Skip to content
Home » บทความ » เป็นหนองในจูบกันได้ไหม ? สัมผัสแบบไหนเสี่ยงติดเชื้อบ้าง

เป็นหนองในจูบกันได้ไหม ? สัมผัสแบบไหนเสี่ยงติดเชื้อบ้าง

คำถามว่า เป็นหนองในจูบกันได้ไหม ไม่ได้มีคำตอบแบบง่าย ๆ ว่า “ติดแน่นอน” หรือ “ไม่มีทางติด” เพราะหลักฐานเกี่ยวกับการแพร่เชื้อผ่านการจูบโดยตรงยังมีข้อจำกัด งานทบทวนอย่างเป็นระบบในปี 2023 พบความสัมพันธ์ระหว่างการจูบแบบใช้ลิ้นกับหนองในบริเวณคอในงานวิจัยหลายชิ้น แต่การศึกษาส่วนใหญ่ทำในกลุ่มผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายในออสเตรเลีย และยังไม่สามารถระบุโอกาสการติดเชื้อต่อการจูบหนึ่งครั้งได้อย่างชัดเจน

ดังนั้น หากถามว่า เป็นหนองในจูบกันได้ไหม ควรอธิบายว่า “มีความเป็นไปได้ตามหลักฐานบางส่วน แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะบอกว่าการจูบทั่วไปเป็นช่องทางหลักของการแพร่หนองใน” ขณะที่การมีเพศสัมพันธ์ทางปากเป็นช่องทางที่ยอมรับกันชัดเจนกว่าในการนำเชื้อไปติดที่คอ CDC ระบุว่าหนองในบริเวณคอมักไม่มีอาการ และหากมีประวัติสัมผัสทางปาก ควรพิจารณาตรวจบริเวณคอตามความเสี่ยง

หนองในเกิดจากแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งสามารถติดบริเวณเยื่อบุหลายตำแหน่งของร่างกาย ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอวัยวะเพศเท่านั้น โดยตำแหน่งที่พบการติดเชื้อได้ ได้แก่

  • ท่อปัสสาวะ
  • ปากมดลูก
  • ช่องคลอดและบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์
  • ทวารหนัก
  • ลำคอ
  • เยื่อบุตาในบางกรณี

WHO ระบุว่าการแพร่เชื้อโดยทั่วไปเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนักกับผู้ที่มีเชื้ออยู่ในบริเวณที่สัมผัส

สิ่งที่ทำให้หนองในแตกต่างจากโรคติดเชื้อบางชนิดคือ ผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการเลย โดยเฉพาะการติดเชื้อบริเวณคอและทวารหนัก ทำให้บางคนสามารถแพร่เชื้อโดยไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้ออยู่

เพราะฉะนั้น การดูจากภายนอกว่าอีกฝ่ายดูสุขภาพดี ไม่มีแผล หรือไม่มีสารคัดหลั่ง จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าไม่มีหนองใน

การจูบมีหลายรูปแบบ และไม่ได้มีความเสี่ยงเท่ากันทั้งหมด หากพูดถึงหนองใน สิ่งสำคัญคือการประเมินว่ามีการสัมผัสสารคัดหลั่งจากบริเวณที่มีเชื้อหรือไม่ รวมถึงมีการสัมผัสบริเวณคอและช่องปากมากเพียงใด

การจูบแก้มตามปกติไม่ได้เป็นพฤติกรรมที่ถูกจัดว่าเป็นช่องทางหลักในการแพร่หนองใน เพราะไม่ได้มีการสัมผัสเยื่อบุในช่องปากโดยตรงเป็นเวลานาน และไม่ได้เกี่ยวข้องกับอวัยวะที่เป็นแหล่งติดเชื้อหลัก

