Skip to content
Home » บทความ » ตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศแล้วมีหนองไหล ต่างจากหนองในอย่างไร?

ตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศแล้วมีหนองไหล ต่างจากหนองในอย่างไร?

ตุ่ม แผล หรือก้อนที่เกิดขึ้นบริเวณอวัยวะเพศเป็นอาการที่ทำให้หลายคนกังวล โดยเฉพาะเมื่อมีของเหลว หนอง หรือสารคัดหลั่งไหลออกมาร่วมด้วย เพราะมักนึกถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างหนองในทันที อย่างไรก็ตาม อาการลักษณะนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นหนองในเสมอไป เนื่องจากโรคเริม ซิฟิลิส รูขุมขนอักเสบ ฝี การระคายเคือง หรือการติดเชื้อผิวหนังบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดตุ่มหรือแผลบริเวณอวัยวะเพศได้

คำถามว่า ตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศแล้วมีหนองไหล แตกต่างจากหนองในอย่างไร จึงต้องเริ่มจากการแยกให้ออกว่า “หนองไหลจากตุ่มหรือแผลบนผิวหนัง” กับ “สารคัดหลั่งไหลออกจากท่อปัสสาวะ” เป็นคนละลักษณะกัน หนองในมักเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบริเวณเยื่อบุ เช่น ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก คอ หรือทวารหนัก และอาการที่พบได้คือมีสารคัดหลั่งผิดปกติหรือปัสสาวะแสบขัด ขณะที่ตุ่มบนผิวหนังอาจมีสาเหตุอื่นอีกหลายอย่าง

หากพบว่า ตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศแล้วมีหนองไหล สิ่งสำคัญจึงไม่ควรรีบสรุปว่าเป็นหนองในจากลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดมีลักษณะเป็นตุ่ม ตุ่มน้ำ แผล หรือแผลที่มีของเหลว และบางโรคสามารถเกิดพร้อมกันได้ การตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์จึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมีประวัติสัมผัสทางเพศที่มีความเสี่ยง

หนองในเกิดจากแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถติดบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก และลำคอได้

อาการของหนองในขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ติดเชื้อ ในผู้ชายอาจพบสารคัดหลั่งคล้ายหนองออกจากท่อปัสสาวะ ปัสสาวะแสบขัด หรือมีอาการระคายบริเวณปลายอวัยวะเพศ ส่วนในผู้หญิงอาจมีตกขาวหรือสารคัดหลั่งผิดปกติ ปัสสาวะแสบขัด เลือดออกระหว่างรอบเดือน หรือมีอาการปวดท้องน้อยได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อบางคนอาจไม่มีอาการ โดยเฉพาะการติดเชื้อบริเวณคอหรือทวารหนัก ทำให้ไม่สามารถใช้การสังเกตจากภายนอกเพียงอย่างเดียวเพื่อยืนยันว่าไม่มีเชื้อได้

จุดสำคัญคือ “หนอง” ของหนองในมักเป็นสารคัดหลั่งจากตำแหน่งที่ติดเชื้อ เช่น ท่อปัสสาวะ มากกว่าจะเป็นหนองที่อยู่ภายในตุ่มบนผิวหนัง

หากมีตุ่ม ก้อน หรือแผลบนผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ แล้วมีของเหลวหรือหนองออกจากตุ่ม สาเหตุอาจมีได้หลายอย่าง

รูขุมขนอักเสบสามารถเกิดบริเวณที่มีขน เช่น บริเวณหัวหน่าวหรือโคนอวัยวะเพศ โดยเฉพาะหลังการโกน ถอน หรือเสียดสีกับเสื้อผ้า

ลักษณะที่พบได้คือมีตุ่มแดงขนาดเล็ก คล้ายสิว อาจมีหัวหนองตรงกลาง และบางครั้งรู้สึกเจ็บหรือคัน

หากตุ่มอยู่ตรงบริเวณที่มีขนและมีลักษณะคล้ายสิวหลายเม็ด อาจต้องพิจารณาปัญหาที่ผิวหนังก่อน ไม่ควรเหมารวมว่าเป็นหนองใน

