Skip to content
Home » บทความ » ถ้าไม่เป็นหนองใน แล้วมีหนองไหล เกิดจากอะไร? รวมสาเหตุที่เป็นไปได้

ถ้าไม่เป็นหนองใน แล้วมีหนองไหล เกิดจากอะไร? รวมสาเหตุที่เป็นไปได้

🦠🦠 เมื่อสังเกตว่ามี หนองไหลจากอวัยวะเพศ หลายคนมักคิดถึงโรคหนองใน (Gonorrhea) เป็นอันดับแรก เพราะเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคนี้ แต่ในความเป็นจริง หนองไหลไม่ได้เกิดจากโรคหนองในเพียงอย่างเดียว ยังมีโรคและภาวะอื่นอีกหลายชนิดที่สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้

หลายคนได้รับผลตรวจว่า “ไม่พบเชื้อหนองใน” แต่ยังคงมีอาการหนองไหล ปัสสาวะแสบ หรือระคายเคืองที่ท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดความกังวลว่าเป็นโรคอะไร และจำเป็นต้องรักษาหรือไม่

สาเหตุของหนองไหลอาจเกิดจาก หนองในเทียม (Chlamydia) การอักเสบของท่อปัสสาวะจากเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่น การติดเชื้อ Mycoplasma genitalium การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากอักเสบ หรือแม้แต่การระคายเคืองจากสารเคมีและการบาดเจ็บของท่อปัสสาวะ

บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดว่า ถ้าไม่เป็นหนองใน แล้วมีหนองไหล เกิดจากอะไร วิธีสังเกตอาการที่แตกต่างจากโรคหนองใน การตรวจวินิจฉัย และแนวทางการรักษาตามหลักการแพทย์


หนองไหลคืออะไร?


หนองไหลต้องเป็นหนองในเสมอหรือไม่?

แม้โรคหนองในจะเป็นสาเหตุสำคัญของหนองไหล แต่ยังมีโรคอื่นอีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดอาการเดียวกัน

ดังนั้น การวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียวอาจคลาดเคลื่อนได้ จำเป็นต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติม


👉สาเหตุของหนองไหลที่ไม่ใช่โรคหนองใน

1. หนองในเทียม (Chlamydia trachomatis)

เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดรองจากหนองในแท้

อาการ ได้แก่

  • มีมูกหรือหนองสีขาวขุ่น
  • ปัสสาวะแสบขัด
  • ระคายเคืองท่อปัสสาวะ
  • บางรายไม่มีอาการ

หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อุ้งเชิงกรานอักเสบในผู้หญิง หรือหลอดเก็บอสุจิอักเสบในผู้ชาย


NGU คือภาวะท่อปัสสาวะอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อ Neisseria gonorrhoeae

เชื้อที่อาจเป็นสาเหตุ ได้แก่

  • Chlamydia trachomatis
  • Mycoplasma genitalium
  • Ureaplasma urealyticum
  • Trichomonas vaginalis (ในบางพื้นที่)
  • แบคทีเรียอื่น ๆ

อาการคล้ายหนองในมาก แต่ต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อแยกโรค


เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และเป็นสาเหตุสำคัญของ NGU

อาการ

  • หนองหรือมูกจากท่อปัสสาวะ
  • ปัสสาวะแสบ
  • เจ็บขณะปัสสาวะ

เชื้อนี้มีแนวโน้มดื้อต่อยาปฏิชีวนะบางชนิด จึงควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาตามแนวทางของแพทย์


แม้จะพบหนองไหลไม่บ่อยเท่าหนองใน แต่การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอาจทำให้มีสารคัดหลั่งร่วมกับอาการต่อไปนี้

  • ปัสสาวะแสบ
  • ปัสสาวะบ่อย
  • ปัสสาวะขุ่น
  • ปวดท้องน้อย

พบในผู้ชาย

อาการ

  • ปวดอุ้งเชิงกราน
  • ปัสสาวะแสบ
  • มีสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะ
  • ปวดเวลาหลั่ง

เกิดจาก

  • เชื้อรา
  • แบคทีเรีย
  • การระคายเคือง

อาจมี

  • หนอง
  • กลิ่นผิดปกติ
  • คัน
  • แดง

โดยเฉพาะในผู้ที่มีหนังหุ้มปลายตีบหรือทำความสะอาดไม่เพียงพอ


พบได้ทั้งชายและหญิง

อาการ

  • คัน
  • แดง
  • มีคราบขาว
  • ระคายเคือง

บางรายอาจเข้าใจผิดว่าเป็นหนอง


เกิดจากโปรโตซัว Trichomonas vaginalis

ผู้ชาย

  • มูกจากท่อปัสสาวะ
  • ปัสสาวะแสบ

ผู้หญิง

  • ตกขาวสีเหลืองเขียว
  • มีกลิ่น
  • คัน

นิ่วทำให้เยื่อบุเกิดการอักเสบ

อาการ

  • ปวดมาก
  • ปัสสาวะแสบ
  • มีเลือด
  • มีสารคัดหลั่งจากการอักเสบ

เช่น

  • สบู่
  • น้ำหอม
  • เจลอาบน้ำ
  • สารหล่อลื่น

อาจทำให้เกิดการอักเสบของท่อปัสสาวะโดยไม่มีการติดเชื้อ


👉ลักษณะหนอง ช่วยบอกโรคได้หรือไม่?