อย่างไรก็ตาม หากบริเวณริมฝีปากมีแผล เลือด หรือมีการติดเชื้ออื่นร่วมด้วย ความเสี่ยงของโรคติดต่อชนิดอื่นอาจแตกต่างออกไป จึงไม่ควรนำข้อมูลเรื่องหนองในไปใช้เหมารวมกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกชนิด

สำหรับการจูบปากทั่วไป หลักฐานเกี่ยวกับการแพร่หนองในโดยตรงยังไม่ชัดเจนเท่าการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก

ข้อมูลจากบทความทบทวนและงานวิจัยเกี่ยวกับการจูบพบสัญญาณว่าการจูบแบบลึกหรือใช้ลิ้นอาจมีความเกี่ยวข้องกับการติดหนองในบริเวณคอ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าการจูบเพียงอย่างเดียวเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในทุกกรณี เนื่องจากผู้เข้าร่วมการศึกษาบางส่วนมีพฤติกรรมทางเพศอื่นร่วมด้วย

รูปแบบนี้เป็นประเด็นที่นักวิจัยให้ความสนใจมากกว่า เพราะเชื้อหนองในสามารถพบได้บริเวณคอ และมีการตรวจพบเชื้อในน้ำลายของผู้ที่มีการติดเชื้อบริเวณคอในการศึกษาบางส่วน

งานวิจัยในกลุ่มผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายพบความสัมพันธ์ระหว่างการจูบกับหนองในคอ และการทบทวนอย่างเป็นระบบในปี 2023 ก็พบว่าการศึกษาที่ประเมินหนองในส่วนใหญ่รายงานความสัมพันธ์ดังกล่าว

แต่คำว่า “มีความสัมพันธ์” ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถสรุปได้ว่าการจูบทุกครั้งทำให้เกิดการติดเชื้อ หรือสามารถคำนวณโอกาสติดเชื้อจากการจูบหนึ่งครั้งได้ งานจาก CDC ระบุว่าหลักฐานในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันหรือปฏิเสธว่าการจูบเป็นเส้นทางสำคัญของการแพร่หนองในในระดับประชากร

ประเด็นนี้ควรแยกออกจากการจูบอย่างชัดเจน เพราะการมีเพศสัมพันธ์ทางปากเป็นเส้นทางการแพร่เชื้อที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์มากกว่า

หากผู้ที่มีเชื้อบริเวณอวัยวะเพศได้รับการสัมผัสทางปาก เชื้อสามารถเข้าไปติดบริเวณคอได้ ในทางกลับกัน หากมีหนองในที่คอ การสัมผัสทางเพศกับบริเวณดังกล่าวก็อาจเกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อไปยังตำแหน่งอื่นได้

CDC ระบุว่าการติดเชื้อหนองในบริเวณคอส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ และการติดเชื้อบริเวณนี้กำจัดได้ยากกว่าการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะหรือทวารหนัก จึงให้ความสำคัญกับการตรวจเมื่อมีประวัติสัมผัสทางปาก

ดังนั้น หากมีทั้งการจูบและออรัลเซ็กซ์เกิดขึ้นพร้อมกัน การประเมินความเสี่ยงควรให้ความสำคัญกับการมีเพศสัมพันธ์ทางปากมากกว่าการพยายามหาคำตอบจากการจูบเพียงอย่างเดียว

เพื่อให้เข้าใจง่าย สามารถแบ่งกิจกรรมต่าง ๆ ตามระดับความเกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อได้ดังนี้

เป็นช่องทางการแพร่หนองในที่ชัดเจน โดยเชื้อสามารถแพร่ระหว่างเยื่อบุของอวัยวะเพศและสารคัดหลั่งระหว่างการมีเพศสัมพันธ์

มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบริเวณทวารหนัก และอาจไม่มีอาการในหลายคน หากมีการสัมผัสทางเพศบริเวณนี้ ควรแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาตำแหน่งตรวจที่เหมาะสม

