Skip to content
Home » บทความ » Ofloxacin (ออฟลอกซาซิน) ยาปฏิชีวนะ

Ofloxacin (ออฟลอกซาซิน) ยาปฏิชีวนะ

การรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากโรคติดเชื้อยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในประชากรทั่วโลก แม้จะมีการพัฒนายาปฏิชีวนะหลายชนิด แต่ความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องคือปัญหาเชื้อดื้อยา หนึ่งในยาที่ได้รับการยอมรับและใช้อย่างแพร่หลายในการต่อสู้กับการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดต่าง ๆ คือ Ofloxacin ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มฟลูออโรควิโนโลน (Fluoroquinolone) ที่มีฤทธิ์กว้างครอบคลุมแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบ ทำให้ถูกนำมาใช้รักษาโรคติดเชื้อที่หลากหลายทั้งระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบทางเดินหายใจ รวมไปถึงการติดเชื้อที่ผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อน

การทำความเข้าใจว่า Ofloxacin คืออะไร มีสรรพคุณอย่างไร และควรใช้อย่างไรให้ปลอดภัย ถือเป็นสิ่งที่ผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และคนทั่วไปควรรู้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม และเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยานี้ยังเป็นหนึ่งในยาที่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงและการดื้อยาได้หากใช้ไม่ถูกต้อง

Ofloxacin เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่ม fluoroquinolones ที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียโดยตรง ไม่ใช่เพียงการยับยั้งการเจริญเติบโต แต่สามารถกำจัดเชื้อได้จริง กลไกสำคัญคือการยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการจำลอง DNA ของแบคทีเรีย ได้แก่ DNA gyrase และ topoisomerase IV ทำให้เชื้อไม่สามารถสร้างและซ่อมแซม DNA ได้ จนนำไปสู่การตายของเชื้อ

จุดเด่นของ ออฟลอกซาซินคือมีประสิทธิภาพต่อเชื้อแบคทีเรียได้หลากหลายชนิด ทั้งแกรมลบ เช่น Escherichia coli, Klebsiella pneumoniae, Pseudomonas aeruginosa และแกรมบวก เช่น Staphylococcus aureus, Streptococcus pneumoniae รวมถึงเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่าง Chlamydia trachomatis และ Neisseria gonorrhoeae ด้วย ทำให้ถูกนำมาใช้รักษาการติดเชื้อที่หลากหลายตั้งแต่ปัสสาวะอักเสบ หลอดลมอักเสบ ไปจนถึงโรคหนองใน


ยานี้ถูกนำมาใช้รักษาการติดเชื้อที่สำคัญหลายระบบในร่างกาย ดังนี้

  1. การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary tract infections – UTI)
    • Ofloxacin มีประสิทธิภาพสูงต่อเชื้อ E. coli ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของ UTI
    • ใช้รักษาทั้งกรณีไม่ซับซ้อน (cystitis) และกรณีซับซ้อนที่มีการลุกลามถึงกรวยไต (pyelonephritis)
  2. การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
    • ใช้รักษาโรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง รวมถึงปอดอักเสบจากชุมชน
    • มีประสิทธิภาพต่อเชื้อ Haemophilus influenzae และ Streptococcus pneumoniae
  3. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
    • ใช้รักษาโรคหนองใน (Gonorrhea) ที่เกิดจาก Neisseria gonorrhoeae
    • ใช้ในกรณีติดเชื้อ Chlamydia trachomatis เช่น ปากมดลูกอักเสบหรือท่อปัสสาวะอักเสบ
  4. การติดเชื้อที่ผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อน
    • เช่น ฝี แผลติดเชื้อ แผลผ่าตัดอักเสบ
    • มีประสิทธิภาพต่อ Staphylococcus aureus และ Streptococcus pyogenes
  5. การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
    • ใช้รักษาอหิวาตกโรคหรือท้องร่วงจากเชื้อ Shigella หรือ Salmonella

เพื่อเข้าใจการทำงานของ ออฟลอกซาซิน จำเป็นต้องเข้าใจว่าแบคทีเรียต้องอาศัยการจำลอง DNA เพื่อเพิ่มจำนวนและคงอยู่ในสิ่งแวดล้อม การจำลอง DNA จำเป็นต้องใช้เอนไซม์สำคัญคือ DNA gyrase และ topoisomerase IV