แม้สีของหนองอาจให้ข้อมูลเบื้องต้น แต่ ไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้

ลักษณะอาจพบใน
เหลืองหรือเขียวหนองใน, NGU
ขาวขุ่นหนองในเทียม, NGU
ใสหรือมูกChlamydia, Mycoplasma
มีกลิ่นTrichomoniasis, Bacterial Vaginosis

การตรวจทางห้องปฏิบัติการยังคงเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด


➡️ตรวจอย่างไรจึงรู้ว่าไม่ใช่หนองใน?

แพทย์อาจพิจารณาการตรวจดังต่อไปนี้

1. ตรวจ NAAT (Nucleic Acid Amplification Test)

เป็นวิธีที่มีความไวและความจำเพาะสูงในการตรวจหาเชื้อ

  • Neisseria gonorrhoeae
  • Chlamydia trachomatis

จากปัสสาวะหรือสารคัดหลั่ง


2. เพาะเชื้อ (Culture)

มีประโยชน์ในบางกรณี เช่น

  • สงสัยเชื้อดื้อยา
  • ประเมินความไวต่อยาปฏิชีวนะ

3. ตรวจปัสสาวะ

ช่วยประเมินการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและการอักเสบ


4. ตรวจสารคัดหลั่ง

อาจใช้กล้องจุลทรรศน์หรือการตรวจเฉพาะทางเพื่อหาสาเหตุอื่น


ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง

การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่ทราบสาเหตุอาจทำให้

  • วินิจฉัยยากขึ้น
  • ผลตรวจคลาดเคลื่อน
  • เกิดเชื้อดื้อยา
  • อาการไม่หาย

ควรได้รับการตรวจและรักษาตามสาเหตุที่แท้จริง


เมื่อไรควรรีบพบแพทย์?

ควรพบแพทย์หากมีอาการ

  • หนองไหลจากอวัยวะเพศ
  • ปัสสาวะแสบรุนแรง
  • มีไข้
  • ปวดอัณฑะ
  • ปวดท้องน้อย
  • มีเลือดปนในปัสสาวะ
  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 48–72 ชั่วโมงหลังเริ่มรักษา

ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง


ตรวจคัดกรองเมื่อมีความเสี่ยง


รักษาคู่นอนพร้อมกัน


รักษาความสะอาดอวัยวะเพศ


➡️ ตารางเปรียบเทียบ สาเหตุของหนองไหล

สาเหตุติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีหนองปัสสาวะแสบ
หนองใน✔✔✔✔✔✔
หนองในเทียม✔✔✔✔
NGUอาจใช่
UTIบางราย✔✔✔
ต่อมลูกหมากอักเสบ✘/อาจเกี่ยวข้องบางราย✔✔
เชื้อราคราบขาว
Balanitisบางราย
Trichomoniasis

🌷คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ตรวจไม่พบหนองใน แต่ยังมีหนองไหล เกิดจากอะไร?

อาจเกิดจากหนองในเทียม, NGU, Mycoplasma genitalium, การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือต่อมลูกหมากอักเสบ ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์

มีหนองไหลแต่ไม่มีเพศสัมพันธ์ เป็นไปได้หรือไม่?

เป็นไปได้ หากเกิดจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ การอักเสบของท่อปัสสาวะ นิ่ว หรือการระคายเคืองจากสารเคมี

มีมูกใสจากท่อปัสสาวะอันตรายไหม?

อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งการอักเสบและการติดเชื้อ ควรพบแพทย์หากอาการเป็นต่อเนื่องหรือมีอาการร่วม เช่น ปัสสาวะแสบหรือปวด

จำเป็นต้องตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่?

หากมีประวัติเสี่ยงหรือแพทย์สงสัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม เช่น หนองใน หนองในเทียม ซิฟิลิส และ HIV


🌷🌷สรุป

คำถาม ถ้าไม่เป็นหนองใน แล้วมีหนองไหล เกิดจากอะไร? มีคำตอบว่า หนองไหลสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ใช่เฉพาะโรคหนองใน โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ หนองในเทียม ท่อปัสสาวะอักเสบชนิดไม่ใช่หนองใน (NGU) การติดเชื้อ Mycoplasma genitalium การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากอักเสบ การติดเชื้อรา หรือการระคายเคืองจากสารเคมี

เนื่องจากอาการของแต่ละโรคมีความคล้ายคลึงกัน การวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ และหลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง เพื่อให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยลดปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