เป็นกิจกรรมสำคัญที่ทำให้เกิดหนองในบริเวณคอได้ โดยผู้ติดเชื้อบริเวณคอจำนวนมากไม่มีอาการ ทำให้ไม่สามารถใช้การสังเกตอาการเพียงอย่างเดียวเพื่อตัดความเสี่ยงออกได้

หากมีสารคัดหลั่งจากบริเวณที่ติดเชื้อสัมผัสเยื่อบุที่สามารถรับเชื้อได้ ความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและลักษณะของการสัมผัส ไม่ควรประเมินจากระยะเวลาการสัมผัสเพียงอย่างเดียว

กิจกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เส้นทางหลักของการแพร่หนองใน และแตกต่างจากการสัมผัสเยื่อบุหรือการมีเพศสัมพันธ์โดยตรง

ได้ และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การควบคุมหนองในทำได้ยาก

WHO ระบุว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จำนวนมากไม่มีอาการ ขณะที่ CDC ระบุโดยเฉพาะว่าหนองในบริเวณคอส่วนใหญ่ไม่มีอาการ

ผู้ที่มีหนองในบริเวณคออาจไม่มีอาการเจ็บคอ ไม่มีไข้ ไม่มีหนอง และไม่มีความผิดปกติที่สังเกตได้ด้วยตัวเอง จึงอาจคิดว่าตัวเองไม่ได้ติดเชื้อและยังคงมีเพศสัมพันธ์ตามปกติ

อาการที่อาจพบได้หากมีการติดเชื้อบริเวณคอ ได้แก่

  • เจ็บคอ
  • คอแดง
  • ระคายคอ
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคออาจโตในบางราย
  • มีอาการคล้ายการอักเสบในลำคอ

แต่การไม่มีอาการไม่ได้หมายความว่าไม่มีเชื้อ การตรวจจึงมีความสำคัญมากกว่าการสังเกตอาการเพียงอย่างเดียว

จุดสำคัญคือควรตรวจให้ตรงกับ “ตำแหน่งที่มีการสัมผัส”

ตัวอย่างเช่น หากมีการสัมผัสทางปาก แพทย์อาจพิจารณาตรวจบริเวณคอด้วยการเก็บตัวอย่างจากช่องคอ หากมีการสัมผัสทางทวารหนัก ก็อาจต้องตรวจบริเวณทวารหนักด้วย ไม่ควรคิดว่าการตรวจปัสสาวะเพียงอย่างเดียวจะสามารถตรวจพบการติดเชื้อทุกตำแหน่ง

CDC ระบุว่าสามารถใช้การตรวจแบบ NAAT กับตัวอย่างจากหลายตำแหน่ง รวมถึงตัวอย่างจากคอและทวารหนัก และผู้ที่มีประวัติสัมผัสทางปากควรได้รับการประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจคอหรือไม่

ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงและมีการสัมผัสหลายตำแหน่ง การบอกประวัติการมีเพศสัมพันธ์กับแพทย์อย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นประโยชน์ เพราะช่วยให้เลือกตำแหน่งตรวจได้เหมาะสม

อาจคล้ายกันมากจนแยกด้วยอาการอย่างเดียวไม่ได้

คนที่มีหนองในคออาจไม่มีอาการเลย หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เจ็บคอหรือระคายคอ หากมีอาการร่วมกับประวัติเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์ทางปากกับคู่ที่ไม่ทราบสถานะการติดเชื้อ การไปตรวจจะมีประโยชน์มากกว่าการซื้อยามากินเอง

นอกจากนี้ อาการเจ็บคอส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากหนองใน อาจมาจากไวรัส แบคทีเรียชนิดอื่น ภูมิแพ้ กรดไหลย้อน หรือสาเหตุอื่น ๆ ดังนั้นการเจ็บคอเพียงอย่างเดียวไม่ควรใช้เป็นหลักฐานว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

หนองในเป็นหนึ่งในโรคที่มีปัญหาเชื้อดื้อยามากขึ้นทั่วโลก WHO ระบุว่าการดื้อยาของเชื้อ Neisseria gonorrhoeae เป็นปัญหาสำคัญและทำให้ทางเลือกในการรักษาลดลง

การซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองอาจมีปัญหาหลายด้าน เช่น

  • ใช้ยาผิดชนิด
  • ใช้ขนาดหรือระยะเวลาไม่เหมาะสม
  • ทำให้อาการลดลงแต่เชื้อยังคงอยู่
  • ทำให้การวินิจฉัยภายหลังทำได้ยากขึ้น
  • เพิ่มปัญหาการดื้อยา

การรักษาควรเป็นไปตามการประเมินของบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อสงสัยการติดเชื้อบริเวณคอ เพราะบริเวณนี้รักษาให้หายได้ยากกว่าบางตำแหน่ง และ CDC แนะนำให้มีการตรวจติดตามหลังรักษาสำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีหนองในคอ

มีความแตกต่างจากหนองในบางตำแหน่ง

ตามแนวทาง CDC ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีหนองในบริเวณคอควรได้รับการตรวจยืนยันว่าการติดเชื้อหายแล้ว หรือที่เรียกว่า test of cure โดยตรวจซ้ำประมาณ 7–14 วันหลังการรักษา การตรวจเร็วเกินไปอาจเพิ่มโอกาสเกิดผลบวกที่ไม่สะท้อนการติดเชื้อที่ยังคงอยู่จริง จึงต้องใช้ช่วงเวลาที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์

ส่วนการติดเชื้อหนองในที่ระบบทางเดินปัสสาวะหรือทวารหนักที่ได้รับการรักษาตามแนวทางโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องตรวจยืนยันการหายทุกคน แต่ควรกลับไปตรวจซ้ำในช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อค้นหาการติดเชื้อซ้ำ เพราะการติดซ้ำพบได้บ่อย

หากคู่ของคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหนองใน สิ่งสำคัญไม่ใช่การพยายามสังเกตว่าอีกฝ่ายมีอาการหรือไม่ แต่ควรเข้าสู่กระบวนการประเมินความเสี่ยงและตรวจตามคำแนะนำของแพทย์

ควรแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมที่เกิดขึ้น เช่น

  • มีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหรือไม่
  • มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักหรือไม่
  • มีออรัลเซ็กซ์หรือไม่
  • มีการสัมผัสสารคัดหลั่งบริเวณใด
  • มีอาการผิดปกติหรือไม่
  • ครั้งล่าสุดที่มีการสัมผัสเกิดขึ้นเมื่อใด

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์เลือกตำแหน่งตรวจได้เหมาะสม

หากพบการติดเชื้อ คู่นอนก็อาจต้องได้รับการประเมินและรักษาเช่นกัน เพื่อป้องกันการติดกลับไปกลับมา CDC ให้ความสำคัญกับการประเมินและจัดการคู่นอนของผู้ติดเชื้อหนองใน

การป้องกันไม่ได้หมายความว่าต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับคู่ทั้งหมด แต่ควรลดโอกาสสัมผัสเชื้อในรูปแบบที่มีความเสี่ยง

ถุงยางช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดเมื่อใช้สม่ำเสมอและถูกต้อง WHO แนะนำให้ใช้ถุงยางเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก และทางปาก

การใช้สารหล่อลื่นที่เหมาะสมสามารถช่วยลดแรงเสียดสีและลดโอกาสที่ถุงยางจะฉีกขาดหรือหลุด โดยควรเลือกชนิดที่เข้ากันได้กับวัสดุของถุงยาง

ผู้ที่มีคู่นอนใหม่ มีคู่นอนหลายคน มีประวัติ STI หรือมีการสัมผัสทางเพศที่มีความเสี่ยง ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ว่าควรตรวจโรคใดและตรวจจากตำแหน่งใด

