Skip to content
Home » บทความ » ยารักษาหนองในรุ่นเก่า ที่รักษาไม่หายแล้ว!!

ยารักษาหนองในรุ่นเก่า ที่รักษาไม่หายแล้ว!!

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เชื้อ Neisseria gonorrhoeae ได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในแบคทีเรียที่มีปัญหาการดื้อยารุนแรงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ต่างเฝ้าระวังการดื้อยาของเชื้อนี้อย่างใกล้ชิด เพราะหากปล่อยให้การดื้อยาขยายวงกว้าง อาจทำให้การรักษาหนองในในอนาคตยากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ ภาวะมีบุตรยาก การติดเชื้อในกระแสเลือด รวมถึงการแพร่เชื้อสู่คู่นอน

หลายคนอาจยังเข้าใจว่า หากเคยได้รับยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาหนองในเมื่อหลายปีก่อน ก็ยังสามารถใช้ยาเดิมได้ แต่ในความเป็นจริง แนวทางรักษาได้เปลี่ยนแปลงไปตามข้อมูลการดื้อยาที่เพิ่มขึ้น ยาหลายชนิดที่เคยใช้เป็นมาตรฐานในอดีต เช่น Penicillin, Tetracycline, Ciprofloxacin หรือแม้แต่ยาบางกลุ่ม Cephalosporin รุ่นเก่า ปัจจุบันไม่ใช่ตัวเลือกหลักในการรักษาอีกต่อไปในหลายประเทศ

👉ทำไมยารักษาหนองในรุ่นเก่าจึงรักษาไม่ได้แล้ว?

สาเหตุสำคัญคือ การดื้อยาปฏิชีวนะ (Antimicrobial Resistance; AMR)

เมื่อมีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง เชื้อแบคทีเรียบางส่วนที่สามารถอยู่รอดได้จะเกิดการคัดเลือกตามธรรมชาติ (Natural Selection) จนกลายเป็นสายพันธุ์ที่ดื้อต่อยาชนิดนั้น

เมื่อเวลาผ่านไป เชื้อที่ดื้อยาจะเพิ่มจำนวนและแพร่กระจาย ทำให้ยาที่เคยใช้ได้ผลในอดีตไม่สามารถกำจัดเชื้อได้อีก

ปัจจัยที่เร่งการเกิดเชื้อดื้อยา ได้แก่

  • ซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง
  • กินยาไม่ครบตามแพทย์สั่ง
  • ใช้ยาผิดชนิด
  • ใช้ยาขนาดต่ำเกินไป
  • รักษาเฉพาะตนเองแต่คู่นอนไม่ได้รับการรักษา
  • ติดเชื้อซ้ำหลายครั้ง

ทั้งหมดนี้ทำให้เชื้อได้รับโอกาสในการปรับตัวและพัฒนากลไกการดื้อยาอย่างต่อเนื่อง


วิวัฒนาการของการดื้อยาหนองใน

หนองในถือเป็นตัวอย่างของเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาได้รวดเร็วที่สุดชนิดหนึ่ง

ในช่วงแรกของการรักษา แพทย์สามารถใช้ Penicillin ได้ผลดี แต่ไม่นานหลังจากมีการใช้ในวงกว้าง ก็เริ่มพบเชื้อที่สร้างเอนไซม์ Beta-lactamase ทำลายยา Penicillin

ต่อมามีการเปลี่ยนมาใช้ Tetracycline และพบการดื้อยาเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

หลังจากนั้น Fluoroquinolone เช่น Ciprofloxacin ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่เมื่อมีรายงานการดื้อยาจำนวนมากทั่วโลก CDC จึงยกเลิกการแนะนำให้ใช้ Ciprofloxacin เป็นการรักษาแบบมาตรฐาน

ปัจจุบันยังมีการเฝ้าระวังการดื้อยาในกลุ่ม Cephalosporin รุ่นที่ 3 โดยเฉพาะ Ceftriaxone ซึ่งเป็นยาหลักที่ใช้รักษาในปัจจุบัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่เชื้อดื้อยาจนไม่มีทางเลือกในการรักษา


