Skip to content
Home » บทความ » Perindopril (เพอรินโดพริล)

Perindopril (เพอรินโดพริล)

Perindopril erbumine หรือ Perindopril arginine

โรคความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยที่สุดในประชากรโลก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่ามีผู้ใหญ่กว่า 1,200 ล้านคนทั่วโลกที่มีความดันโลหิตสูง และมีเพียงไม่ถึงครึ่งที่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม ยากลุ่มที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาภาวะนี้คือ Angiotensin-Converting Enzyme Inhibitors (ACE inhibitors) ซึ่งออกฤทธิ์โดยตรงกับระบบ Renin–Angiotensin–Aldosterone System (RAAS) หนึ่งในยาที่โดดเด่นคือ Perindopril ซึ่งถูกนำมาใช้รักษาภาวะความดันโลหิตสูง โรคหัวใจล้มเหลว และยังมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด

ยากลุ่ม ACE inhibitors เช่น เพอรินโดพริล ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายจากงานวิจัยทางคลินิกที่พิสูจน์ว่าสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้จริง ยานี้ถูกใช้ทั้งในการลดความดันโลหิต การป้องกันการเกิดโรคหัวใจวายซ้ำ และการปกป้องการเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากนี้ เพอรินโดพริล ยังถือว่าเป็นยาที่มีความทนต่อยา (tolerability) ค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับยาในกลุ่มเดียวกันบางชนิด

เพอรินโดพริล เป็นยาในกลุ่ม ACE inhibitors ที่ถูกจัดเป็น “prodrug” ซึ่งหมายความว่า ตัวยาที่รับประทานเข้าไปยังไม่สามารถออกฤทธิ์โดยตรง แต่จะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับกลายเป็น Perindoprilat ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ที่แท้จริง โดย Perindoprilat จะเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ ACE และส่งผลต่อการสร้าง Angiotensin II รวมถึงการสลาย Bradykinin ผลรวมคือความดันโลหิตลดลง หลอดเลือดขยายตัว หัวใจทำงานเบาลง และไตได้รับการปกป้องจากความดันที่สูงเกินไป


การทำงานของ Perindopril เกี่ยวข้องกับการยับยั้งระบบ RAAS อย่างตรงจุด

  1. การลด Angiotensin II
    • Perindoprilat ยับยั้ง ACE ทำให้ Angiotensin I ไม่ถูกเปลี่ยนเป็น Angiotensin II
    • Angiotensin II ที่ลดลงช่วยให้หลอดเลือดไม่หดตัวมากเกินไป ความดันโลหิตลดลงอย่างสมดุล
  2. การลดการหลั่ง Aldosterone
    • เมื่อ Angiotensin II ลดลง ต่อมหมวกไตจึงหลั่ง Aldosterone ลดลง
    • ทำให้ร่างกายกักเก็บโซเดียมและน้ำลดลง → ปริมาณเลือดหมุนเวียนลดลง → ความดันลด
  3. การเพิ่ม Bradykinin
    • ปกติ ACE จะทำหน้าที่สลาย Bradykinin แต่เมื่อถูกยับยั้ง ระดับ Bradykinin จะสูงขึ้น
    • Bradykinin กระตุ้นการสร้าง Nitric Oxide (NO) และ Prostaglandins → ทำให้หลอดเลือดขยายมากขึ้น
  4. การป้องกัน Remodeling
    • Angiotensin II มีส่วนในการกระตุ้นการหนาตัวของกล้ามเนื้อหัวใจและผนังหลอดเลือด
    • Perindopril ช่วยลดการเปลี่ยนแปลงนี้ → หัวใจและหลอดเลือดยืดหยุ่นได้นานขึ้น

1. การรักษาความดันโลหิตสูง

  • ลดแรงต้านส่วนปลายของหลอดเลือด
  • ไม่ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป
  • ให้การควบคุมความดันที่เสถียรทั้งกลางวันและกลางคืน

2. โรคหัวใจล้มเหลว

  • ลด pre-load และ after-load ของหัวใจ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือด
  • ลดอัตราการเข้าโรงพยาบาลจากอาการหัวใจล้มเหลว

3. ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

  • งานวิจัย EUROPA trial พบว่า เพอรินโดพริล ลดอัตราการเสียชีวิตจากหัวใจวาย ในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจเรื้อรังได้
  • ช่วยป้องกันการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายซ้ำ

