⚫⚫โรคหนองใน (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยหรือมีคู่นอนหลายคน แม้ว่าปัจจุบันโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม แต่สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ คือการใช้ยาฆ่าเชื้ออย่างไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อยารับประทานเอง การใช้ยาที่เหลือจากครั้งก่อน การรับประทานยาไม่ครบ หรือการเลือกยาที่ไม่ตรงกับเชื้อที่ก่อโรค
หลายคนเข้าใจผิดว่าเพียงอาการปัสสาวะแสบขัดหรือมีหนองไหลจากอวัยวะเพศก็สามารถซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองได้ แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคได้หลายชนิด เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือท่อปัสสาวะอักเสบจากสาเหตุอื่น การใช้ยาผิดตั้งแต่แรกจึงอาจทำให้การรักษาล่าช้า เชื้อดื้อยา และเพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา
เชื้อ Neisseria gonorrhoeae ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหนองใน ยังเป็นหนึ่งในเชื้อแบคทีเรียที่ทั่วโลกจับตามองเรื่องการดื้อยาปฏิชีวนะ องค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ต่างรายงานว่าเชื้อชนิดนี้มีแนวโน้มดื้อต่อยาหลายกลุ่ม ทำให้การรักษามีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่เคย
📈 กินยาฆ่าเชื้อหนองในผิด หมายถึงอะไร?
คำว่า “กินยาฆ่าเชื้อหนองในผิด” ไม่ได้หมายถึงเพียงการเลือกยาผิดชนิดเท่านั้น แต่รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมในทุกลักษณะ เช่น
- ซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองโดยไม่ได้รับการวินิจฉัย
- ใช้ยาที่เหลือจากการรักษาครั้งก่อน
- รับประทานยาไม่ครบตามกำหนด
- ลดขนาดยาหรือแบ่งยากินเอง
- หยุดยาเมื่ออาการดีขึ้น
- ใช้ยาที่ไม่สามารถกำจัดเชื้อหนองในได้
- ใช้ยาที่เชื้อในพื้นที่นั้นดื้อแล้ว
- รับประทานยาตามคำแนะนำจากคนรู้จักหรือข้อมูลในอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
แม้อาการจะดูดีขึ้นในช่วงแรก แต่ไม่ได้หมายความว่าเชื้อถูกกำจัดหมดเสมอไป
🟡🟡ตัวอย่างการใช้ยาที่ผิดและพบได้บ่อย
ในทางปฏิบัติ แพทย์มักพบผู้ป่วยที่เคยใช้ยาปฏิชีวนะมาก่อนเข้ารับการรักษา ตัวอย่างที่พบ ได้แก่
🎯ซื้อยาจากร้านขายยาโดยไม่ทราบชนิดของเชื้อ
ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีอาการปัสสาวะแสบ จึงซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองโดยคิดว่าเป็นหนองใน ทั้งที่อาการอาจเกิดจากโรคอื่น เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือหนองในเทียม
🎯ใช้ยาเหลือจากครั้งก่อน
บางคนเก็บยาปฏิชีวนะไว้ เมื่อมีอาการคล้ายเดิมจึงนำกลับมากินอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นยาที่ไม่เหมาะกับการติดเชื้อครั้งใหม่ หรือมีจำนวนยาไม่เพียงพอ
🎯กินยาเพียง 2–3 วันแล้วหยุด
เมื่ออาการหนองลดลงหรือปัสสาวะไม่แสบ หลายคนเข้าใจว่าหายแล้ว จึงหยุดยาเอง ทำให้เชื้อบางส่วนยังคงอยู่ในร่างกาย
🎯รับประทานยาผิดขนาด
การลดขนาดยาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย หรือแบ่งยากับผู้อื่น อาจทำให้ระดับยาในเลือดไม่เพียงพอต่อการกำจัดเชื้อ
🔴🔴ทำไมโรคหนองในจึงไม่ควรรักษาเอง?
