Skip to content
Home » บทความ » หนองในทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือมีบุตรยากจริงไหม?

หนองในทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือมีบุตรยากจริงไหม?

คำถามว่า หนองในทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือไม่ ต้องแยกให้ออกระหว่าง “การมีปัญหาทางเพศชั่วคราวจากการติดเชื้อ” กับ “ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศโดยตรง” เพราะปัจจุบันข้อมูลทางการแพทย์สนับสนุนอย่างชัดเจนว่าหนองในที่ไม่ได้รักษาสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การอักเสบของท่อนำอสุจิหรือบริเวณอัณฑะ และอาจเกี่ยวข้องกับภาวะมีบุตรยาก ขณะที่การระบุว่าหนองในเป็นสาเหตุโดยตรงของภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในทุกคนยังไม่ถูกต้อง

อีกประเด็นที่ควรรู้คือ หนองในทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ไม่ใช่คำตอบที่ควรใช้แทนคำว่า “มีบุตรยาก” เพราะสองภาวะนี้แตกต่างกัน คนหนึ่งคนอาจมีปัญหาการแข็งตัวแต่ยังมีอสุจิและสามารถมีบุตรได้ ขณะเดียวกันคนที่มีภาวะมีบุตรยากก็อาจยังแข็งตัวและมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ ดังนั้นหากสงสัยว่าตัวเองได้รับผลกระทบจากหนองใน ควรประเมินอาการและระบบสืบพันธุ์ให้ตรงจุด

เชื้อหนองในสามารถติดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ทวารหนัก และลำคอ การติดเชื้อบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์อาจทำให้เกิดการอักเสบของท่อปัสสาวะ ในผู้ชายเชื้อสามารถเกี่ยวข้องกับการอักเสบของหลอดเก็บอสุจิหรือ epididymis ส่วนในผู้หญิงเชื้ออาจลุกลามขึ้นไปยังอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบนและนำไปสู่ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ หรือ PID

WHO ระบุว่าหนองในที่ไม่ได้รับการรักษาสามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนด้านอนามัยทางเพศและการสืบพันธุ์ รวมถึงภาวะมีบุตรยากได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง (WHO)

ดังนั้นความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากตัวเชื้อเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ “การอักเสบและความเสียหายที่ตามมา” โดยเฉพาะเมื่อการติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาหรือการรักษาล่าช้า

มีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะกรณีที่การติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาและเกิดภาวะแทรกซ้อนบริเวณระบบสืบพันธุ์

CDC ระบุว่าหนองในในผู้ชายสามารถทำให้เกิดการอักเสบที่ท่อบริเวณอัณฑะ หรือ epididymitis และในบางกรณีภาวะดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะมีบุตรยากได้ (CDC)

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายที่เป็นหนองในทุกคนจะกลายเป็นหมัน การเกิดภาวะมีบุตรยากขึ้นอยู่กับตำแหน่งของการติดเชื้อ ความรุนแรง ระยะเวลาที่ปล่อยไว้ และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากเกิดการอักเสบในระบบสืบพันธุ์อย่างรุนแรง อาจมีผลต่อการทำงานของระบบที่เกี่ยวข้องกับการสร้างหรือการลำเลียงอสุจิ แต่ผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องสูญเสียความสามารถในการมีบุตร

คำว่า “เป็นหมัน” มักถูกใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ทางการแพทย์ควรแยกจากคำว่า “ภาวะมีบุตรยาก”

ภาวะมีบุตรยากไม่ได้หมายความว่าไม่มีโอกาสมีบุตรตลอดชีวิต แต่หมายถึงการไม่สามารถตั้งครรภ์ได้หลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้คุมกำเนิดเป็นระยะเวลาตามเกณฑ์ทางการแพทย์ WHO ใช้เกณฑ์ทั่วไปคือไม่สามารถตั้งครรภ์ได้หลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้คุมกำเนิดเป็นเวลา 12 เดือนขึ้นไป (WHO)

ดังนั้นหากเคยเป็นหนองใน ไม่ควรรีบสรุปว่าตัวเองเป็นหมันจากประวัติการติดเชื้อเพียงอย่างเดียว

หากต้องการประเมินภาวะเจริญพันธุ์จริง แพทย์อาจพิจารณาปัจจัยหลายด้าน เช่น ประวัติการติดเชื้อ การทำงานของอวัยวะสืบพันธุ์ การตรวจน้ำเชื้อในผู้ชาย หรือการประเมินระบบสืบพันธุ์ในผู้หญิงตามอาการและประวัติ

