Skip to content
Home » บทความ » โรคโครห์น (Crohn’s disease) คืออะไร

โรคโครห์น (Crohn’s disease) คืออะไร

โรคโครห์น (Crohn’s disease) คือหนึ่งในโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease: IBD) ที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก โรคนี้เกิดจากการอักเสบของทางเดินอาหารซึ่งสามารถเกิดได้ตั้งแต่ปากจนถึงทวารหนัก แต่พบบ่อยที่สุดที่ ลำไส้เล็กส่วนปลาย (Terminal ileum) และลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Cecum) อาการสำคัญของโรคโครห์นคือ ปวดท้องเรื้อรัง ท้องเสีย น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย ซึ่งบางครั้งอาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นลำไส้อุดตันหรือทะลุได้ โรคโครห์นจัดเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถหายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ด้วย การใช้ยาและการปรับวิถีชีวิต ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจาก ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อจุลชีพในลำไส้ผิดปกติ ร่วมกับปัจจัยด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โรคโครห์นเป็นโรคที่ต้องใส่ใจเพราะสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งในระบบทางเดินอาหารและนอกระบบทางเดินอาหาร เช่น ข้ออักเสบ ตาอักเสบ ตับและท่อน้ำดีอักเสบ ผู้ที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคโครห์นควรเข้ารับการตรวจและวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทางด้านทางเดินอาหารอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก การวินิจฉัยและเริ่มการรักษาแต่เนิ่น ๆ สามารถช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและยืดระยะเวลาที่โรคสงบ (Remission) ได้

1. โรคโครห์นคืออะไร

โรคโครห์น คือ โรคอักเสบเรื้อรังของลำไส้ในกลุ่ม Inflammatory Bowel Disease (IBD) มีลักษณะเด่นคือ

  1. การอักเสบเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ ปากจนถึงทวารหนัก
  2. การอักเสบเกิด ทุกชั้นของผนังลำไส้ (Transmural inflammation)
  3. การอักเสบเป็น แบบข้ามช่วง (Skip lesions) คือมีช่วงที่อักเสบสลับกับช่วงปกติ

โรคโครห์นต่างจาก Ulcerative Colitis ซึ่งเป็นอีกโรคในกลุ่ม IBD เพราะ Ulcerative Colitis จะอักเสบเฉพาะที่เยื่อบุผิวของลำไส้ใหญ่ต่อเนื่อง แต่โรคโครห์นสามารถเกิดอักเสบแบบกระจายไม่ต่อเนื่อง

พื้นที่ที่พบบ่อย

  • ลำไส้เล็กส่วนปลาย (Terminal ileum)
  • ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Cecum)
  • ในบางกรณีอาจพบที่ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร หรือทวารหนัก

2. ความสำคัญของการรู้เท่าทันโรคโครห์น

  1. ป้องกันภาวะแทรกซ้อน – หากไม่รักษาอาจเกิดลำไส้อุดตัน ลำไส้ทะลุ หรือฝีในช่องท้อง
  2. ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ – โรคโครห์นที่เป็นนานหลายปีเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็ง
  3. วางแผนการรักษาได้เหมาะสม – รู้เท่าทันอาการช่วยให้พบแพทย์และเริ่มการรักษาได้เร็ว
  4. ปรับพฤติกรรมชีวิต – ลดความเครียด เลือกอาหารที่เหมาะสม ช่วยยืดระยะโรคสงบ

3. สาเหตุของโรคโครห์น

สาเหตุของโรคโครห์นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่ามีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ได้แก่

3.1 ปัจจัยทางพันธุกรรม

  • พบว่า ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคโครห์นมีความเสี่ยงสูงขึ้น 3–20 เท่า
  • มียีนที่เกี่ยวข้องกับโรค เช่น NOD2, ATG16L1 ซึ่งควบคุมการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อเชื้อในลำไส้

3.2 ปัจจัยทางภูมิคุ้มกัน

  • ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อ เชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ อย่างรุนแรงเกินไป
  • เกิดการกระตุ้น T helper cell (Th1/Th17) ทำให้หลั่งสารอักเสบ เช่น TNF-α, IL-6, IL-17

3.3 ปัจจัยสิ่งแวดล้อม

  • การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงและทำให้อาการรุนแรง
  • อาหารแบบตะวันตกที่ไขมันสูงและใยอาหารต่ำ
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs

3.4 การเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut dysbiosis)

  • พบว่าผู้ป่วยมีจำนวนแบคทีเรียที่ดี (เช่น Firmicutes) ลดลง
  • แบคทีเรียก่อโรคบางชนิด (เช่น Escherichia coli แบบก่อโรค) เพิ่มขึ้น

4. ปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยกระตุ้น

  1. ประวัติครอบครัวเป็นโรคโครห์น
  2. การสูบบุหรี่
  3. อาหารไขมันสูงและใยอาหารต่ำ
  4. ภาวะเครียดเรื้อรัง
  5. การติดเชื้อทางเดินอาหารบางชนิดในอดีต

