Skip to content
Home » บทความ » Clomifene Citrate (Clomiphene) ยากระตุ้นการตกไข่

Clomifene Citrate (Clomiphene) ยากระตุ้นการตกไข่

ปัญหาภาวะมีบุตรยาก (Infertility) เป็นหนึ่งในความกังวลที่พบได้บ่อยในสังคมปัจจุบัน ทั้งจากการแต่งงานที่ช้าลง ความเครียดในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงโรคทางนรีเวชที่ซับซ้อน หนึ่งในยาที่ถูกใช้มาอย่างยาวนานและมีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะมีบุตรยากโดยเฉพาะในผู้หญิงคือ Clomifene ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มยากระตุ้นการตกไข่ (Ovulation Inducing Agents) และเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะยาที่ช่วยให้ผู้หญิงที่มีปัญหาไข่ไม่ตกสามารถกลับมามีรอบการตกไข่ปกติได้

ถือเป็นหนึ่งในยาหลักที่ถูกใช้เป็น “First-line treatment” หรือการรักษาอันดับแรกในผู้หญิงที่มีภาวะไข่ไม่ตก โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะ Polycystic Ovary Syndrome (PCOS) เนื่องจากมีกลไกการออกฤทธิ์ที่สามารถกระตุ้นต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมน FSH และ LH เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ไข่สุกและตกตามรอบเดือนมากขึ้น การใช้ โคลมิฟีน จึงเป็นเหมือนการช่วยคืนสมดุลให้ระบบสืบพันธุ์เพศหญิงกลับมาทำงานได้อย่างเหมาะสม

Clomifene หรือ Clomiphene citrate เป็นยาที่จัดอยู่ในกลุ่ม Selective Estrogen Receptor Modulator (SERM) ซึ่งหมายถึงยาที่สามารถจับกับตัวรับของเอสโตรเจน (estrogen receptor) ได้ แต่แสดงฤทธิ์ได้ทั้งในลักษณะของ agonist (เลียนแบบฮอร์โมนเอสโตรเจน) และ antagonist (ต้านฤทธิ์ของเอสโตรเจน) ขึ้นอยู่กับตำแหน่งเนื้อเยื่อและสภาพแวดล้อมของฮอร์โมนในร่างกาย ณ ขณะนั้น

ความสำคัญของ โคลมิฟีน อยู่ที่บทบาทในการ กระตุ้นการตกไข่ (ovulation induction) โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีภาวะ มีบุตรยากจากการไม่ตกไข่เรื้อรัง (anovulation) เช่น ผู้ป่วยที่มี Polycystic Ovary Syndrome – PCOS ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อบ่งใช้หลักของยานี้

เพื่อทำความเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์อย่างละเอียด จำเป็นต้องทบทวนพื้นฐานเกี่ยวกับการควบคุมการทำงานของระบบสืบพันธุ์หญิง โดยเฉพาะ Hypothalamic–Pituitary–Ovarian (HPO) axis


เพื่อให้เข้าใจกลไกของยานี้ ต้องเริ่มจากการรู้จัก “Hypothalamic–Pituitary–Ovarian Axis” (HPO axis) ซึ่งเป็นระบบที่ควบคุมรอบเดือนของผู้หญิง

  1. Hypothalamus สร้างฮอร์โมน GnRH → กระตุ้นต่อมใต้สมอง
  2. Pituitary gland สร้าง FSH และ LH → กระตุ้นรังไข่ให้มีการสร้างไข่และฮอร์โมนเพศ
  3. Ovary สร้าง Estrogen และ Progesterone → ส่งสัญญาณย้อนกลับไปยัง hypothalamus และ pituitary

โคลมิฟีน ทำงานโดยการจับกับ Estrogen receptor ที่ hypothalamus และปิดกั้นการรับสัญญาณเอสโตรเจน ส่งผลให้สมอง “เข้าใจผิด” คิดว่าร่างกายมีระดับเอสโตรเจนต่ำ จึงสั่งให้หลั่ง GnRH เพิ่มขึ้น → กระตุ้น FSH และ LH → ทำให้ไข่สุกและตกในที่สุด