ยารักษาหนองในรุ่นเก่าที่ไม่แนะนำให้ใช้แล้ว

1. Penicillin

Penicillin เคยเป็นยาหลักในการรักษาหนองในหลายสิบปีก่อน

ในช่วงแรกสามารถรักษาได้ดี แต่หลังจากมีการใช้ต่อเนื่อง เชื้อได้พัฒนาการสร้างเอนไซม์ Beta-lactamase ทำลายยา ทำให้อัตราการรักษาหายลดลงอย่างมาก

ปัจจุบัน Penicillin ไม่ได้รับการแนะนำให้ใช้รักษาหนองในแบบทั่วไปอีกต่อไป


2. Ampicillin

Ampicillin เป็นยากลุ่มเดียวกับ Penicillin

แม้จะเคยได้รับความนิยม แต่ปัจจุบันเชื้อหนองในส่วนใหญ่มีการดื้อยาสูง ทำให้ประสิทธิภาพลดลงอย่างชัดเจน และไม่อยู่ในแนวทางการรักษามาตรฐาน


3. Amoxicillin

หลายคนยังเข้าใจผิดว่าสามารถซื้อ Amoxicillin มากินเองเพื่อรักษาหนองในได้

ความจริงคือ Amoxicillin ไม่ใช่ยาที่แนะนำสำหรับการรักษาหนองในในปัจจุบัน เนื่องจากอัตราการดื้อยาสูง และอาจทำให้การรักษาล้มเหลว รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยา

ผู้ที่สงสัยว่าติดหนองในจึงไม่ควรซื้อ Amoxicillin มารับประทานเองโดยไม่ได้รับการประเมินจากแพทย์


4. Tetracycline

Tetracycline เคยใช้รักษาหนองในและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด

อย่างไรก็ตาม เชื้อหนองในได้พัฒนากลไกการดื้อยา ทำให้อัตราการรักษาหายลดลงมาก จึงไม่ใช่ยามาตรฐานในการรักษาหนองในอีกต่อไป

นอกจากนี้ Tetracycline ยังมีข้อจำกัดในการใช้ในหญิงตั้งครรภ์และเด็ก เนื่องจากอาจส่งผลต่อการเจริญของกระดูกและฟัน


5. Ciprofloxacin

Ciprofloxacin เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่ม Fluoroquinolone ที่เคยได้รับความนิยมอย่างมากในการรักษาหนองใน เนื่องจากสามารถรับประทานได้ สะดวก และให้ผลการรักษาที่ดีในช่วงแรก จึงเคยเป็นยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เชื้อ Neisseria gonorrhoeae ได้เกิดการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ DNA gyrase และ Topoisomerase IV ซึ่งเป็นตำแหน่งออกฤทธิ์ของยา ทำให้ Ciprofloxacin ไม่สามารถยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2000 หลายประเทศพบอัตราการดื้อยา Ciprofloxacin เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ยกเลิกการแนะนำให้ใช้ Ciprofloxacin เป็นการรักษามาตรฐานสำหรับผู้ป่วยหนองใน

ในปัจจุบัน Ciprofloxacin อาจพิจารณาใช้เฉพาะกรณีที่มีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่าเชื้อที่ติดมีความไวต่อยา (Susceptibility-guided therapy) เท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นการรักษาแบบครอบคลุม (Empiric therapy)


6. Ofloxacin

Ofloxacin เป็น Fluoroquinolone อีกชนิดหนึ่งที่เคยใช้รักษาหนองในเช่นเดียวกับ Ciprofloxacin

แม้ว่าจะมีประสิทธิภาพดีในอดีต แต่เมื่อเชื้อหนองในเกิดการดื้อยาในกลุ่ม Fluoroquinolone มากขึ้น Ofloxacin ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ทำให้ไม่ใช่ยาที่แนะนำในแนวทางรักษาปัจจุบัน