5. กลไกการเกิดโรคโครห์น

  1. พันธุกรรมผิดปกติ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไวต่อสิ่งกระตุ้น
  2. จุลินทรีย์ในลำไส้ผิดสมดุล
  3. ภูมิคุ้มกันทำงานเกินปกติ หลั่งสารอักเสบอย่างต่อเนื่อง
  4. เกิดการทำลายผนังลำไส้ → อักเสบเรื้อรัง → แผลลึกและตีบตัน

การอักเสบนี้สามารถลุกลามทะลุผนังลำไส้และเกิด Fistula, Abscess และ Stricture ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงของโรคโครห์น


6. อาการของโรคโครห์น

6.1 อาการทางเดินอาหาร

  • ปวดท้องเรื้อรัง โดยเฉพาะ ช่องท้องด้านขวาล่าง
  • ท้องเสียเรื้อรัง อาจมีมูกเลือดปน
  • น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
  • ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียนในกรณีลำไส้อุดตัน

6.2 อาการนอกทางเดินอาหาร

  • ข้ออักเสบ ข้อบวม ปวดข้อ
  • ตาอักเสบ เช่น Uveitis, Episcleritis
  • ตับและท่อน้ำดีอักเสบ
  • ผิวหนังอักเสบ เช่น Erythema nodosum

7. การวินิจฉัยโรคโครห์น

7.1 การซักประวัติและตรวจร่างกาย

  • อาการปวดท้องเรื้อรัง น้ำหนักลด ท้องเสียเกิน 6 สัปดาห์
  • ตรวจหน้าท้อง อาจพบก้อนหรือตึงบริเวณ RLQ

7.2 การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • ตรวจเลือด: CBC, ESR, CRP
  • ตรวจอุจจาระ: ดูเม็ดเลือดขาว เลือดแฝง และเชื้อโรค

7.3 การส่องกล้องลำไส้ (Colonoscopy)

  • พบลักษณะ Cobblestone appearance
  • พบ Ulcer ข้ามช่วง (Skip lesion)
  • เก็บชิ้นเนื้อยืนยันผลทางพยาธิวิทยา

7.4 การตรวจภาพรังสี

  • CT/MRI enterography เพื่อตรวจหาการตีบตันหรือ Fistula

8. การรักษาโรคโครห์น

8.1 การใช้ยา

  1. ยาต้านอักเสบ (Aminosalicylates)
  2. ยาสเตียรอยด์ (Corticosteroids) สำหรับระยะกำเริบ
  3. ยากดภูมิคุ้มกัน (Azathioprine, 6-MP, Methotrexate)
  4. ยาชีวภาพ (Biologics: Anti-TNF, Anti-IL-12/23) เช่น Infliximab, Adalimumab

8.2 การผ่าตัด

  • ใช้ในกรณีลำไส้อุดตันรุนแรง ลำไส้ทะลุ หรือรักษาด้วยยาไม่ได้ผล

8.3 การปรับพฤติกรรมและโภชนาการ

  • รับประทานอาหารย่อยง่าย ลดไขมันสูง
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้น เช่น แอลกอฮอล์ เครื่องเทศจัด
  • เสริมโปรตีนและวิตามินในช่วงโรคกำเริบ

9. ภาวะแทรกซ้อนของโรคโครห์น

  • ลำไส้ตีบตัน (Stricture)
  • ลำไส้ทะลุ (Perforation)
  • ฝีในช่องท้อง (Abscess)
  • Fistula เชื่อมลำไส้กับอวัยวะอื่น
  • ขาดสารอาหารรุนแรง
  • เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

10. การป้องกันและการดูแลตนเอง

  • หยุดสูบบุหรี่
  • รับประทานอาหารสมดุล เน้นผักผลไม้และอาหารย่อยง่าย
  • ออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อลดความเครียด
  • พบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ

11. โรคโครห์นกับคุณภาพชีวิต

โรคโครห์นส่งผลต่อชีวิตประจำวัน ทั้งด้านการเรียน การทำงาน และสังคม เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้องและท้องเสียบ่อย การวางแผนชีวิตอย่างรอบคอบ การเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และการสนับสนุนจากครอบครัวมีความสำคัญอย่างมาก


12. คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: โรคโครห์นหายขาดไหม?

  • ไม่หายขาด แต่ควบคุมให้อยู่ในระยะสงบได้

Q2: อาหารอะไรที่ควรหลีกเลี่ยง?

  • อาหารไขมันสูง นมบางชนิด แอลกอฮอล์ และอาหารเผ็ดจัด

Q3: โรคโครห์นเสี่ยงมะเร็งไหม?

  • หากเป็นนานเกิน 8–10 ปี เสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น

13. สรุป

โรคโครห์น เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่ซับซ้อน มีอาการตั้งแต่ปวดท้องเรื้อรัง ท้องเสีย ไปจนถึงภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมโรคให้อยู่ในระยะสงบได้ด้วย การใช้ยา การปรับพฤติกรรม และโภชนาการที่เหมาะสม ผู้ที่มีอาการน่าสงสัยควรพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาคุณภาพชีวิตให้ดีที่สุด

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรง โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