ฝีมักเป็นก้อนบวม แดง ร้อน และเจ็บ เมื่อการอักเสบรุนแรงขึ้นอาจมีหนองสะสมภายในและแตกออกมาได้

ลักษณะนี้แตกต่างจากหนองในตรงที่หนองเกิดจากก้อนติดเชื้อบนผิวหนัง ไม่ใช่สารคัดหลั่งที่ไหลออกจากท่อปัสสาวะโดยตรง

หากก้อนมีขนาดใหญ่ ปวดมาก แดงลาม หรือมีไข้ ควรพบแพทย์ เพราะบางกรณีอาจต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติมหรือระบายหนองโดยบุคลากรทางการแพทย์

เริมเกิดจากเชื้อไวรัส Herpes simplex virus หรือ HSV โดยสามารถทำให้เกิดตุ่มน้ำเล็ก ๆ หลายตุ่มรวมกัน ก่อนแตกเป็นแผลที่เจ็บได้

WHO ระบุว่าเริมบริเวณอวัยวะเพศสามารถแสดงเป็นตุ่ม ตุ่มน้ำ หรือแผล และแผลมักมีอาการเจ็บ บางคนอาจมีอาการแสบ คัน หรือรู้สึกยิบ ๆ ก่อนตุ่มจะขึ้น

ตุ่มน้ำเมื่อแตกอาจมีของเหลวไหลออกมา จึงอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็น “ตุ่มหนอง” ได้

ซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีลักษณะต่างจากหนองใน โดยระยะแรกมักเกิดแผลบริเวณที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย เช่น อวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปาก

แผลระยะแรกของซิฟิลิสมักมีลักษณะเป็นแผลเดี่ยว ขอบค่อนข้างชัด และมักไม่เจ็บ จึงมีโอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะไม่สังเกตเห็น

ที่สำคัญ แผลซิฟิลิสสามารถหายไปเองได้แม้ไม่ได้รับการรักษา แต่ไม่ได้หมายความว่าเชื้อหายไป เพราะโรคสามารถดำเนินเข้าสู่ระยะต่อไปได้

การเสียดสี การโกนขน การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ระคายเคือง หรือการเกาบริเวณอวัยวะเพศอาจทำให้ผิวหนังเกิดแผลหรืออักเสบได้

หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน แผลดังกล่าวอาจมีของเหลวหรือหนองตามมาได้

ดังนั้นจึงไม่ควรตัดสินจากคำว่า “มีหนอง” เพียงอย่างเดียว

ความแตกต่างที่ช่วยให้เข้าใจง่ายคือ “ตำแหน่งที่หนองออกมา”

สารคัดหลั่งมักออกจากรูเปิดของท่อปัสสาวะหรือบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ที่มีการติดเชื้อ โดยอาจมีปัสสาวะแสบขัด ปวดหรือระคายบริเวณท่อปัสสาวะร่วมด้วย

ในผู้หญิง อาการอาจไม่ชัดเจนและบางคนไม่มีอาการ ทำให้ต้องอาศัยการตรวจเพื่อยืนยัน

มักเห็นก้อนหรือตุ่มบนผิวหนังอย่างชัดเจน มีอาการบวม แดง หรือเจ็บ และหนองจะออกจากบริเวณก้อนหรือแผล

ตัวอย่างเช่น ตุ่มแดงที่หัวหนองแตกแล้วมีของเหลวขุ่นออกมา ลักษณะนี้อาจสอดคล้องกับการติดเชื้อของผิวหนังมากกว่า

อย่างไรก็ตาม การแยกจากอาการภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถวินิจฉัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้แน่นอน

เริมมักมีลักษณะเด่นคือ “ตุ่มน้ำหรือแผลที่เจ็บ”

ในช่วงเริ่มต้นบางคนอาจรู้สึกคัน แสบ หรือเหมือนมีเข็มทิ่มบริเวณผิวหนังก่อน จากนั้นจึงมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ เกิดขึ้นเป็นกลุ่ม

เมื่อตุ่มแตกจะกลายเป็นแผลตื้น ๆ และอาจมีของเหลวซึมออกมา ก่อนที่จะค่อย ๆ แห้งและหาย

WHO ระบุว่าอาการของเริมอาจเกิดซ้ำได้ และผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยจนไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ

ดังนั้น หากมีตุ่มหรือแผลที่เจ็บและกลับมาเป็นซ้ำบริเวณเดิม ควรให้แพทย์พิจารณาเริมด้วย

ซิฟิลิสระยะแรกมีลักษณะที่แตกต่างออกไป เพราะแผลมักไม่เจ็บ

แผลอาจอยู่บริเวณอวัยวะเพศ ปาก ทวารหนัก หรือบริเวณอื่นที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย และบางครั้งอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ยาก

เมื่อแผลหายไป ผู้ติดเชื้ออาจเข้าใจว่าปัญหาจบแล้ว แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษา โรคสามารถเข้าสู่ระยะอื่นและทำให้เกิดผื่นหรืออาการอื่นตามมาได้

ดังนั้น หากมีแผลที่อวัยวะเพศหลังมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง ควรตรวจซิฟิลิสร่วมด้วยตามคำแนะนำของแพทย์

ตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศแล้วมีหนองไหล อาจเกิดขึ้นพร้อมกับการติดหนองในได้ แต่ลักษณะของตุ่มไม่ได้เป็นอาการจำเพาะของหนองใน

กล่าวอีกแบบคือ คนหนึ่งคนสามารถมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากกว่าหนึ่งชนิดพร้อมกันได้ หรืออาจมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หนึ่งชนิดร่วมกับปัญหาผิวหนังอีกชนิดหนึ่ง

ตัวอย่างเช่น คนที่มีหนองในอาจมีรูขุมขนอักเสบจากการโกนขนไปพร้อมกัน หรือคนที่มีเริมก็อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียที่แผลจนมีหนองเพิ่มขึ้นได้

เพราะฉะนั้น การเห็นตุ่มเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะบอกว่าเป็นหนองในหรือไม่

ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษหากมีสารคัดหลั่งไหลจากรูเปิดของท่อปัสสาวะ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการร่วม เช่น

  • ปัสสาวะแสบหรือขัด
  • ปัสสาวะบ่อยหรือรู้สึกระคายท่อปัสสาวะ
  • มีสารคัดหลั่งสีขาว เหลือง หรือเขียว
  • ปลายอวัยวะเพศระคายหรือบวม
  • มีอาการหลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน
  • คู่มีประวัติได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

WHO ระบุว่าอาการที่พบได้จากหนองในและคลามัยเดีย ได้แก่ สารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศและอาการแสบขณะปัสสาวะ ขณะที่การติดเชื้อบริเวณคอและทวารหนักอาจไม่มีอาการ

ดังนั้น หากของเหลวออกจาก “รูเปิด” มากกว่าจาก “ตุ่มบนผิวหนัง” ควรให้แพทย์ประเมินเรื่องการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ยังไม่สามารถตัดหนองในออกได้

เหตุผลคือหนองในไม่ได้มีอาการเหมือนกันทุกคน และบางคนไม่มีอาการเลย โดยเฉพาะผู้หญิงหรือผู้ที่มีการติดเชื้อบริเวณคอและทวารหนัก

ในทางกลับกัน หากมีตุ่มหนองบนผิวหนังแต่ไม่มีอาการอื่นเลย ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่

จึงควรประเมินทั้งลักษณะของตุ่ม ประวัติการสัมผัสทางเพศ และอาการอื่นร่วมกัน

แพทย์อาจเลือกตรวจแตกต่างกันตามลักษณะของรอยโรค

หากสงสัยการติดเชื้อบริเวณท่อปัสสาวะ อาจมีการตรวจปัสสาวะหรือเก็บตัวอย่างจากบริเวณที่มีสารคัดหลั่งเพื่อหาหนองในและคลามัยเดีย

หากมีประวัติออรัลเซ็กซ์หรือเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก อาจต้องพิจารณาตรวจบริเวณคอหรือทวารหนักตามตำแหน่งที่สัมผัส

หากมีตุ่มน้ำหรือแผล แพทย์อาจเก็บตัวอย่างจากรอยโรคเพื่อตรวจหา HSV โดยเฉพาะเมื่อรอยโรคยังสดและมีของเหลวอยู่