7. Levofloxacin และ Norfloxacin

Levofloxacin และ Norfloxacin เคยถูกนำมาใช้ในบางพื้นที่หรือบางประเทศ แต่ปัจจุบันไม่ใช่ยามาตรฐานในการรักษาหนองใน เนื่องจากปัญหาการดื้อยาแบบข้ามกลุ่ม (Cross-resistance) กับ Fluoroquinolone ตัวอื่น

การรับประทานยาในกลุ่มนี้เองโดยไม่มีผลตรวจความไวของเชื้อ อาจทำให้การรักษาไม่สำเร็จ และยังเพิ่มโอกาสให้เชื้อดื้อยามากขึ้น


8. Spectinomycin

Spectinomycin เคยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่แพ้ Penicillin หรือไม่สามารถใช้ยาบางชนิดได้

แม้ว่าจะยังมีประสิทธิภาพต่อเชื้อหนองในบางสายพันธุ์ แต่ยานี้มีข้อจำกัดหลายประการ เช่น

  • ไม่ครอบคลุมการติดเชื้อที่คอหอยได้ดี
  • มีการผลิตและจำหน่ายจำกัดในหลายประเทศ
  • มีทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

ด้วยเหตุนี้ Spectinomycin จึงแทบไม่ได้ใช้เป็นยาหลักในปัจจุบัน


ทำไมเชื้อหนองในจึงดื้อยาได้เก่ง

หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ Neisseria gonorrhoeae เป็นแบคทีเรียที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว

เชื้อมีความสามารถในการ

กลไกเหล่านี้ทำให้ยาที่เคยได้ผลในอดีตค่อย ๆ สูญเสียประสิทธิภาพ


การใช้ยาปฏิชีวนะผิดวิธีมีผลอย่างไร

การใช้ยาที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดเชื้อดื้อยา เช่น

  • ใช้ยาที่เหลือจากการรักษาครั้งก่อน
  • หยุดยาเมื่ออาการดีขึ้น
  • ใช้ยาปริมาณไม่ครบ
  • ใช้ยาผิดชนิด

😖หากกินยารุ่นเก่าไปแล้ว จะทำอย่างไร ??

หากรับประทานยาปฏิชีวนะรุ่นเก่าด้วยตนเอง เช่น Amoxicillin หรือ Ciprofloxacin โดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ ไม่ได้หมายความว่าจะรักษาได้ผล

ควรดำเนินการดังนี้

การรักษาทั้งผู้ป่วยและคู่นอนช่วยลดโอกาสการติดเชื้อกลับไปกลับมา (Reinfection) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ตารางเปรียบเทียบยารักษาหนองในรุ่นเก่ากับแนวทางรักษาปัจจุบัน

ยาปฏิชีวนะเคยใช้รักษาหนองในสถานะปัจจุบันเหตุผล
Penicillin❌ ไม่แนะนำเชื้อดื้อยาสูงจากการสร้าง Beta-lactamase
Ampicillin❌ ไม่แนะนำประสิทธิภาพลดลงจากการดื้อยา
Amoxicillin❌ ไม่แนะนำอัตราการดื้อยาสูง ไม่ใช่แนวทางมาตรฐาน
Tetracycline❌ ไม่แนะนำพบการดื้อยาทั่วโลก
Ciprofloxacin❌ ไม่ใช้เป็น Empiric therapyเชื้อดื้อ Fluoroquinolone สูง
Ofloxacin❌ ไม่แนะนำดื้อยาแบบ Cross-resistance
Levofloxacin❌ ไม่แนะนำดื้อยาในกลุ่มเดียวกัน
Norfloxacin❌ ไม่แนะนำประสิทธิภาพลดลงจากการดื้อยา
Spectinomycin▲ ใช้เฉพาะบางกรณีไม่เหมาะกับการติดเชื้อคอหอย และมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงยา
Cefixime▲ ใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้ประสิทธิภาพลดลงเมื่อเทียบกับ Ceftriaxone
Ceftriaxone✅ ยาหลักในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพสูงต่อเชื้อส่วนใหญ่ตามแนวทาง CDC

