Skip to content
Home » บทความ » Ciprofloxacin ใช้รักษาหนองในได้อยู่หรือไม่

Ciprofloxacin ใช้รักษาหนองในได้อยู่หรือไม่

คำถามเรื่องการใช้ ciprofloxacin รักษา หนองใน เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกค้นหามากที่สุด เนื่องจากในอดีตยานี้เคยถูกใช้รักษาโรค หนองใน อย่างแพร่หลาย แต่ในปัจจุบันแนวทางการรักษาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียด ตั้งแต่ประวัติการใช้ ciprofloxacin กลไกยา เหตุผลที่เลิกใช้ ผลเสียของการใช้ผิดวิธี ไปจนถึงแนวทางรักษาที่ถูกต้องตาม Guideline ล่าสุด


👉 หนองในคืออะไร

หนองใน (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งเป็นเชื้อที่มีความสามารถในการดื้อยาสูงมาก เชื้อนี้สามารถติดเชื้อได้หลายตำแหน่ง เช่น
ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ช่องคลอด ทวารหนัก คอหอย และดวงตา

หนองในเป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาว และสามารถแพร่กระจายได้ง่ายหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง


👉 Ciprofloxacin คือยาอะไร

Ciprofloxacin เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่ม Fluoroquinolones ออกฤทธิ์โดยยับยั้งเอนไซม์ DNA gyrase และ topoisomerase IV ของแบคทีเรีย ทำให้เชื้อไม่สามารถแบ่งตัวและตายในที่สุด

ในอดีต ciprofloxacin ถูกใช้รักษาโรคติดเชื้อหลายชนิด เช่น
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ท้องเสียจากแบคทีเรีย ไข้ไทฟอยด์ และ หนองใน


👉 Ciprofloxacin เคยใช้รักษาหนองในหรือไม่

คำตอบคือ เคยใช้ และเคยเป็นยาหลักด้วย

ในช่วงปี พ.ศ. 2530–2543 ciprofloxacin ถือเป็นยามาตรฐานสำหรับรักษาหนองใน เนื่องจาก

  • ออกฤทธิ์แรง
  • กินง่าย
  • ราคาถูก
  • รักษาหายได้ดีในขณะนั้น

แต่ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ การดื้อยา


1. เชื้อหนองในดื้อยาอย่างรุนแรง

เชื้อ Neisseria gonorrhoeae เป็นเชื้อที่มีการกลายพันธุ์เร็วมาก เมื่อมีการใช้ ciprofloxacin อย่างแพร่หลาย เชื้อเริ่มพัฒนากลไกดื้อยา เช่น

  • เปลี่ยนโครงสร้าง DNA gyrase
  • ลดการดูดซึมยาเข้าสู่เซลล์
  • ขับยาออกจากเซลล์เร็วขึ้น

ผลคือยาไม่สามารถฆ่าเชื้อได้อีกต่อไป


2. อัตราดื้อยาสูงทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

ข้อมูลจาก WHO และ CDC พบว่า

  • อัตราดื้อ ciprofloxacin ในหนองใน มากกว่า 50–90% ในหลายประเทศ
  • ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย พบการดื้อยาสูงมาก

ดังนั้นจึง ไม่ปลอดภัย ที่จะใช้ ciprofloxacin เป็นยารักษาหนองในอีกต่อไป


3. Guideline ยกเลิกการใช้ชัดเจน

แนวทางรักษาหนองในจากองค์กรหลัก เช่น

  • CDC (สหรัฐอเมริกา)
  • WHO (องค์การอนามัยโลก)
  • แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของประเทศไทย

Ciprofloxacin ใช้รักษาหนองในได้อยู่หรือไม่?
คำตอบคือ ไม่ได้ และไม่ควรใช้

การใช้ ciprofloxacin รักษาหนองในในปัจจุบันถือว่า

  • ผิดแนวทางการรักษา
  • เสี่ยงเชื้อไม่ตาย
  • เพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา
  • ทำให้โรคเรื้อรังและเกิดภาวะแทรกซ้อน