โรคหนองในไม่ใช่โรคที่รักษาโดยอาศัยเพียงการสังเกตอาการ เนื่องจากอาการของโรคมีความคล้ายกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกหลายชนิด
ตัวอย่างเช่น
- หนองในแท้
- หนองในเทียม
- Mycoplasma genitalium
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
- ต่อมลูกหมากอักเสบ
- ท่อปัสสาวะอักเสบจากการระคายเคือง
🔴หากไม่ได้ตรวจวินิจฉัย อาจได้รับการรักษาที่ไม่ตรงกับสาเหตุที่แท้จริง🔴
ปัจจุบันแนวทางการรักษาหนองในยังมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์การดื้อยาของเชื้ออยู่เสมอ ยาที่เคยใช้ได้ผลเมื่อหลายปีก่อน อาจไม่ใช่ยาที่แนะนำในปัจจุบันแล้ว
🟣🟣กินยาฆ่าเชื้อหนองในผิด เสี่ยงอะไร?
ผลกระทบของการใช้ยาผิดไม่ได้มีเพียงอาการไม่หาย แต่ยังอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว
1. รักษาไม่หาย แม้อาการจะดีขึ้น
ยาบางชนิดสามารถลดการอักเสบได้ชั่วคราว ทำให้อาการแสบหรือหนองลดลง แต่เชื้อยังคงหลงเหลืออยู่
เมื่อหยุดยา อาการมักกลับมาเป็นซ้ำ และบางครั้งรุนแรงกว่าเดิม
2. เพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยาปฏิชีวนะ
เมื่อเชื้อได้รับยาที่ไม่เหมาะสมหรือได้รับยาในระดับที่ต่ำเกินไป เชื้อบางส่วนอาจรอดชีวิตและพัฒนาความสามารถในการดื้อต่อยา
เชื้อที่ดื้อยาเหล่านี้อาจแพร่กระจายไปยังผู้อื่น ทำให้การรักษาในอนาคตยากขึ้น
3. แพร่เชื้อให้คู่นอนโดยไม่รู้ตัว
แม้อาการจะลดลง แต่หากเชื้อยังอยู่ ผู้ป่วยยังสามารถแพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้
ทั้งการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก และทางปาก ล้วนมีโอกาสแพร่เชื้อได้
4. เพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
เชื้อที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องสามารถลุกลามไปยังอวัยวะอื่นได้ เช่น
- หลอดเก็บอสุจิอักเสบ (Epididymitis)
- อัณฑะอักเสบ
- ต่อมลูกหมากอักเสบ
- อุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease)
- ภาวะมีบุตรยาก
- การตั้งครรภ์นอกมดลูกในผู้หญิง
- การติดเชื้อกระจายเข้าสู่กระแสเลือด (Disseminated Gonococcal Infection)
แม้ว่าภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะพบไม่บ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นอาจมีความรุนแรงและต้องรักษาในโรงพยาบาล
5. ทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อน
การรับประทานยาปฏิชีวนะก่อนเข้ารับการตรวจ อาจลดจำนวนเชื้อชั่วคราว ทำให้ผลตรวจบางชนิดเป็นลบ ทั้งที่ยังมีเชื้อหลงเหลืออยู่ ส่งผลให้แพทย์วางแผนการรักษาได้ยากขึ้น
6. เสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิม
ผู้ป่วยที่รักษาไม่ตรงจุดมักต้องกลับมาพบแพทย์หลายครั้ง ต้องตรวจเพิ่มเติม และอาจต้องใช้ยาที่มีราคาสูงขึ้นหากสงสัยว่ามีเชื้อดื้อยา

🟢ยาปฏิชีวนะทุกชนิดรักษาหนองในได้จริงหรือ?
🟢คำตอบคือ ไม่จริง
ยาปฏิชีวนะแต่ละชนิดมีขอบเขตการออกฤทธิ์แตกต่างกัน บางชนิดมีผลต่อเชื้อบางกลุ่มเท่านั้น และไม่สามารถกำจัดเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ รูปแบบการดื้อยาของเชื้อหนองในยังแตกต่างกันในแต่ละประเทศและแต่ละช่วงเวลา ดังนั้นแนวทางการรักษาจึงอ้างอิงจากข้อมูลการเฝ้าระวังการดื้อยาล่าสุด ไม่ใช่การเลือกยาตามความคุ้นเคยหรือประสบการณ์ส่วนตัว
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้อหนองในจึงควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ แทนการซื้อยารับประทานเอง เพื่อเพิ่มโอกาสรักษาให้หาย ลดการแพร่เชื้อ และช่วยชะลอปัญหาเชื้อดื้อยาซึ่งเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขทั่วโลก
🟡เชื้อหนองในดื้อยา เกิดขึ้นได้อย่างไร?