  • DNA gyrase มีหน้าที่คลายเกลียว DNA เพื่อให้สามารถถอดรหัสและจำลองพันธุกรรมได้
  • Topoisomerase IV มีหน้าที่แยกสาย DNA หลังการจำลองเพื่อให้ได้ DNA สองเส้นที่แยกออกจากกัน

เมื่อ ออฟลอกซาซิน เข้าสู่เซลล์แบคทีเรีย มันจะจับและยับยั้งเอนไซม์เหล่านี้ ทำให้กระบวนการจำลอง DNA หยุดชะงัก ผลที่ตามมาคือเชื้อไม่สามารถเจริญหรือแบ่งตัวได้ และในที่สุดจะตายไป

คุณสมบัตินี้ทำให้ ออฟลอกซาซิน ถูกจัดเป็น ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (Bactericidal) ไม่ใช่แค่ยับยั้งการเจริญเติบโต (Bacteriostatic)


  1. ออกฤทธิ์กว้าง (Broad spectrum)
    • ครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียหลากหลายทั้งแกรมบวก แกรมลบ และเชื้อก่อโรคพิเศษ
  2. การดูดซึมดี
    • เมื่อรับประทาน Ofloxacin จะถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารได้อย่างรวดเร็วและมีระดับยาในเลือดสูง
  3. ครึ่งชีวิตยานาน
    • ทำให้สามารถใช้วันละ 1–2 ครั้ง สะดวกต่อการใช้ยาและเพิ่มโอกาสที่ผู้ป่วยจะรับประทานต่อเนื่อง
  4. ใช้ได้หลายรูปแบบ
    • มีทั้งชนิดยาเม็ด ยาน้ำ และยาหยอดตา/หยอดหู

แม้ ออฟลอกซาซิน จะมีประโยชน์มาก แต่ก็อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน ผู้ใช้ควรตระหนักถึงอาการเหล่านี้

  1. ระบบทางเดินอาหาร
    • คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง
  2. ระบบประสาทส่วนกลาง
    • เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ สับสน
    • บางรายอาจเกิดอาการชัก โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวทางระบบประสาท
  3. ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก
    • อาจทำให้เส้นเอ็นอักเสบหรือเส้นเอ็นฉีกขาด (tendinitis, tendon rupture) โดยเฉพาะเอ็นร้อยหวาย
  4. ผิวหนังและภูมิแพ้
    • ผื่นแพ้ คัน ผิวหนังไวต่อแสงแดด
  5. หัวใจและหลอดเลือด
    • อาจยืดช่วง QT ในคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ทำให้เสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะในบางราย

ออฟลอกซาซิน อาจมีปฏิกิริยากับยาหรืออาหารบางชนิด เช่น

  • ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียม แมกนีเซียม หรือซูคราลเฟต จะลดการดูดซึมยา
  • ยาวาร์ฟาริน อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
  • ยาที่มีผลต่อการยืด QT เช่น amiodarone หรือยาแก้ซึมเศร้าบางชนิด อาจเพิ่มความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ

  1. รับประทานยาตามแพทย์สั่ง ไม่ควรหยุดยาเองแม้อาการจะดีขึ้น
  2. หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาลดกรดหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีแคลเซียม เหล็ก สังกะสี ในเวลาเดียวกัน
  3. ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยลดการตกตะกอนของยาในทางเดินปัสสาวะ
  4. หลีกเลี่ยงการออกแดดจัดหรือควรใช้ครีมกันแดด เพราะผิวอาจไวต่อแสง
  5. หากมีอาการปวดเอ็นหรือบวมบริเวณข้อ ควรหยุดยาและปรึกษาแพทย์ทันที

เป็นยาปฏิชีวนะที่มีความสำคัญและถูกใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาโรคติดเชื้อที่หลากหลาย มีข้อดีคือออกฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อหลายชนิด ดูดซึมดี และใช้งานสะดวก แต่ก็มีข้อควรระวังในการใช้เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ ผู้ใช้จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการดื้อยาและเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา

แอดไลน์เพื่อปรึกษาเภสัชกรเพิ่มเติม