หนองในบริเวณคอและบริเวณอื่นอาจไม่มีอาการ ดังนั้นการรู้สถานะการติดเชื้อของตนเองและคู่จึงมีประโยชน์มากกว่าการเดาจากลักษณะภายนอก

ไม่ถูกต้อง หลักฐานปัจจุบันยังไม่สามารถบอกได้ว่าการจูบทุกครั้งนำไปสู่การติดหนองใน งานวิจัยบางส่วนพบความสัมพันธ์ระหว่างการจูบแบบใช้ลิ้นกับหนองในคอ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านรูปแบบการศึกษาและปัจจัยร่วมอื่น ๆ

ไม่ถูกต้อง เพราะหนองในสามารถติดที่คอและทวารหนักได้ และการมีเพศสัมพันธ์ทางปากเป็นช่องทางการแพร่เชื้อที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์

ไม่จริง โดยเฉพาะหนองในบริเวณคอที่มักไม่มีอาการ การตรวจจึงมีความสำคัญในผู้ที่มีความเสี่ยง

ไม่จำเป็น อาการเจ็บคอมีสาเหตุได้มากมาย ต้องพิจารณาประวัติการสัมผัสและใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยัน

ไม่ควรทำ เพราะปัญหาเชื้อหนองในดื้อยาเพิ่มขึ้น และการรักษาควรเลือกตามแนวทางทางการแพทย์

ควรพิจารณาพบแพทย์หรือคลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อมีเหตุการณ์เสี่ยง เช่น

  • คู่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหนองใน
  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันกับคู่ที่ไม่ทราบสถานะ
  • มีออรัลเซ็กซ์กับคู่ที่อาจมีการติดเชื้อ
  • มีหนองหรือสารคัดหลั่งผิดปกติ
  • ปัสสาวะแสบหรือขัด
  • เจ็บคอหลังมีประวัติเสี่ยง
  • มีอาการบริเวณทวารหนักหลังการสัมผัสทางเพศ
  • เคยติดหนองในและสงสัยว่าอาจติดซ้ำ

หากมีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ปวดข้อ มีผื่นหรือแผลผิดปกติร่วมกับประวัติเสี่ยง ควรเข้ารับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว เพราะการติดเชื้อหนองในบางกรณีสามารถแพร่กระจายออกนอกบริเวณที่ติดเชื้อเดิมได้ แม้ภาวะดังกล่าวจะพบไม่บ่อย

คำถาม เป็นหนองในจูบกันได้ไหม ควรตอบอย่างระมัดระวังว่า หลักฐานทางการแพทย์ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุความเสี่ยงจากการจูบแต่ละครั้งได้อย่างแน่นอน และยังไม่ถือว่าการจูบทั่วไปเป็นช่องทางหลักที่ได้รับการยืนยันเหมือนการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยบางส่วนพบความสัมพันธ์ระหว่างการจูบแบบใช้ลิ้นกับหนองในบริเวณคอ จึงเป็นประเด็นที่วงการแพทย์ยังศึกษาต่อเนื่อง

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าคือ “ลักษณะการสัมผัสทั้งหมด” หากมีการออรัลเซ็กซ์ มีการสัมผัสสารคัดหลั่ง หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ความเสี่ยงจะต้องประเมินตามตำแหน่งที่สัมผัส ไม่ควรเหมารวมว่าเป็นเพียงการจูบ

หากกังวลหลังมีความเสี่ยง การตรวจตามตำแหน่งที่สัมผัสเป็นวิธีที่ให้ข้อมูลได้ดีกว่าการเดาจากอาการ และหากพบเชื้อควรรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ รวมถึงจัดการเรื่องคู่นอนและการตรวจติดตามให้ครบ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและการติดซ้ำ

หากมีความสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ สามารถปรึกษาเภสัชกรได้โดยตรงพร้อมสั่งยารักษา โดยแอดไลน์ @733khpqc หรือ Scan QR CODE โดยกดลิงค์ที่ข้อความนี้ได้เลยค่ะ