Skip to content
Home » บทความ » โรคริดสีดวง ภัยร้ายหรือไม่

โรคริดสีดวง ภัยร้ายหรือไม่

โรคริดสีดวง เป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยมากในประชากรทั่วไป โดยเฉพาะในวัยทำงานและผู้สูงอายุ โรคริดสีดวง เกิดจากการที่หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักและทวารเบ่งมีการโป่งพองหรือบวมขึ้น อันเนื่องมาจากความดันภายในเส้นเลือดเพิ่มขึ้นหรือการไหลเวียนของเลือดผิดปกติ จนทำให้เกิดอาการเจ็บปวด คัน เลือดออก หรือมีก้อนโผล่ออกมาบริเวณทวารหนัก ปัญหานี้แม้จะไม่ถึงขั้นอันตรายถึงชีวิต แต่สามารถสร้างความไม่สบายตัว ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต และบางครั้งทำให้ผู้ป่วยเกิดความเครียดและความกังวลได้

โรคริดสีดวง ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่สามารถพัฒนาเป็นเรื้อรังหากไม่รีบรักษา และอาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น การติดเชื้อ การเสียเลือด หรือเกิดลิ่มเลือดอุดตันภายในก้อนริดสีดวง การละเลยโรคริดสีดวงจึงอาจทำให้ภาวะเล็ก ๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่รักษายากขึ้น

ในเชิงสังคม โรคริดสีดวง เป็นโรคที่หลายคนมักอาย ไม่กล้าพูดหรือไปพบแพทย์ ทำให้มีความเชื่อผิด ๆ ว่าเป็นโรคที่เกิดจากการนั่งนาน กินเผ็ด หรือการถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลาเท่านั้น ความจริงแล้ว โรคริดสีดวง มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง เช่น พันธุกรรม พฤติกรรมการกินอาหารที่มีกากใยน้อย การดื่มน้ำน้อย การท้องผูกเรื้อรัง หรือการยกของหนัก ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นตัวกระตุ้นให้เส้นเลือดดำในบริเวณทวารหนักเกิดความผิดปกติ


โรคริดสีดวง คืออะไร

โรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) คือ ภาวะที่เส้นเลือดดำบริเวณทวารหนักและช่องทวารโป่งพองจนเกิดเป็นก้อนนูนหรือบวม อาจอยู่ภายในทวารหนัก (Internal Hemorrhoids) หรือภายนอก (External Hemorrhoids) ทำให้ผู้ป่วยมีอาการที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ไม่มีอาการเลย ไปจนถึงปวดมาก เลือดออก หรือก้อนยื่นออกมานอกทวาร

โดยปกติแล้วบริเวณทวารหนักจะมีเส้นเลือดและเนื้อเยื่อรองรับเพื่อช่วยควบคุมการขับถ่าย หากเส้นเลือดเหล่านี้เกิดความดันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น จากการเบ่งถ่ายอุจจาระบ่อย การท้องผูก หรือการนั่งนาน จะทำให้เส้นเลือดโป่งพองและอักเสบ จนกลายเป็นโรคริดสีดวง


สาเหตุของโรคริดสีดวง

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคริดสีดวงมีหลายประการ และส่วนใหญ่มักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ได้แก่

  1. ท้องผูกเรื้อรัง – ต้องเบ่งถ่ายแรง ๆ ทำให้เส้นเลือดดำบริเวณทวารหนักเกิดแรงดันสูง
  2. การนั่งถ่ายนาน – โดยเฉพาะการนั่งเล่นมือถือหรืออ่านหนังสือในห้องน้ำเป็นเวลานาน ทำให้ความดันในหลอดเลือดดำเพิ่ม
  3. การยกของหนัก – สร้างแรงดันในช่องท้อง ทำให้เส้นเลือดโป่งพอง
  4. การตั้งครรภ์ – มดลูกที่โตขึ้นกดทับเส้นเลือดดำ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก
  5. กรรมพันธุ์ – หากครอบครัวมีประวัติการเป็นโรคริดสีดวง ก็มีโอกาสสูงขึ้น
  6. อายุที่มากขึ้น – เนื้อเยื่อรองรับหลอดเลือดเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดโรคง่ายขึ้น
  7. พฤติกรรมการกินอาหาร – การกินอาหารที่มีกากใยน้อย ดื่มน้ำน้อย ดื่มแอลกอฮอล์ หรือกินเผ็ดจัดบ่อย ๆ อาจเป็นตัวกระตุ้น