หนึ่งในปัญหาสำคัญของโรคหนองในในปัจจุบัน คือ การดื้อยาปฏิชีวนะ (Antimicrobial Resistance; AMR) ซึ่งเป็นปัญหาที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้เป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขระดับโลก
เชื้อ Neisseria gonorrhoeae มีความสามารถในการปรับตัวและพัฒนากลไกการดื้อยาได้รวดเร็วกว่าแบคทีเรียหลายชนิด ทำให้ยาที่เคยใช้รักษาได้ผลในอดีต เช่น Penicillin, Tetracycline, Ciprofloxacin และยาบางกลุ่ม Cephalosporins ในบางพื้นที่ มีประสิทธิภาพลดลงหรือไม่สามารถใช้เป็นยาหลักได้อีก
แม้ว่าปัจจุบันยังมียาที่สามารถรักษาโรคหนองในได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากมีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงในการเกิดเชื้อดื้อยาจะเพิ่มสูงขึ้น และอาจทำให้ตัวเลือกในการรักษาเหลือน้อยลงในอนาคต
🟡ทำไมการกินยาผิดจึงทำให้เชื้อดื้อยา?
หลายคนเข้าใจว่า “เชื้อดื้อยา” เกิดจากการรับประทานยาบ่อยเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง กระบวนการเกิดเชื้อดื้อยามีความซับซ้อนกว่านั้น
เมื่อเชื้อแบคทีเรียได้รับยาปฏิชีวนะในระดับที่ไม่เพียงพอ เช่น
- ใช้ยาผิดชนิด
- รับประทานยาไม่ครบ
- รับประทานยาน้อยกว่าที่กำหนด
- หยุดยาเองเมื่ออาการดีขึ้น
เชื้อบางส่วนอาจถูกกำจัด แต่เชื้อที่มีความสามารถในการทนต่อยาจะยังคงรอดชีวิต และเพิ่มจำนวนต่อไป ทำให้การรักษาในครั้งถัดไปยากขึ้น
ในระยะยาว เชื้อที่ดื้อยาเหล่านี้สามารถแพร่กระจายไปยังคู่นอนและคนอื่นในสังคม ส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่ใช่เฉพาะผู้ป่วยรายนั้นเพียงคนเดียว
🟡กินยาผิดแล้วอาการดีขึ้น แปลว่าหายหรือไม่?
🟡คำตอบคือ ไม่จำเป็น
ยาปฏิชีวนะบางชนิดอาจลดจำนวนเชื้อได้บางส่วน หรือช่วยลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ทำให้อาการต่าง ๆ เช่น
- ปัสสาวะแสบ
- หนองไหล
- ปวดท่อปัสสาวะ
ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน
อย่างไรก็ตาม หากเชื้อยังไม่ถูกกำจัดจนหมด ผู้ป่วยยังถือว่าติดเชื้ออยู่ และสามารถกลับมามีอาการอีกครั้งหลังหยุดยา
นอกจากนี้ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการเลย ทั้งที่ยังมีเชื้ออยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะในผู้หญิงและผู้ที่ติดเชื้อบริเวณคอหอยหรือทวารหนัก
ดังนั้น การไม่มีอาการจึงไม่ได้ยืนยันว่าโรคหายแล้วเสมอไป
