Skip to content
Home » บทความ » หนองในผู้หญิง หนองในผู้ชาย …ต่างกันอย่างไร ?

หนองในผู้หญิง หนองในผู้ชาย …ต่างกันอย่างไร ?

โรคหนองใน (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae สามารถติดต่อได้ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือปากโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และสามารถเกิดได้ทั้ง หนองในผู้หญิง และ หนองในผู้ชาย

หนองในผู้หญิง หนองในผู้ชาย เกิดจากอะไร?

เชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae
ลักษณะของเชื้อใต้กล้องจุลทรรศน์: เป็น แบคทีเรียแกรมลบ (Gram-negative)
มีลักษณะ คู่กันเป็นรูปเมล็ดกาแฟ (diplococci – คล้ายเมล็ดกาแฟที่ติดกันสองเมล็ด)
มักพบ อยู่ภายในเซลล์เม็ดเลือดขาว (neutrophils) ในตัวอย่างสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย
เมื่อย้อมด้วยวิธีแกรม จะเห็นเป็น สีชมพู/แดง เนื่องจากเป็นแกรมลบ

อาการของโรคหนองในแท้ (Gonorrhea) มีความแตกต่างกันระหว่างเพศหญิงและเพศชาย บางรายอาจไม่แสดงอาการเลย ทำให้การวินิจฉัยยากขึ้น และการแพร่เชื้อเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

หนองในผู้หญิง มักไม่แสดงอาการ แต่สามารถส่งผลรุนแรงต่อสุขภาพระบบสืบพันธุ์

หนองในผู้ชาย มักแสดงอาการชัดเจน ควรรีบรักษาเพื่อลดการแพร่เชื้อ และภาวะแทรกซ้อน

โดยรายละเอียดของอาการมีดังนี้:

อาการของหนองใน ในผู้หญิง เป็นอย่างไร?


ผู้หญิง อาการหนองในมักไม่ชัดเจน หรือคล้ายการติดเชื้อในช่องคลอดทั่วไป
ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อหนองใน ดังนี้
1. ตกขาวผิดปกติ ข้น สีเหลืองหรือเขียว มีกลิ่นเหม็น
2. เจ็บ หรือแสบเวลาปัสสาวะ
3. ปวดท้องน้อย หรือปวดหน่วงในอุ้งเชิงกราน
4. ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์
5. มีเลือดออกกระปริบกระปรอยระหว่างรอบเดือน หรือหลังมีเพศสัมพันธ์
6. ในบางราย อาจลุกลามไปเป็นการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (PID) ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก

อาการของหนองใน ในผู้ชาย เป็นอย่างไร?


ผู้ชาย:
1. อาการหนองใน จะปรากฏชัดเจนกว่าผู้หญิง โดยมักแสดงออกภายใน 2–7 วันหลังติดเชื้อ
2. มีหนองไหลออกจากปลายท่อปัสสาวะ
3. ลักษณะ เป็นสีเหลือง หรือเขียวปริมาณมาก และมักมีกลิ่น
4. ปัสสาวะแสบขัด หรือเจ็บขณะปัสสาวะ
5. มีอาการคัน หรือระคายเคืองที่อวัยวะเพศ
6. อัณฑะบวม หรือรู้สึกเจ็บ (ถ้าการติดเชื้อลุกลามไปที่หลอดน้ำอสุจิ)
7. บางรายอาจมีไข้ หรือต่อมน้ำเหลืองขาหนีบบวม

❗️หนองในผู้หญิง หนองในผู้ชาย ติดเชื้อที่อวัยวะอื่นๆได้หรือไม่ ?

หนองในแท้สามารถติดเชื้อในตำแหน่งอื่นนอกจากอวัยวะเพศได้ (Extragenital Gonorrhea Infection) หลายคนอาจเข้าใจว่าเชื้อนี้ติดเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง เชื้อหนองในสามารถแพร่กระจาย และติดเชื้อที่อวัยวะอื่น ๆ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก หรือทางทวารหนัก หรือใช้ของเล่นทางเพศร่วมกันโดยไม่ทำความสะอาดอย่างเหมาะสม