ในผู้หญิง หนองในที่ไม่ได้รักษาสามารถลุกลามจากบริเวณปากมดลูกขึ้นไปยังระบบสืบพันธุ์ส่วนบน และทำให้เกิด PID

ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบสามารถทำให้เกิดการอักเสบและแผลเป็นในท่อนำไข่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภาวะมีบุตรยาก รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงของการตั้งครรภ์นอกมดลูก

CDC ระบุว่า PID สามารถทำให้เกิดแผลเป็นที่ท่อนำไข่และนำไปสู่ภาวะมีบุตรยากหรือการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ แม้บางกรณีของ PID จะมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีอาการก็ตาม (CDC)

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจ STI จึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง แม้จะไม่มีอาการก็ตาม

เป็นไปได้ เพราะหนองในบางรายอาจไม่ทำให้เกิดอาการชัดเจน

ผู้ติดเชื้อบางคนอาจไม่ได้มีหนอง ไม่ปัสสาวะแสบ หรือไม่มีอาการเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ แต่เชื้อยังสามารถก่อให้เกิดการอักเสบและแพร่ต่อไปยังคู่นอนได้

WHO ระบุว่าผู้หญิงจำนวนมากที่ติดหนองในอาจไม่มีอาการ และการติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น PID และภาวะมีบุตรยากได้ (WHO)

ดังนั้นการไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติคู่นอนใหม่ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง หรือคู่นอนเคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น STI

ต้องตอบอย่างระมัดระวังว่า หนองในไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ผู้ชายทุกคนเกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

คำว่า “สมรรถภาพทางเพศ” ครอบคลุมหลายเรื่อง เช่น ความต้องการทางเพศ การแข็งตัว การหลั่ง และความรู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์

ในช่วงที่ติดเชื้อ ผู้ป่วยอาจมีอาการปัสสาวะแสบ เจ็บอวัยวะเพศ มีสารคัดหลั่ง หรือมีการอักเสบ ทำให้ไม่อยากมีเพศสัมพันธ์หรือมีปัญหาในการมีเพศสัมพันธ์ชั่วคราวได้

นอกจากนี้ ความกังวล ความเครียด หรือความกลัวการแพร่เชื้อให้คู่นอนก็สามารถส่งผลต่อประสบการณ์ทางเพศได้

แต่การมีปัญหาการแข็งตัวเพียงอย่างเดียวไม่ควรนำไปสรุปทันทีว่าเกิดจากหนองใน เพราะภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศมีสาเหตุได้หลายอย่าง เช่น โรคหลอดเลือด เบาหวาน ฮอร์โมน ยาบางชนิด การสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ ความเครียด และปัจจัยด้านความสัมพันธ์

ปัจจุบันไม่ควรเหมารวมว่าการติดหนองในจะทำให้ผู้ชายสูญเสียความสามารถในการแข็งตัวอย่างถาวร

สิ่งที่มีหลักฐานชัดเจนกว่าคือ หนองในที่ไม่ได้รักษาสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระบบสืบพันธุ์ เช่น epididymitis และในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับภาวะมีบุตรยาก (CDC)

ดังนั้น หากผู้ชายที่เคยเป็นหนองในมีปัญหาการแข็งตัวต่อเนื่อง ไม่ควรสรุปสาเหตุเอง ควรพบแพทย์เพื่อประเมินทั้งระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์ สุขภาพหลอดเลือด ฮอร์โมน ยาที่ใช้อยู่ และปัจจัยด้านจิตใจตามความเหมาะสม

หลังติดหนองใน หากมีอาการผิดปกติบางอย่างควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม เช่น

  • ปวดหรือบวมบริเวณอัณฑะ
  • ปวดถุงอัณฑะ
  • มีไข้ร่วมกับอาการบริเวณอวัยวะเพศ
  • หนองยังไหลต่อเนื่องหลังการรักษา
  • ปัสสาวะแสบไม่ดีขึ้น
  • ปวดบริเวณท้องน้อย
  • มีเลือดออกผิดปกติ
  • เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  • อาการกลับมาเป็นซ้ำหลังรักษา
  • มีปัญหาเรื่องการมีบุตรหลังพยายามตั้งครรภ์ตามระยะเวลาที่เหมาะสม

