Skip to content
Home » บทความ » Nitrofurantoin (ไนโตรฟูแรนโทอิน) กับการรักษาทางเดินปัสสาวะอักเสบ

Nitrofurantoin (ไนโตรฟูแรนโทอิน) กับการรักษาทางเดินปัสสาวะอักเสบ

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection: UTI) เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีโอกาสเกิดการติดเชื้อสูงกว่าผู้ชายหลายเท่า อาการที่เกิดขึ้น เช่น ปัสสาวะแสบขัด ปวดท้องน้อย หรือปัสสาวะขุ่น อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะสั้น และหากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อในไต หรือแม้กระทั่งภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หนึ่งในยาที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะระยะเริ่มต้นหรือไม่รุนแรงคือ Nitrofurantoin ยานี้ถูกใช้มายาวนาน มีประสิทธิภาพสูงในการรักษา UTI ที่เกิดจากแบคทีเรียหลายชนิด และยังมีแนวโน้มดื้อยาต่ำเมื่อเทียบกับยาปฏิชีวนะกลุ่มอื่น

Nitrofurantoin เป็นยาปฏิชีวนะที่ถูกออกแบบให้มีฤทธิ์เฉพาะในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยจะออกฤทธิ์ในปัสสาวะที่ผ่านเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการรักษาการติดเชื้อที่จำกัดเฉพาะในระบบนี้ และไม่เหมาะกับการติดเชื้อในระบบอื่น ๆ เช่น ทางเดินหายใจหรือทางเดินอาหาร

ไนโตรฟูแรนโทอิน เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่ม nitrofuran ซึ่งทำหน้าที่ต่อเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะ Escherichia coli ซึ่งเป็นเชื้อที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ป่วย UTI ยานี้ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 และยังคงเป็นหนึ่งในยารักษา UTI ที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบัน

ยานี้มักอยู่ในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูล รับประทานง่าย ดูดซึมได้ดี และขับออกทางไตโดยตรง ซึ่งทำให้ระดับยาในปัสสาวะสูงมากพอที่จะฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยานี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่องอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ยาไม่สามารถเข้าถึงจุดที่ต้องการออกฤทธิ์ได้


กลไกของไนโตรฟูแรนโทอิน ไม่ได้มุ่งเน้นการทำลายผนังเซลล์หรือการยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนของแบคทีเรียเหมือนกับยาปฏิชีวนะทั่วไป แต่จะทำงานผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน (multi-targeted mechanism) เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เซลล์ของแบคทีเรียจะทำให้ยาเกิดการเปลี่ยนแปลง (activation) ส่งผลให้เกิดสารอนุมูลอิสระ (reactive intermediates) ที่สามารถทำลาย:

  • DNA
  • RNA
  • โปรตีน
  • เอนไซม์จำเป็นต่อการเจริญของแบคทีเรีย

ผลที่ได้คือแบคทีเรียจะหยุดการเจริญเติบโตและตายในที่สุด นอกจากนี้ไนโตรฟูแรนโทอิน ยังสามารถออกฤทธิ์ทั้งแบบ bacteriostatic (ยับยั้งการเติบโต) และ bactericidal (ฆ่าเชื้อ) ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของยา


ยาไนโตรฟูแรนโทอินถูกใช้ในการรักษา UTI แบบไม่ซับซ้อน (uncomplicated UTI) เป็นหลัก ซึ่งหมายถึงการติดเชื้อในผู้หญิงที่มีสุขภาพดี ไม่มีความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ และไม่ได้ตั้งครรภ์

  • Cystitis (กระเพาะปัสสาวะอักเสบ)
  • UTI ระยะเริ่มต้น ที่ไม่มีอาการรุนแรง
  • UTI ซ้ำซาก ที่ตอบสนองต่อยานี้ดี
  • การป้องกัน UTI ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้หญิงที่มีอาการซ้ำหลังมีเพศสัมพันธ์

ในกรณีที่เชื้อแพร่ขึ้นไปถึงไต (Pyelonephritis) หรือเกิดการติดเชื้อในระบบอื่น ๆ ยานี้จะไม่เหมาะสม เพราะระดับยาในเลือดไม่สูงพอที่จะรักษาการติดเชื้อที่กระจายตัว


สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียแกรมลบและแกรมบวกได้บางส่วน โดยเฉพาะ:

  • Escherichia coli (E. coli): เชื้อก่อโรคหลักของ UTI
  • Staphylococcus saprophyticus
  • Enterococcus faecalis

แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อ:

