไม่ให้เขานิยามคุณค่าในตัวคุณ - ขอความช่วยเหลือเชิงวิชาชีพ
โดยเฉพาะเมื่อ
– มี trauma bonding
– ผูกพันกับผู้ทำร้าย
– กลัวการถูกทิ้ง
– มีอาการ PTSD ทางความสัมพันธ์
❤️🩹 สรุปเชิงแพทย์
ในมุมมองประสาท-จิตเวช “ความขาดความเห็นอกเห็นใจ” คือภาวะที่วงจรสมอง 3 ระบบทำงานไม่สมดุล ได้แก่
- ระบบรับรู้อารมณ์ (Amygdala – Insula)
- ระบบสะท้อนอารมณ์ (Mirror neuron system)
- ระบบยับยั้งเชิงศีลธรรม (Prefrontal cortex – Moral network)
เมื่อการเชื่อมต่อระหว่าง “การเข้าใจ” กับ “การรู้สึก” ขาดตอน
บุคคลจะสามารถคิด วิเคราะห์ และอธิบายอารมณ์ได้
แต่ไม่เกิดความสั่นสะเทือนภายใน
ผลลัพธ์คือ
– ความเย็นชา
– การใช้คนเป็นเครื่องมือ
– การขาดความละอาย
– ความสัมพันธ์ที่ไม่สมดุล
– การทำร้ายโดยไม่รู้สึกผิด
ทางคลินิกไม่ถือว่าทุกคนที่ขาด Empathy เป็น “คนเลว”
แต่ถือว่าเป็น “สมองที่พัฒนาวงจรการรับรู้อารมณ์ผู้อื่นไม่สมบูรณ์”
การป้องกันและการรักษาจึงไม่ใช่การสอนศีลธรรมเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องอาศัย
– การบำบัดเชิงความผูกพัน (Attachment-based therapy)
– การฝึก emotional attunement
– การปรับวงจรประสาทผ่าน psychotherapy ระยะยาว
– และในบางกรณี การประเมินทางจิตเวชอย่างเป็นระบบ
ในเชิงสังคม
การเข้าใจ “ภาวะขาดความเห็นอกเห็นใจ” ช่วยให้เรา
– ปกป้องตนเองจากความสัมพันธ์เป็นพิษ
– ไม่โทษตัวเองเมื่อถูกปฏิบัติอย่างไร้หัวใจ
– และเข้าใจว่านี่คือข้อจำกัดของสมอง ไม่ใช่ความผิดของเหยื่อ
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