โดยเฉพาะอาการปวดหรือบวมอัณฑะไม่ควรปล่อยไว้ เพราะ epididymitis สามารถเกิดจากเชื้อหนองในได้ และหากมีอาการปวดอัณฑะเฉียบพลันรุนแรงจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างรวดเร็วเพื่อแยกภาวะฉุกเฉินอื่นด้วย (CDC)

เป้าหมายสำคัญของการรักษาหนองในไม่ได้มีเพียงการทำให้อาการหนองหรือปัสสาวะแสบหาย แต่ยังเป็นการหยุดการติดเชื้อและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน รวมถึงลดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

WHO ระบุว่าหนองในสามารถรักษาและหายได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม แต่ปัญหาการดื้อยาของเชื้อกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก (WHO)

ดังนั้นไม่ควรเลือกซื้อยาฆ่าเชื้อจากร้านขายยามารับประทานเอง หรือใช้ยาที่เหลือจากครั้งก่อน เพราะอาจไม่ตรงกับเชื้อหรือแนวทางรักษาที่เหมาะสม

เมื่อได้รับการวินิจฉัย ควรรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ และแจ้งคู่นอนให้เข้ารับการประเมินด้วย

หลังได้รับการรักษาหนองใน CDC แนะนำให้งดเพศสัมพันธ์จนพ้น 7 วันหลังการรักษาครบ และควรรอให้คู่นอนได้รับการรักษาแล้ว รวมถึงอาการหายแล้วหากมีอาการก่อนหน้า (CDC)

การปฏิบัติตามช่วงเวลานี้มีความสำคัญ เพราะการกลับไปมีเพศสัมพันธ์เร็วเกินไปอาจทำให้แพร่เชื้อไปยังคู่นอน หรือรับเชื้อกลับมาใหม่หากคู่นอนยังไม่ได้รับการรักษา

หลังกลับมามีเพศสัมพันธ์ การใช้ถุงยางอย่างถูกต้องและการตรวจ STI ตามความเสี่ยงยังคงมีความสำคัญ เพราะการรักษาหนองในครั้งหนึ่งไม่ได้ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันถาวร และสามารถติดเชื้อใหม่ได้อีก

ไม่จำเป็นต้องคิดว่าการเคยเป็นหนองในหมายความว่าจะมีลูกไม่ได้

สิ่งสำคัญคือรักษาให้เหมาะสมและไม่ปล่อยให้เกิดภาวะแทรกซ้อน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ระบบสืบพันธุ์ของหลายคนยังสามารถทำงานได้ตามปกติ

หากมีแผนจะมีบุตร ควรดูแลสุขภาพทางเพศทั้งสองฝ่าย และหากมีประวัติ STI ควรตรวจตามความเหมาะสม

หากพยายามมีบุตรเป็นเวลานานแต่ยังไม่สำเร็จ ควรเข้ารับการประเมินภาวะมีบุตรยาก ไม่ควรสรุปว่าหนองในในอดีตเป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียว เพราะภาวะมีบุตรยากสามารถเกิดจากปัจจัยของฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง ทั้งสองฝ่ายร่วมกัน หรือบางครั้งหาสาเหตุไม่ได้ (WHO)

ไม่ใช่ทุกคนที่เคยเป็นหนองในจะต้องตรวจน้ำเชื้อทันที

การตรวจน้ำเชื้อเหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องการประเมินภาวะเจริญพันธุ์ เช่น คู่ที่พยายามตั้งครรภ์แล้วไม่สำเร็จตามระยะเวลาที่เหมาะสม หรือแพทย์สงสัยปัญหาเกี่ยวกับจำนวน การเคลื่อนไหว หรือรูปร่างของอสุจิ

WHO ระบุว่าปัจจัยของฝ่ายชายที่เกี่ยวข้องกับภาวะมีบุตรยากอาจเกี่ยวกับจำนวนอสุจิ การเคลื่อนไหว หรือรูปร่างของอสุจิ รวมถึงปัจจัยอื่นในระบบสืบพันธุ์ (WHO)

ดังนั้นประวัติหนองในเป็นเพียงข้อมูลหนึ่งที่แพทย์จะนำมาประกอบการประเมิน ไม่ใช่หลักฐานว่าคุณมีปัญหาเรื่องอสุจิอย่างแน่นอน

การติดเชื้อซ้ำเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพราะทุกครั้งที่มีการติดเชื้ออาจมีโอกาสเกิดการอักเสบและแพร่เชื้อต่อไป

