Skip to content
Home » บทความ » ภาวะ PTSD: โรคที่ซ่อนอยู่ในใจ

ภาวะ PTSD: โรคที่ซ่อนอยู่ในใจ

ภาวะ PTSD หรือชื่อเต็มว่า Post-Traumatic Stress Disorder เป็นภาวะผิดปกติทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากบุคคลประสบกับเหตุการณ์รุนแรงหรือกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก เช่น สงคราม อุบัติเหตุร้ายแรง การล่วงละเมิดทางเพศ การถูกทำร้าย หรือแม้กระทั่งการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างไม่คาดฝัน หลายคนมักมองข้ามภาวะ PTSD เพราะอาการภายนอกอาจไม่ชัดเจนเท่าโรคทางกาย แต่ความจริงแล้วมันสามารถทำลายคุณภาพชีวิตได้อย่างรุนแรงเทียบเท่าหรือมากกว่าโรคทางกายหลายชนิด ผู้ที่มีภาวะ PTSD อาจประสบกับอาการฝันร้าย หวาดกลัว เห็นภาพเหตุการณ์ซ้ำไปมา หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นความทรงจำ และรู้สึกเครียดตลอดเวลา การเข้าใจภาวะ PTSD อย่างถ่องแท้เป็นกุญแจสำคัญในการช่วยเหลือตัวเองหรือคนรอบข้างที่อาจเผชิญกับความทุกข์นี้ ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปเจาะลึกทุกแง่มุมของภาวะ PTSD ตั้งแต่สาเหตุ อาการ ผลกระทบ การวินิจฉัย วิธีรักษา การฟื้นฟู และแนวทางการอยู่ร่วมกับภาวะนี้อย่างเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ

ภาวะ PTSD คืออะไร

คำจำกัดความของภาวะ PTSD

ภาวะ PTSD เป็นโรคทางจิตเวชที่เกิดขึ้นหลังจากบุคคลเผชิญกับเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง โดยทั่วไปอาการจะเริ่มเกิดขึ้นภายในไม่กี่เดือนหลังเหตุการณ์นั้น แต่อาจเกิดขึ้นหลังจากเวลาผ่านไปนานหลายปีก็ได้

การวินิจฉัย ภาวะ PTSD ต้องมีอาการที่ชัดเจนและต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 1 เดือน และรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน


สาเหตุของภาวะ PTSD

เหตุการณ์ที่เป็นตัวกระตุ้น

  1. เหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ: เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟไหม้
  2. อุบัติเหตุร้ายแรง: อุบัติเหตุรถยนต์ เครื่องบินตก
  3. เหตุการณ์ทางสังคมรุนแรง: เช่น การล่วงละเมิดทางเพศ การโดนทำร้ายร่างกาย
  4. สงครามหรือความรุนแรง: ทหารผ่านศึก หรือเหยื่อจากเหตุการณ์ยิงกราด
  5. การสูญเสียบุคคลสำคัญ: โดยเฉพาะแบบเฉียบพลัน เช่น อุบัติเหตุหรือฆ่าตัวตาย

ปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคล

  • มีประวัติความเจ็บปวดทางจิตใจมาก่อน
  • เคยประสบเหตุการณ์รุนแรงในวัยเด็ก
  • ขาดระบบสนับสนุนทางสังคม
  • มีปัญหาทางสุขภาพจิตหรือโรคซึมเศร้า

อาการของภาวะ PTSD

อาการหลักของภาวะ PTSD แบ่งเป็น 4 กลุ่ม

1. การย้อนนึกภาพเหตุการณ์ (Re-experiencing)

  • เห็นภาพเหตุการณ์ซ้ำ (flashback)
  • ฝันร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น
  • มีความทุกข์รุนแรงเมื่อเจอสิ่งกระตุ้นความทรงจำ

2. การหลีกเลี่ยง (Avoidance)

  • หลีกเลี่ยงสถานที่ คน หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
  • พยายามไม่คิดถึงหรือพูดถึงเหตุการณ์นั้น

3. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และความคิด (Negative cognitions and mood)

  • รู้สึกผิด โกรธ หรือสิ้นหวังอย่างมาก
  • ขาดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ
  • รู้สึกห่างเหินจากผู้อื่น

4. การตื่นตัวทางสรีรวิทยา (Hyperarousal)

  • นอนไม่หลับ
  • สะดุ้งตกใจง่าย
  • หงุดหงิด โมโหง่าย
  • มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มเหล้าหรือใช้สารเสพติด

ความรุนแรงของภาวะ PTSD

ระดับของภาวะ PTSD

  • ระดับอ่อน: รบกวนการใช้ชีวิตน้อย ผู้ป่วยอาจยังทำงานหรือเรียนได้
  • ระดับปานกลาง: รบกวนชีวิตประจำวันบ้าง ต้องการการบำบัดทางจิตใจ
  • ระดับรุนแรง: ขาดความสามารถในการใช้ชีวิต อาจมีความคิดฆ่าตัวตายหรืออันตรายต่อผู้อื่น

การวินิจฉัยภาวะ PTSD

เกณฑ์การวินิจฉัยตาม DSM-5

DSM-5 (The Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fifth Edition) กำหนดเกณฑ์การวินิจฉัย PTSD โดยต้องมีอาการในแต่ละกลุ่มที่กล่าวมาอย่างชัดเจน และเป็นต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือน

การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ

  • การสัมภาษณ์ทางจิตเวช
  • การใช้แบบสอบถามเฉพาะ เช่น PTSD Checklist (PCL)
  • การสังเกตพฤติกรรมและประวัติชีวิต

แนวทางการรักษาภาวะ PTSD

1. จิตบำบัด (Psychotherapy)

• การใช้ Cognitive Behavioral Therapy (CBT)

ช่วยปรับเปลี่ยนความคิดเชิงลบ แก้ไขพฤติกรรมหลีกเลี่ยง

• การใช้ Exposure Therapy

  • ให้เผชิญกับสิ่งกระตุ้นในสภาพปลอดภัย
  • ลดความกลัวและความวิตกกังวล

• Eye Movement Desensitization and Reprocessing (EMDR)

ใช้การเคลื่อนไหวของตาร่วมกับการทบทวนเหตุการณ์ ได้รับการสนับสนุนจาก WHO และ NICE

2. การใช้ยา

• ยา SSRIs (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors)

เช่น Sertraline, Paroxetine ช่วยลดอาการซึมเศร้าและความวิตก

• ยา SNRIs หรือยาต้านซึมเศร้าอื่นๆ

เช่น Venlafaxine

• ยาอื่นๆ

  • ยานอนหลับ ยาระงับประสาท กรณีมีอาการรุนแรง

3. การดูแลเสริม

  • กลุ่มสนับสนุน (Support group)
  • การให้ความรู้แก่ครอบครัว
  • การออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ และโยคะ

ชีวิตประจำวันกับภาวะ PTSD

วิธีดูแลตนเองเมื่อมีภาวะ PTSD

  • ไม่หลีกเลี่ยงการพูดคุย: พูดกับคนที่ไว้ใจหรือผู้เชี่ยวชาญ
  • ฝึกการหายใจลึกและผ่อนคลาย
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และยาเสพติด
  • จดบันทึกความรู้สึกหรืออารมณ์ประจำวัน

ครอบครัวควรช่วยอย่างไร

  • อย่าบังคับให้ผู้ป่วยเล่าเรื่อง
  • ให้กำลังใจและอดทน
  • เรียนรู้เกี่ยวกับ PTSD เพื่อเข้าใจอาการ
  • หลีกเลี่ยงการตัดสินหรือวิจารณ์

ภาวะ PTSD ในกลุ่มเฉพาะ

PTSD ในทหารผ่านศึก

  • เกิดจากประสบการณ์ในสนามรบ
  • มักมีระดับความรุนแรงสูง
  • ต้องการการบำบัดแบบเฉพาะทาง

PTSD ในเด็กและวัยรุ่น

  • อาจแสดงออกทางพฤติกรรม เช่น สมาธิสั้น ก้าวร้าว
  • การวินิจฉัยยากกว่าผู้ใหญ่
  • จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากจิตแพทย์เด็ก

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาวะ PTSD

ความเข้าใจผิดความจริง
PTSD เกิดเฉพาะกับทหารเกิดกับใครก็ได้ที่เจอเหตุการณ์รุนแรง
คนที่มี PTSD อ่อนแอPTSD เป็นอาการทางสมอง ไม่ใช่ความอ่อนแอ
ถ้าไม่ร้องไห้หรือแสดงออก แปลว่าไม่เป็น PTSDPTSD อาจอยู่ในใจอย่างเงียบๆ
จะหายเองเมื่อเวลาผ่านไปส่วนใหญ่ต้องการการบำบัดหรือการรักษา

การป้องกันภาวะ PTSD

หลังประสบเหตุการณ์รุนแรง

  • ขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเร็วที่สุด
  • ให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจพอๆ กับร่างกาย
  • ไม่ปิดบังความรู้สึกหรือกดเก็บไว้

การส่งเสริมสุขภาพจิต

  • ฝึก mindfulness หรือการเจริญสติ
  • พูดคุยและเปิดใจรับฟังกันในครอบครัว
  • สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงความรู้สึก

สถิติและแนวโน้มของภาวะ PTSD

  • ประมาณ 3.5% ของประชากรโลก อาจมีภาวะ PTSD ในแต่ละปี
  • ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย 2 เท่า
  • ในไทย มีรายงานว่าภาวะ PTSD พบได้สูงในกลุ่มอาชีพฉุกเฉิน เช่น แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่กู้ภัย

สรุป: เห็นใจ เข้าใจ และยืนเคียงข้างผู้มีภาวะ PTSD

ภาวะ PTSD ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือผลลัพธ์ทางจิตใจจากเหตุการณ์ที่เกินกว่าจะรับมือได้ตามปกติ ผู้ที่มีอาการสมควรได้รับความเข้าใจ ไม่ใช่การตัดสิน ความรักและการดูแลสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาได้อย่างมหาศาล

หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นภาวะ PTSD การพบแพทย์หรือจิตแพทย์เป็นสิ่งจำเป็น และยิ่งได้รับการดูแลเร็วเท่าใด โอกาสฟื้นตัวและใช้ชีวิตได้อย่างปกติก็จะมากขึ้นเท่านั้น

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรง โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