4. การปกป้องไต

  • ลดแรงดันในเส้นเลือดฝอยที่ไต → ลด proteinuria
  • ชะลอการเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง

  • การดูดซึม: หลังรับประทาน ยาถูกดูดซึมเร็ว แต่ bioavailability อยู่ที่ประมาณ 20%
  • การกระจายตัว: Perindoprilat กระจายไปในเนื้อเยื่อ โดยเฉพาะปอด ไต และหัวใจ
  • การเปลี่ยนแปลง: ตับเปลี่ยน Perindopril เป็น Perindoprilat
  • การขับออก: ส่วนใหญ่ทางไต ครึ่งชีวิตของ Perindoprilat อยู่ที่ 3–10 ชั่วโมง แต่ฤทธิ์ลดความดันอยู่ได้นานกว่าเนื่องจากการจับกับเอนไซม์ ACE

  1. ไอแห้งเรื้อรัง – พบได้บ่อย เกิดจากการสะสมของ Bradykinin
  2. ภาวะโพแทสเซียมสูง (Hyperkalemia) – เนื่องจาก Aldosterone ลดลง
  3. ความดันโลหิตต่ำมากเกินไป – โดยเฉพาะในผู้ที่สูญเสียน้ำมาก่อน
  4. ไตเสื่อมเฉียบพลัน – ในผู้ป่วยที่มี renal artery stenosis
  5. Angioedema – อาการบวมที่ริมฝีปาก ลิ้น และคอ พบได้น้อยแต่รุนแรง

  • ผู้สูงอายุ: ต้องเริ่มด้วยขนาดต่ำ เนื่องจากการทำงานของไตลดลง
  • ผู้ป่วยไตวาย: ต้องปรับขนาดยา เพราะการขับออกทางไตเป็นหลัก
  • หญิงตั้งครรภ์: ห้ามใช้เด็ดขาด เนื่องจากมีผลต่อทารกในครรภ์ เช่น ไตเสื่อมและกะโหลกศีรษะผิดรูป
  • ผู้ป่วยเบาหวาน: ได้ประโยชน์เป็นพิเศษจากการปกป้องไต

  • Ramipril, Enalapril, Lisinopril, Captopril เป็นยาที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกัน
  • จุดเด่นของ เพอรินโดพริล คือ มีข้อมูลการศึกษาคลินิกชัดเจนในโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • การออกฤทธิ์ค่อนข้างยาวนาน ทำให้สามารถรับประทานเพียงวันละครั้ง

แพทย์นิยมใช้เพอรินโดพริล ในผู้ป่วยที่

  • มีความดันโลหิตสูง ร่วมกับโรคหัวใจ
  • มีโรคหลอดเลือดหัวใจเรื้อรัง ต้องการลดความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตายซ้ำ
  • เป็นเบาหวานที่เริ่มมีภาวะโปรตีนในปัสสาวะ
  • เป็นผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือดสูง

  • ควรตรวจค่าการทำงานของไตและระดับโพแทสเซียมอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับ ยาขับปัสสาวะที่เก็บโพแทสเซียม (เช่น Spironolactone) หรือ โพแทสเซียมเสริม เพราะจะเสี่ยง Hyperkalemia
  • ควรหยุดยาเมื่อวางแผนตั้งครรภ์หรือพบว่าตั้งครรภ์

เป็น ACE inhibitor ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมความดันโลหิต ลดความเสี่ยงโรคหัวใจวายซ้ำ ปกป้องการเสื่อมของไต และลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด กลไกหลักคือการยับยั้ง ACE ทำให้ Angiotensin II ลดลง Bradykinin เพิ่มขึ้น และเกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อระบบหัวใจ หลอดเลือด และไต แม้จะมีผลข้างเคียงบางอย่าง เช่น ไอหรือ Angioedema แต่ประโยชน์ในกลุ่มผู้ป่วยที่เหมาะสมถือว่ามีคุณค่าอย่างยิ่ง ยานี้จึงยังคงเป็นหนึ่งใน “first-line therapy” สำหรับโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจจนถึงปัจจุบัน แอดไลน์เพื่อปรึกษาเภสัชกรเพิ่มเติม