🟡หากเชื้อยังอยู่ จะเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อเชื้อยังคงอยู่ในร่างกายโดยไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม เชื้อสามารถลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียงได้
ในผู้ชาย
ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ ได้แก่
- ท่อปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง
- หลอดเก็บอสุจิอักเสบ (Epididymitis)
- อัณฑะอักเสบ
- ต่อมลูกหมากอักเสบ
- ภาวะท่อปัสสาวะตีบจากการอักเสบเรื้อรัง
- ปวดอัณฑะเรื้อรัง
- ภาวะมีบุตรยากในบางราย
ผู้ป่วยบางคนเข้าใจว่าอาการแสบหายแล้วจึงหยุดยา แต่ผ่านไปหลายสัปดาห์กลับเริ่มมีอาการปวดอัณฑะหรือคลำพบก้อนที่ขาหนีบ ซึ่งอาจเกิดจากการอักเสบที่ลุกลาม
ในผู้หญิง
ผู้หญิงจำนวนมากติดเชื้อหนองในโดยไม่มีอาการชัดเจน ทำให้ไม่ได้รับการรักษาในระยะแรก
เมื่อเชื้อลุกลามขึ้นสู่มดลูกและท่อนำไข่ อาจเกิด
- อุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease; PID)
- ปวดท้องน้อยเรื้อรัง
- พังผืดในอุ้งเชิงกราน
- ท่อนำไข่อุดตัน
- ภาวะมีบุตรยาก
- การตั้งครรภ์นอกมดลูก
ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้อาจเกิดขึ้นแม้ว่าผู้ป่วยจะไม่เคยมีอาการหนองไหลหรือปัสสาวะแสบมาก่อนก็ตาม
🔴เชื้อหนองในสามารถติดคอและทวารหนักได้
หลายคนเข้าใจว่าโรคหนองในเกิดเฉพาะที่อวัยวะเพศเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริง เชื้อสามารถติดได้ที่
- ท่อปัสสาวะ
- ปากมดลูก
- คอหอย
- ทอนซิล
- ทวารหนัก
- เยื่อบุตา
ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก (Oral Sex) อาจติดเชื้อบริเวณคอหอยได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ หรือมีเพียง
- เจ็บคอ
- ระคายคอ
- กลืนเจ็บ
- ต่อมทอนซิลอักเสบ
หากซื้อยารับประทานเองโดยไม่ได้ตรวจบริเวณคอหอย เชื้ออาจยังคงอยู่และแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้
🔴กินยาผิด มีผลต่อผลตรวจหรือไม่?
มีผลได้ โดยเฉพาะหากรับประทานยาปฏิชีวนะก่อนเข้ารับการตรวจ
การได้รับยาบางชนิดอาจทำให้
- จำนวนเชื้อลดลงชั่วคราว
- ผลเพาะเชื้อ (Culture) มีโอกาสให้ผลลบ
- การตรวจบางวิธีมีความไวลดลง
แม้ว่าการตรวจด้วยเทคนิค NAAT (Nucleic Acid Amplification Test) จะมีความไวสูง แต่การได้รับยาก่อนตรวจอาจส่งผลต่อการแปลผลในบางสถานการณ์ได้
ดังนั้น หากสงสัยว่าติดเชื้อ ควรพบแพทย์ก่อนเริ่มยาปฏิชีวนะทุกครั้ง หากเริ่มยาไปแล้ว ควรแจ้งแพทย์ว่ารับประทานยาอะไร ขนาดเท่าใด และเริ่มเมื่อใด เพื่อช่วยวางแผนการตรวจและการรักษาได้เหมาะสม
🔴ซื้อยากินเองจากอินเทอร์เน็ต อันตรายหรือไม่?