ประเภทของโรคริดสีดวง

โรคริดสีดวงสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

  1. ริดสีดวงภายใน (Internal Hemorrhoids)
    • อยู่ในโพรงทวารหนัก ไม่สามารถเห็นหรือคลำได้
    • มักแสดงอาการเลือดออกทางทวารหนัก โดยไม่มีอาการเจ็บปวด
    • หากก้อนโตมากขึ้น อาจโผล่ออกมานอกทวาร (Prolapse)
  2. ริดสีดวงภายนอก (External Hemorrhoids)
    • เกิดที่ขอบทวารหนัก สามารถคลำได้เป็นก้อน
    • มักทำให้เกิดอาการปวด เจ็บ คัน หรือระคายเคือง
    • หากมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นในก้อน (Thrombosed Hemorrhoid) จะปวดรุนแรงมาก

ระยะของโรคริดสีดวงภายใน

โรคริดสีดวงภายในสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ตามความรุนแรงของก้อนที่ยื่นออกมา

  1. ระยะที่ 1 – มีการโป่งพองอยู่ภายในทวาร ไม่โผล่ออกมา แต่มีเลือดออกขณะถ่าย
  2. ระยะที่ 2 – ก้อนโผล่ออกมาขณะเบ่ง แต่หดกลับเข้าไปได้เอง
  3. ระยะที่ 3 – ก้อนโผล่ออกมา และไม่หดกลับ ต้องใช้มือดันกลับ
  4. ระยะที่ 4 – ก้อนโผล่ออกมาและไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้ อาจเกิดการอักเสบ ติดเชื้อ หรือเจ็บปวดรุนแรง

อาการของโรคริดสีดวง

อาการของโรคริดสีดวงแตกต่างกันไปตามชนิดและความรุนแรง แต่โดยทั่วไป ได้แก่

  • เลือดสดออกขณะถ่ายอุจจาระ มักออกปนมากับอุจจาระหรือหยดเป็นสาย
  • มีก้อนโผล่หรือบวมบริเวณทวารหนัก
  • รู้สึกเจ็บหรือปวดขณะนั่งหรือถ่ายอุจจาระ
  • คันหรือระคายเคืองรอบทวารหนัก
  • ในกรณีรุนแรง อาจมีอาการซีด อ่อนเพลีย จากการเสียเลือดเรื้อรัง

การวินิจฉัยโรคริดสีดวง

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคริดสีดวงได้จาก

  1. การซักประวัติ – อาการ เลือดออก ขนาดก้อน พฤติกรรมการขับถ่าย
  2. การตรวจร่างกาย – ตรวจทวารหนักด้วยนิ้ว (Digital rectal examination)
  3. การส่องกล้องทวารหนัก (Anoscopy / Proctoscopy) – เพื่อดูตำแหน่งและความรุนแรงของริดสีดวง
  4. การตรวจแยกโรค – เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ รอยแยกทวารหนัก (Anal fissure) หรือโรคโพลิป

การรักษาโรคริดสีดวง

แนวทางการรักษาโรคริดสีดวงขึ้นอยู่กับระยะและความรุนแรงของโรค โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้

1. การรักษาด้วยตนเอง (Conservative treatment)

