Skip to content
Home » บทความ » มะเร็งปากมดลูก: ภัยเงียบที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม

มะเร็งปากมดลูก: ภัยเงียบที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม

บทนำ: รู้ทันมะเร็งปากมดลูก ช่วยป้องกันได้

มะเร็งปากมดลูก เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคร้ายที่สามารถป้องกันได้ หากมีการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอและได้รับวัคซีนป้องกันไวรัส HPV ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคนี้ โดยเฉพาะในผู้หญิงช่วงวัยเจริญพันธุ์ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ของผู้หญิงในประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้หญิงสามารถตระหนักถึงความเสี่ยง และเข้ารับการตรวจคัดกรองได้ทันท่วงที


มะเร็งปากมดลูกคืออะไร?

มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) คือการเจริญเติบโตของเซลล์ผิดปกติที่บริเวณปากมดลูก ซึ่งเป็นส่วนล่างของมดลูกที่ต่อกับช่องคลอด เซลล์ที่ผิดปกติเหล่านี้สามารถลุกลามไปยังส่วนอื่นของร่างกายได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ชนิดของมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกแบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่:

  1. Squamous Cell Carcinoma (SCC): พบได้มากที่สุด ประมาณ 80-90% ของมะเร็งปากมดลูกทั้งหมด เกิดจากเซลล์เยื่อบุที่ผิวด้านนอกของปากมดลูก
  2. Adenocarcinoma: เกิดจากเซลล์ต่อมบริเวณปากมดลูกด้านใน พบได้ราว 10-20% ของผู้ป่วย

นอกจากนี้ ยังมีชนิดอื่นๆ ที่พบได้น้อย เช่น Adenosquamous carcinoma และ Small cell carcinoma


สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก

การติดเชื้อไวรัส HPV

Human Papillomavirus (HPV) เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะสายพันธุ์ HPV 16 และ HPV 18 ซึ่งคิดเป็นประมาณ 70% ของผู้ป่วยทั่วโลก การติดเชื้อ HPV มักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ และส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในบางรายที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เชื้อไวรัสอาจยังคงอยู่และทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ

  • มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย
  • มีคู่นอนหลายคน
  • การสูบบุหรี่
  • การมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วย HIV
  • การคลอดลูกหลายครั้ง
  • การไม่เคยตรวจ Pap smear

อาการของมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกในระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่เมื่อโรคลุกลาม อาจมีอาการดังต่อไปนี้:

  • มีเลือดออกจากช่องคลอดระหว่างรอบเดือน หรือหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ตกขาวมีกลิ่นเหม็น หรือมีสีผิดปกติ
  • ปวดท้องน้อยหรือปวดหลังเรื้อรัง
  • เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์
  • น้ำหนักลด อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ

หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจโดยละเอียด


การวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก

1. Pap smear และ HPV DNA Test

การตรวจ Pap smear เป็นวิธีคัดกรองเบื้องต้นโดยเก็บเซลล์จากปากมดลูกมาตรวจหาความผิดปกติ และมักใช้ร่วมกับ HPV DNA test เพื่อค้นหาการติดเชื้อไวรัส HPV ที่มีความเสี่ยงสูง

2. Colposcopy

การส่องกล้องขยายดูปากมดลูกอย่างละเอียด เมื่อผล Pap smear ผิดปกติ แพทย์จะทำการส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

3. การตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ

  • MRI / CT scan: เพื่อดูการลุกลามของเซลล์มะเร็ง
  • PET scan: ตรวจการแพร่กระจายของมะเร็งทั่วร่างกาย
  • ตรวจเลือด CBC, LFT, KFT: เพื่อประเมินสภาพร่างกายก่อนการรักษา

ระยะของมะเร็งปากมดลูก

องค์การอนามัยโลก (WHO) และ FIGO แบ่งมะเร็งปากมดลูกออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้:

  • ระยะที่ 0: เป็นเพียงเซลล์ผิดปกติ ยังไม่ลุกลาม (CIN หรือ carcinoma in situ)
  • ระยะที่ 1: มะเร็งอยู่เฉพาะที่ปากมดลูก
  • ระยะที่ 2: ลุกลามเกินปากมดลูก แต่ยังไม่ถึงผนังอุ้งเชิงกราน
  • ระยะที่ 3: ลุกลามถึงผนังอุ้งเชิงกราน หรือช่องคลอดส่วนล่าง
  • ระยะที่ 4: ลุกลามไปยังอวัยวะอื่น เช่น กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ ปอด หรือกระดูก

การรักษามะเร็งปากมดลูก

1. การผ่าตัด

เหมาะสำหรับผู้ป่วยในระยะแรก เช่น การผ่าตัดมดลูกทั้งหมด (Total Hysterectomy) หรือแบบ Radical Hysterectomy ที่รวมถึงเนื้อเยื่อรอบๆ

2. การฉายรังสี (Radiation Therapy)

ใช้รังสีพลังงานสูงทำลายเซลล์มะเร็ง มักใช้ร่วมกับเคมีบำบัด โดยเฉพาะในระยะที่ 2-3

3. เคมีบำบัด (Chemotherapy)

ใช้ยาเช่น Cisplatin หรือ Carboplatin ฆ่าเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะในระยะลุกลาม หรือเมื่อผ่าตัดไม่ได้

4. การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) และภูมิคุ้มกันบำบัด

เช่น Bevacizumab (ยาต้านหลอดเลือด) หรือ Pembrolizumab (ยากระตุ้นภูมิคุ้มกัน) สำหรับมะเร็งระยะลุกลามหรือดื้อต่อการรักษาเดิม


การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

วัคซีน HPV

วัคซีน HPV ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก เช่น HPV 16 และ 18 โดยแนะนำให้ฉีดในเด็กหญิงอายุ 9–14 ปี ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์

การตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ

  • Pap smear ทุก 3 ปี ตั้งแต่อายุ 21 ปี
  • HPV DNA test ทุก 5 ปี ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป

การมีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย

  • ใช้ถุงยางอนามัย
  • จำกัดคู่นอน
  • งดสูบบุหรี่

มะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงไทย

จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่าในประเทศไทย:

  • มีผู้หญิงเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกประมาณ 2,000–3,000 รายต่อปี
  • มีผู้ป่วยใหม่ประมาณ 8,000–10,000 รายต่อปี
  • จังหวัดในภาคอีสานและภาคเหนือมีอัตราการเกิดโรคสูงกว่าภาคอื่น

การเร่งรณรงค์ตรวจคัดกรองจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก

Q: วัคซีน HPV ฉีดแล้วต้องตรวจ Pap smear ไหม?

A: ต้องตรวจอยู่ดี เพราะวัคซีนไม่สามารถป้องกัน HPV ได้ทุกสายพันธุ์

Q: ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว ยังเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกไหม?

A: เสี่ยงได้ จึงควรตรวจ Pap smear ต่อเนื่อง

Q: ผู้ชายติด HPV ได้หรือไม่?

A: ได้ และอาจเป็นพาหะส่งต่อเชื้อโดยไม่รู้ตัว

สรุป: รู้ทันมะเร็งปากมดลูก = ป้องกันได้

มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้และตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หากได้รับการดูแลและคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ การให้วัคซีน HPV และการส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย เป็นวิธีสำคัญในการลดอุบัติการณ์โรคนี้ อย่ารอให้มีอาการแล้วค่อยไปพบแพทย์ เพราะการตรวจแต่เนิ่นๆ ช่วยรักษาชีวิตคุณได้อย่างแท้จริง หากคุณเป็นผู้หญิงที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไป หรือมีเพศสัมพันธ์แล้ว อย่าลืมตรวจ Pap smear ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรง โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