หากมีแผลบริเวณอวัยวะเพศหรือมีประวัติเสี่ยง แพทย์อาจแนะนำการตรวจเลือดเพื่อหาซิฟิลิส

CDC ระบุว่าการวินิจฉัยโรคที่ทำให้เกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศจากการดูหรือซักประวัติเพียงอย่างเดียวอาจคลาดเคลื่อนได้ จึงควรได้รับการประเมินและตรวจที่เหมาะสม

การบีบตุ่มบริเวณอวัยวะเพศอาจทำให้เกิดปัญหาได้หลายอย่าง

อย่างแรกคือทำให้ผิวหนังฉีกและเกิดแผลเพิ่มขึ้น อย่างที่สองคือเพิ่มโอกาสที่เชื้อจากมือหรือผิวหนังจะเข้าไปในแผล และอย่างที่สามคือหากตุ่มนั้นไม่ใช่สิวหรือฝีธรรมดา การบีบอาจทำให้รอยโรคอักเสบและตรวจวินิจฉัยได้ยากขึ้น

หากเป็นก้อนที่มีหนองจำนวนมาก ปวดมาก หรือมีอาการบวมแดง ควรให้แพทย์ประเมินว่าจำเป็นต้องระบายหนองหรือรักษาด้วยวิธีใด

ไม่ควรใช้เข็มเจาะเองหรือทายาปฏิชีวนะหลายชนิดสลับกันโดยไม่มีคำแนะนำ

ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองเพียงเพราะเห็นว่ามีหนอง

สาเหตุสำคัญคือ “หนอง” ไม่ได้แปลว่าเกิดจากเชื้อชนิดเดียว และยาปฏิชีวนะบางชนิดไม่สามารถรักษาไวรัสอย่างเริมได้

นอกจากนี้ เชื้อหนองในมีปัญหาการดื้อยามากขึ้นทั่วโลก การใช้ยาไม่ตรงกับเชื้อหรือใช้ยาไม่เหมาะสมอาจทำให้การรักษามีปัญหามากขึ้น

หากแพทย์สงสัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตรวจเพื่อหาสาเหตุจะช่วยให้เลือกวิธีรักษาได้ตรงจุดมากกว่า

ควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะทราบสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อมีแผล ตุ่มน้ำ หนอง หรือสารคัดหลั่งผิดปกติ

เหตุผลไม่ได้มีเพียงเรื่องหนองใน แต่โรคอย่างเริมและซิฟิลิสก็สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสทางเพศได้เช่นกัน

หากมีแผลเปิด การมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้แผลระคายเคืองหรือเจ็บมากขึ้น และหากเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็อาจเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อให้คู่ได้

การใช้ถุงยางช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด แต่ไม่สามารถป้องกันโรคที่แพร่ผ่านผิวหนังบริเวณที่ถุงยางไม่ได้คลุมได้ทั้งหมด เช่น เริมและซิฟิลิสบางตำแหน่ง

ควรพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้

  • มีตุ่มหรือแผลใหม่ที่อวัยวะเพศ
  • ตุ่มมีหนองหรือของเหลวไหล
  • มีแผลที่เจ็บมาก
  • มีตุ่มน้ำหลายตุ่ม
  • มีแผลที่ไม่เจ็บแต่ไม่ทราบสาเหตุ
  • มีหนองออกจากท่อปัสสาวะ
  • ปัสสาวะแสบขัด
  • มีไข้หรือรู้สึกไม่สบายร่วมด้วย
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบบวม
  • มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันก่อนเริ่มมีอาการ
  • คู่มีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

หากมีอาการปวดมาก บวมแดงอย่างรวดเร็ว มีไข้สูง หรือมีอาการป่วยทั่วร่างกาย ควรเข้ารับการประเมินโดยเร็ว

เพราะอาจทำให้เกิดแผลและการอักเสบเพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะยาที่มีสเตียรอยด์หรือยาปฏิชีวนะ เพราะอาจทำให้อาการเปลี่ยนแปลงและทำให้วินิจฉัยสาเหตุได้ยากขึ้น

การใช้สบู่แรง น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมบริเวณอวัยวะเพศอาจทำให้ผิวระคายเคืองมากกว่าเดิม