  • ปรับอาหาร กินผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูง
  • ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1.5–2 ลิตร
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการนั่งถ่ายนาน
  • นั่งแช่น้ำอุ่น (Sitz bath) วันละ 10–15 นาที เพื่อลดอาการเจ็บ

2. การใช้ยา

  • ยารับประทาน เช่น ยาระบายอ่อน ๆ, ยาลดอักเสบ
  • ยาทา/ยาเหน็บทวารหนัก เช่น ยาที่มีสารต้านการอักเสบ ยาชาเฉพาะที่ หรือยาลดบวม

3. การรักษาด้วยหัตถการ

  • การฉีดยา (Sclerotherapy) ทำให้หลอดเลือดฝ่อและยุบตัว
  • การรัดยาง (Rubber band ligation) ใช้ยางรัดโคนก้อนริดสีดวงให้ขาดเลือด
  • การใช้เลเซอร์หรือความร้อน (Infrared coagulation) เพื่อทำให้ก้อนริดสีดวงยุบลง

4. การผ่าตัด (Surgery)

ใช้ในกรณีริดสีดวงระยะ 3–4 หรือเมื่อการรักษาอื่นไม่ได้ผล เช่น

  • Hemorrhoidectomy การผ่าตัดเอาก้อนริดสีดวงออก
  • Stapled hemorrhoidopexy การใช้เครื่องเย็บดึงก้อนริดสีดวงกลับเข้าไป

การป้องกันโรคริดสีดวง

แม้โรคริดสีดวงจะพบได้บ่อย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยพฤติกรรมที่เหมาะสม เช่น

  1. กินอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช
  2. ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ
  3. ไม่กลั้นอุจจาระ
  4. หลีกเลี่ยงการเบ่งแรง
  5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  6. ไม่ใช้เวลานั่งถ่ายในห้องน้ำนานเกินไป

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคริดสีดวง

  • กินเผ็ดทำให้เป็นริดสีดวง? – ความจริงแล้วอาหารเผ็ดไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่ทำให้ลำไส้ระคายเคืองและท้องผูกง่ายขึ้น
  • โรคริดสีดวงกลายเป็นมะเร็งได้หรือไม่? – ไม่ใช่ แต่โรคบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาจมีอาการคล้ายกัน จึงควรตรวจเพื่อแยกโรค
  • โรคริดสีดวงหายเองได้หรือไม่? – หากอยู่ในระยะเริ่มต้นและปรับพฤติกรรม อาจยุบได้ แต่หากปล่อยไว้อาจเรื้อรัง

สรุป

โรคริดสีดวง ไม่ถือว่าเป็นภัยร้ายแรงถึงชีวิต แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะสามารถสร้างความเจ็บปวด ความไม่สบายตัว และรบกวนคุณภาพชีวิตได้ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น

  • เลือดออกมากจนเกิดภาวะโลหิตจาง
  • การติดเชื้อบริเวณทวารหนัก
  • การเกิดลิ่มเลือดอุดตันในก้อนริดสีดวง (Thrombosed hemorrhoid) ซึ่งทำให้ปวดรุนแรง
  • ก้อนริดสีดวงโตจนยื่นออกมา ทำให้ควบคุมการขับถ่ายได้ยาก

ดังนั้น โรคริดสีดวงไม่ใช่ภัยร้าย แต่เป็นโรคที่ควรใส่ใจ หากพบอาการเลือดออกบ่อย ๆ หรือมีก้อนโผล่ ควรรีบปรับพฤติกรรม และหากไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยป้องกันไม่ให้โรคเรื้อรังหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายตามมาได้ครับ

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การป้องกัน โดยการกินอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกาย และไม่เบ่งแรง การทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคริดสีดวง จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองได้ ลดความอาย และกล้าไปพบแพทย์เพื่อรักษาอย่างเหมาะสม

ต้องการศึกษา แนวทางการรักษาริดสีดวง ที่เหมาะสมสามารถกดตามลิงค์ได้เลยค่ะ

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