หมายเหตุ: การเลือกใช้ยาต้องอาศัยการประเมินของแพทย์ โดยพิจารณาจากตำแหน่งการติดเชื้อ ประวัติการแพ้ยา ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และแนวทางเวชปฏิบัติที่เป็นปัจจุบัน


🔥วิธีป้องกันการเกิดเชื้อหนองในดื้อยา

แม้ว่าการพัฒนายาปฏิชีวนะชนิดใหม่จะยังคงดำเนินต่อไป แต่การป้องกันการดื้อยายังคงเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุด ทั้งในระดับบุคคลและระดับสาธารณสุข

แนวทางที่แนะนำ ได้แก่

การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล (Antibiotic Stewardship) เป็นแนวทางสำคัญในการชะลอการเกิดเชื้อดื้อยาและช่วยให้ยาที่มีอยู่ยังคงใช้รักษาโรคได้ในระยะยาว


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ยารักษาหนองในรุ่นเก่ายังใช้ได้หรือไม่?

โดยทั่วไป ไม่แนะนำ เนื่องจากเชื้อหนองในในหลายพื้นที่มีอัตราการดื้อยาสูง ยาที่เคยใช้ได้ผลในอดีต เช่น Penicillin, Amoxicillin หรือ Ciprofloxacin ไม่ควรใช้เป็นยารักษาด้วยตนเอง


Amoxicillin รักษาหนองในได้หรือไม่?

ไม่ใช่ยามาตรฐานในการรักษาหนองในในปัจจุบัน การใช้ Amoxicillin โดยไม่มีข้อบ่งชี้อาจทำให้การรักษาล้มเหลวและเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยา


Ciprofloxacin ยังใช้รักษาหนองในได้หรือไม่?

ไม่ใช้เป็นการรักษาแบบมาตรฐานอีกต่อไป ยกเว้นในกรณีที่มีผลตรวจยืนยันว่าเชื้อไวต่อยา และแพทย์เห็นว่าเหมาะสม


ทำไมปัจจุบันจึงนิยมใช้ Ceftriaxone?

Ceftriaxone ยังมีประสิทธิภาพสูงต่อเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ส่วนใหญ่ และเป็นยาที่ได้รับการแนะนำในแนวทางเวชปฏิบัติของ CDC สำหรับการรักษาหนองในที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน


ซื้อยารับประทานเองได้หรือไม่?

ไม่ควร เนื่องจากอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดคล้ายกัน การใช้ยาผิดชนิดหรือผิดขนาดอาจทำให้วินิจฉัยล่าช้า รักษาไม่หาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยา


หลังรักษาแล้วต้องตรวจซ้ำหรือไม่?

ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ การตรวจซ้ำขึ้นอยู่กับตำแหน่งการติดเชื้อ ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำ และดุลยพินิจของแพทย์ สำหรับการติดเชื้อที่คอหอย มักมีการพิจารณาตรวจยืนยันการหายของโรค (Test of Cure) ตามแนวทางเวชปฏิบัติ ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูงควรตรวจคัดกรองซ้ำภายในระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ


💡💡สรุป

ยารักษาหนองในรุ่นเก่าหลายชนิดที่เคยเป็นมาตรฐานในอดีต เช่น Penicillin, Ampicillin, Amoxicillin, Tetracycline และ Ciprofloxacin ได้ถูกลดบทบาทหรือเลิกแนะนำ เนื่องจากเชื้อ Neisseria gonorrhoeae มีการดื้อยาสูงขึ้นทั่วโลก

การซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองหรือใช้ยารุ่นเก่าที่เคยได้ผลในอดีต อาจทำให้การรักษาไม่สำเร็จ เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยา

หากสงสัยว่าติดหนองใน ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว รับการรักษาตามแนวทางเวชปฏิบัติปัจจุบัน และให้คู่นอนเข้ารับการตรวจรักษาพร้อมกัน เพื่อลดการแพร่เชื้อและป้องกันการติดเชื้อซ้ำ


หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