1. ภาวะมีบุตรยากจากการไม่ตกไข่ (Anovulation)

  • พบได้บ่อยในผู้หญิงที่มี PCOS
  • โคลมิฟีน ช่วยให้ผู้หญิงเหล่านี้กลับมาตกไข่ได้ถึง 70–85%

2. การตรวจสอบการทำงานของรังไข่

  • ใช้เพื่อประเมิน ovarian reserve โดยดูการตอบสนองต่อยา

3. ใช้ในผู้ชาย

  • แม้ยาจะถูกใช้หลักในผู้หญิง แต่บางครั้ง โคลมิฟีน ถูกนำมาใช้ในผู้ชายที่มีภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำหรือมีบุตรยาก เนื่องจากสามารถกระตุ้นการสร้าง LH และ FSH เพิ่มการสร้างอสุจิได้

  • มักเริ่มด้วยขนาด 50 มก. วันละครั้ง เป็นเวลา 5 วัน ในช่วงต้นของรอบเดือน (เช่น วันที่ 2–6 ของรอบประจำเดือน)
  • หากไม่ตอบสนอง อาจเพิ่มขนาดยาเป็น 100–150 มก.
  • รอบการรักษามักจำกัดไม่เกิน 6 รอบ เนื่องจากการใช้ยานานอาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

  1. อาการทั่วไป: ปวดศีรษะ อารมณ์แปรปรวน ร้อนวูบวาบ คลื่นไส้
  2. อาการทางตา: มองเห็นไม่ชัด เห็นภาพซ้อน (หายได้หลังหยุดยา)
  3. ผลต่อรังไข่: อาจเกิดภาวะรังไข่โต (Ovarian hyperstimulation syndrome, OHSS)
  4. เสี่ยงตั้งครรภ์แฝด: โอกาสสูงกว่าปกติเล็กน้อย (ประมาณ 8–10%)
  5. ผลระยะยาว: หากใช้ยานานเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่หรือเยื่อบุโพรงมดลูก

  • Letrozole: ปัจจุบันเริ่มถูกใช้แทนในผู้ป่วยบางราย เนื่องจากมีโอกาสตั้งครรภ์สูงกว่าและผลข้างเคียงน้อยกว่า
  • Gonadotropins: ใช้ในกรณีที่ โคลมิฟีน ไม่ได้ผล แต่มีค่าใช้จ่ายสูงและเสี่ยงต่อ OHSS มากกว่า
  • Metformin: ใช้ในผู้ที่มี PCOS และดื้อต่ออินซูลิน โดยอาจใช้ร่วมกับ โคลมิฟีน

  • ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีโรคตับรุนแรง
  • ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์
  • หลีกเลี่ยงในผู้ที่มีปัญหาตาเรื้อรัง
  • ควรตรวจอัลตราซาวด์รังไข่ระหว่างการรักษาเพื่อติดตามการตอบสนอง

งานวิจัยแสดงว่า โคลมิฟีน ทำให้ผู้หญิงที่มี PCOS เกิดการตกไข่ประมาณ 75% และมีอัตราการตั้งครรภ์สำเร็จ 35–40% ขึ้นอยู่กับอายุ น้ำหนักตัว และสุขภาพโดยรวม ปัจจัยอื่น เช่น การออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก และควบคุมอาหาร ก็มีส่วนเสริมให้ประสิทธิภาพของยาดีขึ้น


เป็นยาที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีปัญหาไข่ไม่ตกจาก PCOS ยามีกลไกการทำงานที่ชัดเจน ปลอดภัยเมื่อใช้ในระยะสั้น และเป็นยาที่แพทย์ทั่วโลกใช้เป็นอันดับแรกในการรักษา แม้จะมีผลข้างเคียงบางประการ เช่น ไข่ตกหลายใบหรือมีอาการร้อนวูบวาบ แต่ประโยชน์ที่ได้จากการช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ถือว่ามีคุณค่าอย่างมาก

แอดไลน์เพื่อปรึกษาเภสัชกรเพิ่มเติม