ผลเสียของการใช้ Ciprofloxacin รักษาหนองในผิดวิธี

1. อาการดีขึ้นชั่วคราว แต่เชื้อไม่หาย

ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกว่า

  • หนองลดลง
  • ปัสสาวะแสบขัดน้อยลง

แต่เชื้อยังคงอยู่ และกลับมาเป็นซ้ำในภายหลัง


2. หนองในกลายเป็นเรื้อรัง

เชื้อที่ไม่ถูกกำจัดหมดจะทำให้

  • โรคเป็นเรื้อรัง
  • รักษายากขึ้น
  • ต้องใช้ยาที่แรงขึ้นในอนาคต

3. เพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน

ในผู้ชาย

  • อัณฑะอักเสบ
  • ท่อปัสสาวะตีบ
  • ภาวะมีบุตรยาก

ในผู้หญิง

  • มดลูกอักเสบ
  • ปีกมดลูกอักเสบ
  • อุ้งเชิงกรานอักเสบ
  • ตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • เป็นหมันถาวร

4. เพิ่มการแพร่กระจายเชื้อในชุมชน

ผู้ป่วยที่คิดว่าตนเองหายแล้ว มักกลับไปมีเพศสัมพันธ์ และแพร่เชื้อให้ผู้อื่นต่อไป


⚠️ หนองในกับปัญหาเชื้อดื้อยา (Super Gonorrhea)

ปัจจุบันทั่วโลกกังวลกับภาวะที่เรียกว่า
“Super Gonorrhea”
คือหนองในที่ดื้อยาหลายชนิดพร้อมกัน ซึ่งเกิดจากการใช้ยาผิดวิธี เช่น

  • ใช้ ciprofloxacin
  • ใช้ amoxicillin
  • ซื้อยากินเอง

แนวทางรักษาหนองในที่ถูกต้องในปัจจุบัน

ยาหลักตาม Guideline

  • Ceftriaxone ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เพียง 1 ครั้ง

กรณีสงสัยติดเชื้อร่วม

แพทย์อาจให้ยารักษาหนองในเทียมร่วมด้วย

การฉีดยาอาจดูยุ่งยาก แต่เป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด


ทำไมต้องใช้ Ceftriaxone แทน Ciprofloxacin

  • เชื้อดื้อยาน้อยกว่า
  • ออกฤทธิ์แรง
  • ลดโอกาสกลับเป็นซ้ำ
  • เป็นมาตรฐานสากล

หนองในหายกี่วัน เมื่อรักษาถูกต้อง

  • เริ่มดีขึ้นภายใน 2–3 วัน
  • อาการหายเกือบหมดใน 5–7 วัน
  • หายขาดได้หากไม่มีการติดเชื้อซ้ำ

🔴 สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

  • ห้ามซื้อ ciprofloxacin มากินเอง
  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะเหลือจากครั้งก่อน
  • ห้ามหยุดยาเอง
  • ห้ามมีเพศสัมพันธ์ระหว่างรักษา

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Ciprofloxacin และหนองใน

หลายคนยังเชื่อว่า
“เคยกินแล้วหาย ทำไมตอนนี้ใช้ไม่ได้”

คำตอบคือ
เชื้อเปลี่ยนไป แต่ความเชื่อยังอยู่


การป้องกันหนองในที่ดีที่สุด

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
  • ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ
  • รักษาพร้อมคู่นอน
  • ไม่ใช้ยาด้วยตนเอง

🔑 สรุป: Ciprofloxacin ใช้รักษาหนองในได้อยู่หรือไม่

  • ❌ ไม่สามารถใช้รักษาหนองในได้อีกต่อไป
  • ❌ เสี่ยงเชื้อดื้อยาและภาวะแทรกซ้อน
  • ✔ การรักษาที่ถูกต้องคือการฉีด Ceftriaxone หรือปรึกษาเภสัชกรเพื่อรับยากินหากไม่สะดวกไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล
  • ✔ รักษาเร็ว = หายขาด ไม่เป็นหมัน

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