เพื่อลดการระคายเคืองของแผลและลดโอกาสแพร่โรค หากสาเหตุเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคบางชนิด เช่น ซิฟิลิส สามารถทำให้แผลหายเองในระยะแรก แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกายและสามารถดำเนินโรคต่อได้

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น สามารถเปรียบเทียบลักษณะโดยทั่วไปได้ดังนี้

หนองใน

มักเด่นเรื่องสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะ ปัสสาวะแสบขัด หรือการติดเชื้อบริเวณคอและทวารหนักที่อาจไม่มีอาการ ไม่ใช่โรคที่โดยทั่วไปขึ้นเป็น “ตุ่มหนอง” บนผิวหนัง

เริม

มักมีตุ่มน้ำหรือแผลที่เจ็บ อาจเป็นหลายตุ่มรวมกัน และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้

ซิฟิลิส

ระยะแรกมักมีแผลที่ไม่เจ็บ และแผลอาจหายไปเองแม้ไม่ได้รักษา แต่เชื้อยังคงอยู่

ฝีหรือรูขุมขนอักเสบ

มักเป็นก้อนหรือตุ่มแดงบนผิวหนัง อาจมีหัวหนอง เจ็บ และสัมพันธ์กับรูขุมขนหรือการติดเชื้อของผิวหนัง

อย่างไรก็ตาม ลักษณะเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค

หากมีตุ่มหรือแผลหลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน อาจต้องพิจารณาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดตามความเสี่ยง เช่น

  • หนองใน
  • คลามัยเดีย
  • ซิฟิลิส
  • HIV
  • เริมในกรณีที่มีตุ่มหรือแผลเข้าได้กับโรค
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นตามประวัติการสัมผัส

ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องตรวจทุกโรคเหมือนกัน แพทย์จะประเมินจากลักษณะอาการ ประวัติการสัมผัส และตำแหน่งที่สัมผัส

หากมีออรัลเซ็กซ์ ควรแจ้งแพทย์ เพราะการตรวจอาจต้องพิจารณาตำแหน่งคอเพิ่มเติม ไม่ใช่ตรวจปัสสาวะอย่างเดียว

การป้องกันที่สำคัญคือใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอเมื่อมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับบริเวณที่มีตุ่ม แผล หรือสารคัดหลั่งผิดปกติ

การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นระยะก็มีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง เพราะโรคบางชนิดไม่มีอาการ

หากมีคู่นอนใหม่ ควรพูดคุยเรื่องการตรวจ STI และการป้องกันอย่างตรงไปตรงมา เพราะการไม่มีอาการไม่ได้หมายความว่าไม่มีเชื้อ

สำหรับผู้ที่เคยเป็นหนองในหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันการติดซ้ำ และหากได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาและคู่นอนอย่างครบถ้วน

ตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศแล้วมีหนองไหล ไม่ได้แปลว่าเป็นหนองในโดยอัตโนมัติ เพราะอาการดังกล่าวสามารถเกิดจากรูขุมขนอักเสบ ฝี เริม การติดเชื้อผิวหนัง หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นได้

สิ่งที่ช่วยแยกเบื้องต้นคือดูว่า “หนองหรือของเหลวออกมาจากไหน” หากเป็นหนองจากก้อนหรือตุ่มบนผิวหนัง อาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อของผิวหนัง แต่ถ้าเป็นสารคัดหลั่งที่ออกจากรูเปิดของท่อปัสสาวะ โดยเฉพาะร่วมกับปัสสาวะแสบขัด ก็ควรตรวจหาหนองในและคลามัยเดีย

ในกรณีที่เป็นตุ่มน้ำ แผลเจ็บ หรือแผลที่ไม่เจ็บ ควรพิจารณาโรคอย่างเริมและซิฟิลิสร่วมด้วย เพราะโรคเหล่านี้มีรูปแบบการรักษาและการตรวจที่แตกต่างกัน

สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าวินิจฉัยจากรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง หากมีตุ่ม แผล หนอง หรือสารคัดหลั่งผิดปกติหลังมีเพศสัมพันธ์ ควรพบแพทย์หรือคลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพื่อหาสาเหตุให้แน่ชัด

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