  • Proteus spp.
  • Pseudomonas aeruginosa
  • Klebsiella spp. (บางสายพันธุ์)

การเลือกใช้จึงควรยึดตามผลการตรวจเพาะเชื้อ (urine culture) หากผู้ป่วยมีประวัติเชื้อดื้อยา


ชนิดการติดเชื้อขนาดยาระยะเวลา
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ100 มก. วันละ 2 ครั้ง5–7 วัน
ป้องกันการเกิดซ้ำ50–100 มก. ก่อนนอนต่อเนื่อง 6–12 เดือน

ควรรับประทานยาไนโตรฟูแรนโทอิน พร้อมอาหารเพื่อช่วยลดผลข้างเคียงทางระบบทางเดินอาหาร และเพิ่มการดูดซึมของยา


โดยทั่วไปไนโตรฟูแรนโทอิน เป็นยาที่ปลอดภัย แต่ก็มีผลข้างเคียงที่ควรระวัง ดังนี้:

ผลข้างเคียงทั่วไป:

  • คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
  • ท้องเสียเล็กน้อย

ผลข้างเคียงที่พบได้น้อยแต่ต้องระวัง:

  • ปอดอักเสบเฉียบพลัน (acute pulmonary reaction)
  • ปอดอักเสบเรื้อรัง (chronic pulmonary fibrosis) จากการใช้ติดต่อกันนาน
  • ภาวะตับอักเสบ
  • อาการปลายประสาทอักเสบ (peripheral neuropathy)
  • ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มหรือสีน้ำตาล (ไม่เป็นอันตราย)

หากมีอาการผิดปกติที่รุนแรง ควรหยุดยาและรีบพบแพทย์ทันที


  • ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่อง (CrCl < 30 mL/min)
  • ไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ช่วงใกล้คลอด
  • ไม่ควรใช้ในทารกอายุต่ำกว่า 1 เดือน
  • ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้สูงอายุ

การประเมินการทำงานของไตก่อนให้ยาเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเบาหวาน


แม้ว่ายาไนโตรฟูแรนโทอินจะใช้มานานหลายทศวรรษ แต่ระดับการดื้อยาของเชื้อ E. coli ต่อยานี้ยังคงต่ำเมื่อเทียบกับยากลุ่ม fluoroquinolones หรือ cephalosporins สาเหตุหนึ่งคือการที่ไนโตรฟูแรนโทอิน มีหลายกลไกการออกฤทธิ์พร้อมกัน ทำให้แบคทีเรียพัฒนาการดื้อยาได้ยาก

การใช้ยาอย่างถูกต้อง เช่น ใช้ตามขนาดและระยะเวลาที่กำหนด จะช่วยลดโอกาสเกิดการดื้อยา และยืดอายุการใช้งานของยาไปในอนาคต



  1. ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาเสมอ โดยเฉพาะหากมีโรคประจำตัว
  2. ตรวจการทำงานของไต หากเป็นผู้สูงอายุ
  3. ดื่มน้ำมาก ๆ ขณะรับประทานยา เพื่อขับเชื้อออกเร็วขึ้น
  4. อย่าหยุดยาเอง แม้อาการจะดีขึ้นเร็ว
  5. สังเกตอาการผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก ไอเรื้อรัง หรือชาตามมือเท้า

  • ดื่มน้ำให้มากวันละ 6–8 แก้ว
  • ปัสสาวะทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์
  • หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
  • รักษาความสะอาดอวัยวะเพศ
  • ใส่เสื้อผ้าระบายอากาศดี หลีกเลี่ยงกางเกงรัดรูป

คือยาปฏิชีวนะเฉพาะทางสำหรับรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีสุขภาพดี มีคุณสมบัติเด่นตรงที่ออกฤทธิ์เฉพาะในปัสสาวะ ดื้อยาต่ำ และปลอดภัยหากใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ ยานี้เหมาะสำหรับการใช้ในระยะสั้นหรือการป้องกันการติดเชื้อซ้ำในกลุ่มเสี่ยง

แม้ไนโตรฟูแรนโทอินจะเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีและใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไต หญิงตั้งครรภ์ใกล้คลอด และผู้สูงอายุ ซึ่งควรได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนการใช้ยาเสมอ

การใช้อย่างถูกต้องร่วมกับพฤติกรรมดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม จะช่วยลดอัตราการติดเชื้อซ้ำ และรักษาไนโตรฟูแรนโทอินให้ยังคงเป็นยาที่มีประสิทธิภาพไปอีกยาวนานในอนาคต แอดไลน์เพื่อปรึกษาเภสัชกรเพิ่มเติม