อวัยวะที่เชื้อ หนองในผู้หญิง หนองในผู้ชาย สามารถติดเชื้อได้

  1. ลำคอ (Pharyngeal Gonorrhea):
    การมีเพศสัมพันธ์ทางปากกับผู้ที่มีเชื้อหนองในอาจทำให้เชื้อเข้าสู่ลำคอ ทำให้เกิดอาการเจ็บคอ คออักเสบ หรือไม่มีอาการเลยก็ได้ ในหลายกรณี ผู้ติดเชื้อไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ ทำให้ยังคงแพร่เชื้อต่อไปโดยไม่รู้ตัว
  2. ทวารหนัก (Rectal Gonorrhea):
    เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก หรือจากการแพร่เชื้อผ่านของเล่นทางเพศ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คัน ระคายเคือง มีตกขาวจากทวารหนัก หรือปวดถ่าย บางรายไม่มีอาการเลย แต่ยังสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้
  3. ดวงตา (Ocular Gonorrhea):
    การสัมผัสเชื้อโดยตรงกับตา เช่น การใช้มือที่มีเชื้อไปขยี้ตา หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศแล้วมาสัมผัสตา อาจทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบรุนแรง ตาแดง มีขี้ตา และอาจร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที
  4. ข้อและกระแสเลือด (Disseminated Gonococcal Infection – DGI):
    ในบางกรณีที่รุนแรง เชื้อสามารถเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดไข้ ปวดข้อ ข้อบวม หรือผื่นบนผิวหนัง เรียกว่า “หนองในแพร่กระจาย” ซึ่งต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลทันที

ทั้ง หนองในผู้หญิง หนองในผู้ชาย สามารถติดเชื้อได้ไม่จำกัดแค่เพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดเท่านั้น ดังนั้นควรตระหนักถึงความเสี่ยงจากพฤติกรรมทางเพศทุกรูปแบบ และดูแลสุขภาพทางเพศอย่างปลอดภัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ

❗️หนองในจำเป็นต้องรักษาหรือไม่? หนองในหายเองได้หรือไม่?

หนองในจำเป็นต้องรักษาแน่นอน เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงต่อสุขภาพของทั้งผู้ติดเชื้อและคู่นอน อีกทั้งยังสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย

❗️ทำไม หนองในผู้หญิง หนองในผู้ชาย ต้องรักษา?

  1. เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
    • ในผู้หญิง: เสี่ยงต่อการเป็น โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID) ซึ่งอาจทำให้มีบุตรยาก ตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง
    • ในผู้ชาย: อาจเกิด การอักเสบของหลอดเก็บอสุจิ (epididymitis) และมีปัญหาด้านภาวะเจริญพันธุ์
    • เชื้อสามารถลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดหรือข้อได้ (Disseminated Gonococcal Infection – DGI) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต อาการของ DGI มักแสดงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือทั้งสองรูปแบบร่วมกัน:
      • กลุ่มอาการข้อ–ผิวหนัง (Arthritis-Dermatitis Syndrome)
        • มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย
        • ปวดข้อ อาจเป็นข้อเดียวหรือหลายข้อ (มักเริ่มจากข้อใหญ่ เช่น เข่า ข้อเท้า)
        • มีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง ลักษณะเป็นตุ่มน้ำ หรือแผลขนาดเล็ก มีสะเก็ด
        • อาจพบจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง
      • ข้ออักเสบเฉพาะที่ (Purulent Arthritis)
        • ข้อบวม แดง ร้อน กดเจ็บ
        • ข้อมีน้ำหนองสะสม
        • เคลื่อนไหวลำบากหรือไม่ได้เลย
      • ในบางรายอาจมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ตับอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือติดเชื้อในกระแสเลือดจนเกิด ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง (sepsis)
  2. เพื่อหยุดการแพร่เชื้อหากไม่รักษา
    • เชื้อยังคงอยู่ในร่างกายและสามารถแพร่ไปยังคู่นอนได้ง่าย แม้ผู้ติดเชื้อบางรายจะไม่มีอาการก็ตาม
  3. เพื่อป้องกันการติดเชื้อร่วม
    • การติดหนองในจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดโรคอื่น เช่น เอชไอวี (HIV) เพราะเยื่อบุที่อักเสบมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายขึ้น

💊 การรักษา หนองในผู้หญิง หนองในผู้ชาย

  • คู่นอนต้องได้รับการตรวจและรักษาพร้อมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
  • หนองในรักษาได้ด้วย ยาปฏิชีวนะ ร่วมกับยาอื่นตามดุลยพินิจของแพทย์
  • ต้องรับประทานหรือฉีดยาตามคำแนะนำอย่างครบถ้วน

📌 ข้อควรปฏิบัติระหว่างการรักษา

  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ จนกว่าจะรักษาหายสนิท
  • แจ้ง คู่นอน ให้ไปตรวจและรับการรักษาด้วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำหรือแพร่เชื้อให้ผู้อื่น
  • ควรตรวจซ้ำตามแพทย์นัดเพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อหายหมด
  • ในการรักษาโรคหนองใน แพทย์จะใช้ ยาปฏิชีวนะ เป็นหลัก โดยปัจจุบันแนวทางการรักษาแนะนำให้ใช้ ยาฉีดร่วมกับยารับประทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อ และป้องกันการดื้อยา โดยการรักษาจะต่างกันเล็กน้อยในรายละเอียดระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

หนองในต้องได้รับการรักษาทันที อย่าปล่อยไว้เพราะแม้อาการจะดูไม่รุนแรง แต่ผลกระทบระยะยาวอาจทำลายสุขภาพอย่างถาวร