CDC แนะนำให้ผู้ที่ได้รับการรักษาหนองในตรวจซ้ำประมาณ 3 เดือนหลังการรักษา เนื่องจากการติดเชื้อซ้ำพบได้บ่อย (CDC)

การเป็นซ้ำไม่ได้หมายความว่าการรักษาครั้งก่อนล้มเหลวเสมอไป แต่อาจเกิดจากการรับเชื้อใหม่จากคู่นอนที่ติดเชื้อหรือจากความเสี่ยงครั้งใหม่

ดังนั้นการรักษาคู่นอนและการป้องกันการติดเชื้อใหม่จึงมีความสำคัญพอ ๆ กับการรักษาตัวผู้ป่วยเอง

อย่ารอจนมีหนองหรือปัสสาวะแสบ เพราะบางคนติดเชื้อโดยไม่มีอาการ

การรักษาเร็วช่วยลดระยะเวลาที่เชื้ออยู่ในร่างกายและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

เชื้อหนองในมีปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ การเลือกยาเองอาจทำให้รักษาไม่เหมาะสมและเพิ่มปัญหาการดื้อยาได้ (WHO)

คู่นอนควรได้รับการประเมินและรักษาตามความเหมาะสม แม้ไม่มีอาการ

การใช้ถุงยางอย่างถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงของหนองในและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100%

โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำ

หากมีอาการปวดอัณฑะ ปวดท้องน้อย หนองยังไหล หรือมีอาการผิดปกติหลังรักษา ควรพบแพทย์

ผู้ชายจำนวนมากกังวลว่าเมื่อเป็นหนองในแล้วอสุจิจะเสียทั้งหมดหรือไม่ คำตอบคือไม่ควรสรุปเช่นนั้น

ภาวะมีบุตรยากจากหนองในไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่เกี่ยวข้องกับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการอักเสบของ epididymis หรือระบบสืบพันธุ์ส่วนอื่น

CDC ระบุว่า epididymitis ที่เกิดจากหนองในหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะมีบุตรยากหรืออาการปวดเรื้อรังได้ (CDC)

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่าปล่อยการติดเชื้อไว้โดยไม่รักษา และอย่ารอจนเกิดอาการรุนแรงจึงไปพบแพทย์

ในผู้หญิง ความเสี่ยงที่สำคัญคือการติดเชื้ออาจไม่มีอาการ แต่สามารถลุกลามไปยังอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบนและทำให้เกิด PID

การอักเสบและแผลเป็นที่ท่อนำไข่อาจส่งผลต่อการเดินทางของไข่และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากหรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก (CDC)

นี่จึงเป็นเหตุผลที่การตรวจและรักษาเร็วมีความสำคัญ แม้ไม่มีอาการชัดเจน

มีความเป็นไปได้ที่ความกังวลเกี่ยวกับโรคจะส่งผลต่อประสบการณ์ทางเพศ เช่น ความต้องการทางเพศลดลง กังวลว่าจะแพร่เชื้อให้คู่นอน กลัวการมีเพศสัมพันธ์ หรือกังวลว่าร่างกายจะไม่เหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ควรแยกออกจากโรคทางกายโดยตรง

หากผู้ป่วยรู้สึกว่ามีปัญหาการแข็งตัวหรือความต้องการทางเพศลดลงต่อเนื่องหลังรักษาหนองใน ควรพูดคุยกับแพทย์อย่างตรงไปตรงมา เพราะปัญหาด้านเพศมีหลายสาเหตุและสามารถประเมินแยกกันได้

ไม่ควรใช้ประวัติการติดหนองในเพียงอย่างเดียวในการสรุปว่าเกิดความเสื่อมถาวรของสมรรถภาพทางเพศ

หากคู่รักมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้คุมกำเนิดอย่างสม่ำเสมอและพยายามตั้งครรภ์เป็นเวลาประมาณ 12 เดือนแล้วไม่สำเร็จ ควรเข้ารับการประเมินภาวะมีบุตรยากตามหลักการทั่วไปของ WHO (WHO)

แต่ในบางกรณีอาจไม่จำเป็นต้องรอครบ 12 เดือน เช่น มีประวัติโรคหรือการผ่าตัดที่อาจกระทบระบบสืบพันธุ์ มีความผิดปกติของประจำเดือน มีปัญหาการทำงานทางเพศ หรือมีอาการผิดปกติของระบบสืบพันธุ์

แพทย์สามารถเลือกตรวจตามสาเหตุที่สงสัย โดยไม่จำเป็นต้องตรวจทุกอย่างพร้อมกัน

สรุป: หนองในทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศหรือมีบุตรยากจริงไหม?

คำตอบคือ หนองในสามารถเกี่ยวข้องกับภาวะมีบุตรยากได้ โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้รับการรักษาและเกิดภาวะแทรกซ้อน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ติดหนองในจะมีบุตรไม่ได้

ในผู้ชาย ภาวะแทรกซ้อนอย่าง epididymitis จากหนองในสามารถมีความสัมพันธ์กับภาวะมีบุตรยากได้ในบางกรณี ขณะที่ในผู้หญิง การติดเชื้อที่ไม่ได้รักษาอาจนำไปสู่ PID การเกิดแผลเป็นที่ท่อนำไข่ ภาวะมีบุตรยาก และการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ (CDC)

ส่วนเรื่อง “เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ” ไม่ควรสรุปว่าหนองในเป็นสาเหตุโดยตรงของภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในทุกคน หากมีปัญหาการแข็งตัว ความต้องการทางเพศลดลง หรือมีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์หลังการติดเชื้อ ควรประเมินสาเหตุอื่นร่วมด้วย

หัวใจสำคัญคือ ตรวจให้เร็ว รักษาให้ถูกต้อง รักษาคู่นอน และป้องกันการติดเชื้อซ้ำ เพราะ WHO ระบุว่าหนองในที่ไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลต่อสุขภาพทางเพศและระบบสืบพันธุ์ในระยะยาวได้ ขณะที่ปัญหาการดื้อยาของเชื้อก็เป็นความท้าทายสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ (WHO)

คำถามที่พบบ่อย

ไม่ใช่ การติดหนองในไม่ได้หมายความว่าจะมีบุตรไม่ได้ทุกคน ความเสี่ยงจะเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อที่ไม่ได้รักษาและการเกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบสืบพันธุ์

การรักษาอย่างเหมาะสมช่วยกำจัดการติดเชื้อและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นในทุกกรณี โดยเฉพาะหากมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นแล้ว

ขึ้นอยู่กับประวัติและความเสี่ยง หากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำ CDC แนะนำให้ตรวจซ้ำประมาณ 3 เดือนหลังการรักษา และหากมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์เร็วกว่านั้น (CDC)

ไม่ควรสรุปเช่นนั้น หนองในไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศถาวรในทุกคน หากมีปัญหาการแข็งตัวต่อเนื่อง ควรตรวจหาสาเหตุอื่นร่วมด้วย

หากยังไม่มีปัญหาในการมีบุตร อาจไม่จำเป็นต้องตรวจภาวะเจริญพันธุ์ทุกอย่างทันที แต่หากพยายามตั้งครรภ์แล้วไม่สำเร็จตามระยะเวลาที่เหมาะสม แพทย์สามารถประเมินทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงตามสาเหตุที่สงสัย

ได้ การรักษาครั้งหนึ่งไม่ได้ทำให้มีภูมิคุ้มกันถาวร การติดเชื้อครั้งใหม่สามารถเกิดขึ้นได้หากสัมผัสเชื้ออีกครั้ง จึงควรให้คู่นอนได้รับการตรวจหรือรักษาตามความเหมาะสม และใช้วิธีป้องกันที่เหมาะสม (CDC)

ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน เพราะหนองในสามารถเกี่ยวข้องกับ epididymitis ซึ่งทำให้เกิดอาการปวดและบวมบริเวณถุงอัณฑะได้ และอาการปวดอัณฑะเฉียบพลันรุนแรงจำเป็นต้องประเมินอย่างรวดเร็ว (CDC)

อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อระบบสืบพันธุ์และสุขภาพโดยรวม เช่น PID ภาวะมีบุตรยาก epididymitis หรือในกรณีพบไม่บ่อย เชื้ออาจแพร่เข้าสู่กระแสเลือดและข้อต่อได้ (WHO)

หนองใน ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศหรือเป็นหมันทุกคน แต่การติดเชื้อที่ไม่ได้รักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อระบบสืบพันธุ์และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากได้ การตรวจพบและรักษาแต่เนิ่น ๆ รวมถึงการดูแลคู่นอนและป้องกันการติดเชื้อซ้ำ จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพทางเพศและการวางแผนมีบุตรในอนาคต

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