ปัจจุบันมีการโฆษณายารักษาหนองในผ่านช่องทางออนไลน์จำนวนมาก โดยอ้างว่าสามารถรักษาได้เองที่บ้าน ไม่ต้องพบแพทย์ หรือหายภายในไม่กี่วัน
ผู้บริโภคควรระมัดระวัง เนื่องจากอาจพบปัญหา เช่น
- ไม่ทราบชนิดของยาที่แท้จริง
- ได้รับยาที่ไม่มีมาตรฐาน
- ขนาดยาไม่ถูกต้อง
- ยาหมดอายุหรือเก็บรักษาไม่เหมาะสม
- ไม่มีการประเมินว่าผู้ป่วยมีโรคร่วม หรือแพ้ยาหรือไม่
นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังอาจพลาดโอกาสในการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ที่สามารถพบร่วมกับหนองในได้ เช่น หนองในเทียม ซิฟิลิส หรือการติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
🔴โรคหนองในมักไม่ได้ติดเชื้อเพียงโรคเดียว
ข้อมูลทางการแพทย์พบว่า ผู้ป่วยโรคหนองในบางรายอาจติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากกว่าหนึ่งชนิดพร้อมกัน
ตัวอย่างเช่น
- หนองในแท้ร่วมกับหนองในเทียม
- หนองในร่วมกับซิฟิลิส
- หนองในร่วมกับ HIV
- หนองในร่วมกับการติดเชื้อ Mycoplasma genitalium
หากรักษาด้วยการซื้อยารับประทานเองโดยไม่ได้รับการตรวจอย่างครบถ้วน อาจทำให้โรคบางชนิดไม่ได้รับการวินิจฉัย และยังคงดำเนินโรคต่อไปโดยผู้ป่วยไม่รู้ตัว
ด้วยเหตุนี้ แนวทางเวชปฏิบัติจึงมักแนะนำให้ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองใน พิจารณาตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วยตามความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
ตารางสรุป: กินยาฆ่าเชื้อหนองในผิด เสี่ยงอะไร?
| ลักษณะการใช้ยาผิด | ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น |
|---|---|
| ซื้อยาปฏิชีวนะกินเองโดยไม่ได้ตรวจ | รักษาไม่ตรงโรค อาการไม่หายหรือกลับมาเป็นซ้ำ |
| ใช้ยาผิดชนิด | เชื้อหนองในไม่ถูกกำจัด เพิ่มโอกาสดื้อยา |
| กินยาไม่ครบตามกำหนด | เชื้อยังคงอยู่ในร่างกายและแพร่เชื้อได้ต่อ |
| หยุดยาเมื่ออาการดีขึ้น | อาการอาจกลับมาเป็นซ้ำ และเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน |
| ลดขนาดยาหรือแบ่งยากินเอง | ระดับยาไม่เพียงพอ เชื้อรอดและดื้อยาได้ |
| ใช้ยาที่เหลือจากครั้งก่อน | อาจได้ยาไม่ครบโดสหรือไม่เหมาะกับการติดเชื้อครั้งใหม่ |
| ซื้อยาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ | เสี่ยงได้รับยาปลอม ยาหมดอายุ หรือขนาดยาไม่ถูกต้อง |
สรุปใจความสำคัญ (Key Takeaways)
โรคหนองในรักษาให้หายได้ หากได้รับยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องตามแนวทางแพทย์
การกินยาฆ่าเชื้อผิดชนิด ผิดขนาด หรือกินไม่ครบ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รักษาไม่หาย
อาการดีขึ้นไม่ได้แปลว่าหายแล้ว เพราะเชื้ออาจยังคงอยู่ในร่างกาย
การใช้ยาผิดเพิ่มความเสี่ยงต่อเชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก
ผู้ที่ยังมีเชื้ออยู่สามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้ แม้ไม่มีอาการ
หากสงสัยว่ากินยาผิด ควรพบแพทย์เพื่อตรวจและประเมินการรักษาใหม่ ไม่ควรเปลี่ยนยาหรือเพิ่มยาเอง
การป้องกันที่ดีที่สุดคือใช้ถุงยางอนามัย ตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และรักษาคู่นอนพร้อมกันเมื่อจำเป็น
🔴สรุปบทความ
การกินยาฆ่าเชื้อหนองในผิดไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะอาจทำให้เชื้อไม่ถูกกำจัดจนหมด เกิดการดื้อยา แพร่เชื้อให้ผู้อื่น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ท่อปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง อัณฑะอักเสบ อุ้งเชิงกรานอักเสบ หรือภาวะมีบุตรยากในอนาคต
สิ่งสำคัญคือ อย่าตัดสินใจรักษาเองจากอาการเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอาการปัสสาวะแสบ หนองไหล หรือเจ็บคอหลังมีเพศสัมพันธ์ อาจเกิดจากโรคได้หลายชนิด การตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาตามแนวทางแพทย์จะช่วยให้รักษาหายได้เร็ว ลดโอกาสเกิดเชื้อดื้อยา และป้องกันการแพร่เชื้อไปยังคู่นอน
หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